ธนาคารตรวจสอบอะไรบ้างเมื่อสมัครบัตรเครดิต

update

update

กลายเป็นปัญหาที่ทำให้ใครๆ หลายคนหนักอกหนักใจไปตามๆ กันเลย สำหรับการสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน!! เราจึงต้องย้อนกลับมาดูตัวเองและเช็คว่าประเด็นสำคัญที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องการจากตัวผู้สมัครอย่างเราๆ จะมีอะไรเป็นหลักบ้าง. เพราะข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นเครดิตที่ดีและยังทำให้เราสามารถต่อยอดวงเงินอื่นๆได้อีกด้วย จึงมีความสำคัญที่เราจะรู้ว่าธนาคารต้องการตรวจสอบอะไรบ้างเมื่อเราขอบัตรเคดิต ดังนี้

bank checked thailnad

StopperOhana/shutterstock.com

ประวัติทางการเงินไม่มีหนี้ค้างชำระในเครดิตบูโร

เครดิตบูโร ชื่อเป็นทางการแบบเต็มๆ ก็คือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด นี่คือด่านข้อแรกและเป็นข้อหลักเลยก็ว่าได้ เพราะในปัจจุบันนี้ เวลาเราจะสมัครสินเชื่อบัตรเครดิต ทางสถาบันการเงินจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบประวัติทางการเงินของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนบ้าน รถ หรืออื่นๆ กับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาตินี้ ว่าเรามีประวัติทางการเงินที่ดีหรือไม่ โดยทางเครดิตบูโรจะทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเครดิต ซึ่งมีทั้งประวัติการชำระหนี้ที่ดีและไม่ดีของเรา ตามที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งส่งข้อมูลมาให้ทุกๆ เดือน หากทางสถาบันการเงินที่เราไปยื่นสมัครบัตรเครดิต ตรวจพบว่าเรามีประวัติการค้างชำระหนี้ หรือมีการผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงินอื่นๆ มาก่อน ก็อาจปฏิเสธการสมัครนั้นได้ นั่นก็หมายความว่า ถ้าเรามีหนี้เสียอยู่ในระบบ หรือค้างชำระค่างวดของไฟแนนซ์ต่างๆ แล้วละก็ เราก็จะไม่สามารถสมัครบัตรเครดิตได้ค่อนข้างแน่ชัด ดังนั้น ข้อแนะนำแรกคืออย่ามีหนี้เสีย หรือค้างจ่ายกับสถาบันการเงินใดๆ ทั้งสิ้น. ซึ่งการแก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ก็คือ เราต้องติดต่อไปยังสถาบันการเงินที่เคยเป็นหนี้อยู่ เพื่อชำระหนี้ที่ค้างให้หมด จนยอดหนี้เป็น 0 บาท หรืออาจทำการเจรจาต่อรองเพื่อขอลดหนี้ ตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินนั้นๆ ได้ หลังจากนั้นก็ต้องรอจนครบ 3 ปี เพื่อให้ประวัติเสียเหล่านั้นทยอยลบออกไป แล้วเริ่มสร้างประวัติใหม่ สร้างวินัยที่ดี ชำระหนี้ให้ตรงเวลา ไม่ผิดนัดชำระหนี้อีก เพราะทุกความเคลื่อนไหวในการชำระหนี้ของเรานั้นจะถูกจัดเก็บไว้ตลอดด้วย

มีรายได้ที่แน่นอน

หลักเกณฑ์ของแบงค์ชาติ ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงค์ชาติ ที่จะกำหนดคุณสมบัติของคนที่ได้รับอนุมัติบัตรเครดิตกว้างๆ เช่น

    • มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 180,000 บาทต่อปี
    • มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงินของบัตรเครดิตที่อนุมัติ
    • มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
    • มีเงินฝากออมทรัพย์ ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
  • จึงเป็นที่ทราบกันดีว่า การที่จะสมัครบัตรเครดิตหรือสมัครขอสินเชื่อใดๆ ก็ตาม ผู้สมัครจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 180,000 บาทต่อปี ตามหลักเกณฑ์ของแบงค์ชาติ แต่อาจมีบางสถาบันการเงินที่ระบุว่าเพียงมีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาท ต่อเดือน ก็สามารถยื่นใบสมัครบัตรเครดิตได้ แต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่บัตรเครดิตจะได้รับการอนุมัติ เพราะอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากๆ ก็คือ แหล่งที่มาของรายได้ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทางธนาคารจะตรวจสอบว่าเรามีรายได้มาจากอะไร และผ่านช่องทางใด โดยผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย หรือฟรีแลนซ์ จะเป็นอาชีพที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะในแต่ละวันอาจมีรายได้มากหรือน้อยแตกต่างกันไป และเงินที่ได้รับก็เป็นเงินสด ทำให้โอกาสในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตนั้นมีน้อยกว่ากลุ่มอาชีพพนักงานบริษัท ซึ่งด้รับเงินเดือนโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติทุกๆ เดือน ก็จะสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของรายได้ได้ง่าย และมีน้ำหนักมากกว่าคนที่ได้รับเงินเดือนเป็นเงินสด. คุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเครดิตที่ถูกกำหนดไว้ในส่วนของอาชีพก็คือ พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัทเอกชน และเจ้าของกิจการ ซึ่งโดยส่วนใหญ่กลุ่มอาชีพเหล่านี้มักจะได้รับเงินเดือนโดยการโอนผ่านบัญชีธนาคาร ดังนี้

