5 เทคนิคการกู้เงินให้ได้เงินเร็วที่สุด

update

update

"อยากกู้เงิน แต่.....!!" สำหรับหลายคนเมื่อพูดถึงเรื่องการติดต่อธนาคาร ,ขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือการขออนุมัติวงเงินกู้เรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะคิดว่า ยุ่งยาก ใช้เอกสารมากมาย กลัวไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม ดังนั้น เราลองมาเปลี่ยนวิธีคิดกันเสียใหม่ว่า การขอสินเชื่อไม่ยากอย่างที่คิด. เหตุผลง่ายๆที่ธนาคารต้องการก็คือ มั่นใจว่าคนที่มาขอเงินกู้อย่างเราๆนั้นมีปัญญาจ่ายมาคืนได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก ถ้าเรามีเอกสารพร้อม ประวัติเป็นลูกค้าธนาคารชั้นดีที่จะผ่อนจ่ายตรงตามเวลา ดอกเบี้ยที่เราจ่ายคือรายได้ของธนาคาร ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย การที่เราจะเดินเข้าไปกู้ หรือขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก็มั่นใจได้ว่าจะเป็นเรื่องง่ายแน่นอน

recover money

nutthawut.2529/shutterstock.com

5สิ่งที่สถาบันการเงินมองหาจากเรา

1. สำรวจประวัติตัวเองก่อนการกู้เงิน

ก่อนที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ให้กับใคร ก็จะมีบริษัทที่ชื่อว่าเครดิตบูโร เพื่อตรวจดูประวัติการชำระสินเชื่อต่างๆของตัวเราว่า ฐานะการเงินและความพร้อมในการต้องการกู้มีมากแค่ไหน มีหนี้ติดตัวมาหรือไม่ เช่น หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ซึ่งหนี้ทั้งหมดรวมถึงหนี้การกู้สินเชื่อ เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 40% ของรายได้หรือเงินเดือนของเรา ธนาคารถึงจะมองว่าเรามีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ ถ้าชื่อเราขึ้นในเครดิตบูโรว่ามีการค้างชำระ โอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้นั้นยากอยู่เหมือนกัน. แต่ศักยภาพของที่ทำงานก็สำคัญ บางท่านทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชนที่มีสัญญากับสถาบันการเงินอยู่แล้ว ก็จะได้สิทธิพิเศษทันทีเช่นกัน

2. การเดินบัญชี

สำหรับมนุษย์เงินเดือนเป็นการดีที่มีเงินเดือนโอนเข้ามาทุกเดือนอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะมีเงินฝากวางนอนนิ่งประดับไว้ในบัญชี ไม่ใช่เงินเข้าก็เอาออกมาหมด แบบนี้ธนาคารก็เสียวอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าสำหรับเจ้าของกิจการ การเดินบัญชีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่จะต้องเดินบัญชีให้สวยๆมีเงินเข้าอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน คนที่เดินบัญชีได้ดี มีเงินเข้าตลอด ก็มีโอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ให้ก็สูงขึ้น เพราะธนาคารจะมองว่ามีลูกหนี้จำนวนมากพอที่จะนำเงินมาทยอยคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้

3. ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตนเป็นหนี้อื่นๆให้น้อยที่สุด

การอนุมัติวงเงินให้ไม่เกิน 40% ของรายได้ นั่นหมายความว่า เวลาที่เราผ่อนชำระกับทางธนาคารเราจะมียอดที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือน เงินที่ผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารนั้นต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือน เช่น การกู้ทุกๆ 1,000,000 บาท มักจะต้องผ่อนชำระคืนธนาคาร 7,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 30 ปี นั่นแปลว่าถ้าเรารายได้ 50,000 บาท วงเงินที่เราจะสามารถของอนุมัติกับทางธนาคารได้จะประมาณ 3,000,000 บาท นั่นเอง. และในระบบของเครดิตบูโรนั้น ก็จะขึ้นโชว์ทั้งหมดว่าปัจจุบันเราผ่อนชำระอะไรอยู่บ้าง แน่นอนว่าถ้าเราผ่อนสินค้าอื่นๆอยู่ ธนาคารก็นับรวม 40%ด้วย ดังนั้นก่อนไปกู้เงินต้องพยายามเคลียร์รายการผ่อนชำระอื่นให้หมดก่อน เพื่อที่จะได้ไม่กระทบวงเงินที่อนุมัติ