    • มีงานประจำที่มั่นคงแน่นอน และมีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท หากเป็นพนักงานบริษัท ก็ควรมีอายุงานเกินเกณฑ์ที่สถาบันการเงินที่รับสมัครบัตรเครดิตกำหนด เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี ไม่ได้อยู่ในช่วงทดลองงาน ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ก็แนะนำว่าต้องเปิดกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า1 ปี
    • มีสลิปเงินเดือนแสดงว่าใครเป็นนายจ้าง และรายได้สม่ำเสมอจ่ายตรงวันทุกเดือนในแต่ละเดือน และเวลายื่นให้สถาบันการเงินพิจารณา ควรยื่นสลิปเงินเดือนของเดือนล่าสุด
    • ควรรับเงินเดือนผ่านธนาคาร หากเป็นพนักงานบริษัท แต่รับเงินเดือนเป็นเงินสด หรือเอาเงินเดือนไปฝากเข้าบัญชีเอง ก็ต้องแล้วแต่ทางสถาบันการเงินเจ้าของบัตรจะพิจารณา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่น่าจะผ่านเกณฑ์อนุมัติบัตรให้ได้ เพราะจะดูรหัสการฝากเงินที่หน้าสมุดบัญชีธนาคารออกว่า รหัสไหนคือฝากเงิน รหัสไหนคือเงินเดือน ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ก็ต้องนำสมุดบัญชีไปเป็นเอกสารประกอบการพิจารณา เพราะสถาบันการเงินที่ออกบัตร ต้องการดูสถานภาพการเงินย้อนหลัง และดูความมั่นคงทางการเงินด้วย
    • โดยทั่วไปถ้าเป็นข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะมีโอกาสสูงกว่าพนักงานเอกชนที่จะได้รับอนุมัติ เพราะสถาบันการเงินมองว่าหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจมีความมั่นคงกว่า และมีสถานที่เป็นหลักเป็นแหล่งกว่าบริษัทเอกชน ไม่น่าจะโดนไล่ออก หรือให้ออกกันง่ายๆ เหมือนบริษัทเอกชน
  • เอกสาร ถูกต้อง ครบถ้วนชัดเจน

    เรื่องที่ผู้สมัครตกม้าตายกันบ่อยๆ ก็คือเรื่องเอกสารประกอบการสมัครบัตรเครดิต ปัญหาที่พบบ่อยก็คือเอกสารไม่ครบ ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือเป็นที่ Call Center หรือเจ้าหน้าที่ที่แนะนำนั้นบอกผิด หรือบอกไม่ครบ อย่างที่สอง ก็คือผู้สมัครยื่นไม่ครบ หรือบกพร่องเอง ซึ่งปัญหานี้แก้ไขไม่ยาก เพียงแค่ติดต่อไปหาเจ้าหน้าที่อีกครั้ง และส่งเอกสารให้ครบก็จะแก้ปัญหาไปได้.

    • ลายเซ็นของผู้สมัครต้องเหมือนกันทุกจุด
    • ต้องระวังไม่ให้มีรอยลบหรือรอยขีดฆ่าเยอะจนเกินไป และไม่ควรใช้น้ำยาลบคำผิด
    • หากต้องการแก้ไขจุดที่ผิดพลาด ควรขีดฆ่าและเซ็นชื่อกำกับทุกครั้ง
    • ควรกรอกข้อมูลด้วยลายมือตัวบรรจง อ่านง่าย และกรอกครบทุกช่องที่เว้นไว้ เพื่อความถูกต้องของข้อมูลผู้สมัคร
  • นอกจากนั้น เอกสารแนบอื่นๆ ก็มีส่วนสำคัญ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนต้องชัดเจน ไม่ดำหรือเข้มจนเกินไป จนมองไม่เห็นหน้าผู้สมัคร สำเนาหน้าสมุดบัญชีต้องมองเห็นตัวเลขบัญชีชัดเจน สำเนา Statement ต้องครบทั้ง 3 - 6 เดือน ย้อนหลัง ตามที่ทางธนาคารกำหนด หรือสลิปเงินเดือนย้อนหลังต้องไม่เกิน 3 เดือน เป็นต้น ซึ่งถ้าผู้สมัครส่งเอกสารไม่ครบถ้วนก็อาจเกิดการส่งคืนใบสมัครได้เช่นกัน

    สามารถติดต่อได้และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

    หลักเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งของสถาบันการเงินในการพิจารณาอนุมัติคือ ผู้สมัครจะต้องมีความน่าเชื่อถือ สิ่งที่จะช่วยพิสูจน์ความน่าเชื่อถือได้คือไม่เป็นบุคคลล่องลอย หรือไร้หลักแหล่ง และเวลาธนาคารต้องติดตามหนี้จะมีที่อยู่ซึ่งชัดเจนถาวรให้ติดตามได้ ดังนั้น เวลาให้ที่อยู่ ควรจะให้ที่อยู่ซึ่งถาวร เช่น ตรงกับบัตรประชาชน ตรงกับที่อยู่ส่งใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าโทรศัพท์ และในส่วนของเบอร์โทรศัพท์ก็ควรเป็นหมายเลขโทรศัพท์บ้าน ไม่ใช่แค่หมายเลขโทรศัพท์มือถือ โทรไปแล้วมีคนรับ ซึ่งเอกสาร หรือข้อมูลพวกนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการเพิ่มโอกาสให้สถาบันการเงินอนุมัติบัตรเครดิตให้เรา นอกจากเบอร์โทรศัพท์มือถือที่เป็นข้อมูลสำคัญอย่างในหนึ่งในการสมัครบัตรเครดิตแล้ว ยังต้องระบุเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานทั้งของที่บ้านและที่ทำงาน ซึ่งถ้าหากใครไม่มีเบอร์บ้าน ก็ต้องระบุเบอร์ที่ทำงานลงในใบสมัครด้วย เพราะทางธนาคารนั้นต้องการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เป็นบุคคลล่องลอย และสามารถติดต่อได้ง่าย ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในขั้นตอนแรกแล้ว ทางธนาคารจะต้องมีการโทรหาผู้สมัครเพื่อยืนยันข้อมูล ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อได้ภายใน 1 - 3 ครั้ง ก็อาจถูกปฏิเสธการสมัครได้อีกด้วย

    ไม่เคยมีประวัติบัตรเครดิต หรือการขอสินเชื่อใด กับการมีสินเชื่ออื่นจนเกินความสามารถในการชำระหนี้

    หากผู้สมัครนั้นมีสินเชื่ออื่นที่ไม่ใช่บัตรเครดิตอยู่แล้ว เช่น กู้ซื้อบ้าน ผ่อนรถยนต์ จ่ายไฟแนนซ์ ฯลฯ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านได้ด้วย เพราะภาระหนี้สินที่มีอยู่ในขณะนั้นอาจเกินความสามารถในการชำระหนี้ไปแล้วก็ได้ โดยที่ทางธนาคารแต่ละแห่งจะตรวจสอบภาระหนี้สินทั้งหมดของแต่ละคนที่ผ่านเข้ามาในเครดิตบูโร เพื่อดูความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ที่กำลังจะเพิ่มเข้ามาอีกได้ ก่อนที่จะทำการอนุมัติบัตรเครดิต. หรือการที่เรายังไม่เคยสมัครบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่อกับที่ไหนมาก่อนเลยก็อาจไม่ใช่ผลดีสำหรับสถาบันการเงินใหญ่ๆ สักเท่าไรด้วย เพราะทางธนาคารจะไม่สามารถเช็คประวัติข้อมูลทางการเงินของเราได้ ซึ่งเท่ากับว่าไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของการเป็นผู้ถือบัตรเครดิตได้ ก็อาจปฏิเสธการสมัครของเราได้เช่นกัน แนวทางแก้ไขก็คือ ลองสมัครบัตรเครดิตกับธนาคารหรือสถาบันการเงินเล็กๆ หรืออาจจะสมัครเป็นบัตรเสริม เพื่อให้ข้อมูลของเราไปอยู่ในเครดิตบูโรเสียก่อน แล้วค่อยๆ สะสมเครดิตดีไปเรื่อยๆ เพียงเท่านี้การเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักก็อยู่ไม่ไกลแล้วเหมือนกัน

    ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การสมัครบัตรเครดิตนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเรามีคุณสมบัติที่อยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารมองหา ก็เพียงพอแล้วในการสมัครบัตรเครดิต เพื่อเป็นตัวช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ถือ และยังช่วยสร้างประวัติที่ดีในข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เมื่อเราชำระหนี้ตรงกำหนดเวลา. ถึงแม้หลายคนอาจจะไม่อยากมีบัตรเครดิตเพราะกลัวเป็นหนี้ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้ ถ้าอยากเป็นคนที่ใช้บัตรเครดิตเป็นก็จะต้องมีวินัย รู้จักควบคุมตัวเอง ไม่ละเลยหนี้บัตรเครดิต และจ่ายเต็มจำนวนทุกครั้งที่ใช้จ่าย เมื่อเราทำได้ ก็จะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการใช้บัตรเครดิตนั่นเอง เพียงเท่านี้เราก็สามารถ มีบัตรเครดิตให้ลองเลือกยื่นสมัครกันได้เพียบเลยล่ะ.

    If you like this page share

    บัตรเครดิต

    แนะนำ
    • รับเงินคืน
    • คะแนนสะสม
    • เงินคืนเติมน้ำมัน
    • การสะสมไมล์
    • ช้อปปิ้ง
    • อื่น ๆ
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    • ฟรีปีแรก
    • ฟรี
    • ฟรีตลอด
    โปรโมชั่น
    • ใช่
    • ไม่
    Related

    รายการเธรด

    แนะนำ
    ไฮไลท์
    แท็ก