4. เตรียมเอกสารให้พร้อม

documents

Chinnapong/shutterstock.com

สิ่งที่มีปัญหากันมากที่สุดของคนไปขอเงินกู้กับทางธนาคาร ก็คือ เอกสารไม่สมบูรณ์ ทางที่ดีเราควรเดินเข้าไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร ว่าถ้าต้องการขอเงินกู้นั้นต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง แล้วจดมาเตรียมให้ครบ เพราะเวลาที่เรายื่นเข้าไปแล้วเอกสารไม่ครบ ก็จะยิ่งทำให้ขั้นตอนการอนุมัติต่างช้าๆหรืออาจจะถูกปฏิเสธออกมาเลยก็เป็นได้

5. สำรวจอัตราดอกเบี้ย,เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและเงื่อนไขกฎเกณฑ์

เพราะธนาคารจะมีเงื่อนไขให้อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันและวงเงินให้กู้แตกต่างกันจึงน่าจะลองเลือกธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวที่ต่ำที่สุด โดยทำการหาข้อมูลและทำตารางเปรียบเทียบ สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบดังนี้คือ

    • วงเงินกู้ที่แต่ละธนาคารให้กู้ เช่น บางธนาคารให้กู้ 80-100%
    • เปรียบเทียบ MLR ของแต่ละธนาคาร
    • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 ,2,3และ4. ที่ให้เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ปีนั้นก็เพื่อใช้ในการคำนวณว่าตลอดอายุการผ่อนอย่างน้อย 3 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่าไหร่.
    • เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ธนาคารเรียกเก็บ เช่น ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ปัจจุบันมีหลายธนาคารที่จัดโปรโมชั่นในการยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ เพื่อดึงดูดใจลูกค้า ซึ่งโดยปกติค่าธรรมเนียมการยื่นกู้จะอยู่ที่ 0.10% - 0.25 %.
    • บางธนาคารมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้กู้ว่า ผู้กู้มีรายได้และมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ อายุ อาชีพ รายรับทางบัญชี และงบการเงินด้วย
  • 5สิ่งที่เราทำได้เพื่อความรวดเร็วในการกู้

    1. ใช้เงินสดค้ำประกัน

    นี่เป็นวิธีที่จริงๆแล้ว ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่ และต้องใช้เงินสดค้ำประกัน. วิธีขอสินเชื่อประเภทนี้ เป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุด เพราะเป็นสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วยเงินสดๆ โดยการคุยกับเพื่อน ,ญาติ ,นายทุน หรือใครก็ได้ (แต่โดยมากแล้วจะเป็นญาติ) ให้เอาเงินสดมาฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อทำเรื่องขอกู้ยืมเงิน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นพ่อนาย ข. เมื่อนาย ข. ต้องการทำธุรกิจ ด้วยเงินทุน 500,000 บาท แต่นาย ข. มีประวัติค้างชำระหนี้ จึงไม่สามารถทำเรื่องขอสินเชื่อโดยตรงได้ นาย ก. ก็เลยนำเงินสดที่ตัวเองมี 500,000 บาท ไปค้ำประกัน เพื่อให้นาย ข. นำเงินสดจากธนาคารออกมาใช้ ด้วยดอกเบี้ยแค่ประมาณ 1-2% . พูดให้ง่ายก็คือ เป็นการกู้ยืมเงิน แต่ปลอดภัยสำหรับนาย ก. เพราะธนาคารจะเป็นคนเช็คเรื่องดอกเบี้ย เงินต้น ฯลฯ กับนาย ข. เอง.

    2. กู้ผ่าน P2P Lending

    p2p lending

    StanislauV/shutterstock.com

    เป็น Micro Finance ประเภทหนึ่งที่ไม่เช็คคะแนนกับเครดิตบูโร เพราะ เป็นการกู้ยืมกันระหว่างบุคคลกับบุคคล ผ่าน Platform ตัวกลาง ยกตัวอย่างเช่น นาย ก.,ข.,ค. และ ง. ไปบอกกับ platform ตัวกลางที่เป็น P2P Lending ว่ามีเงินจะให้คนมากู้ยืม ตัวกลางก็จะไปบอก นาย จ. ว่า มีคนจะให้กู้นะ ซึ่ง นาย ก.,ข.,ค. และ ง. ก็จะมานั่งพิจารณาว่า นาย จ. เหมาะสมหรือไม่กับการปล่อยกู้ให้นั่นเอง. ซึ่งปัจจุบัน P2P Lending หรือการกู้ยืมส่วนบุคคล ระหว่างบุคคลก็ถูกกฎหมาย และมีเปิดให้บริการกันแล้วในปัจจุบัน และบริษัที่ให้กู้ยืมแบบ บุคคล กับ บุคคลได้ ก็มีเช่น Satangdee.com, PeerPower.co.th, และ Daigern.com

    3. ใช้รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ เป็นหลักค้ำประกันในการกู้

    การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ในการขอสินเชื่อ ไม่เพียงแต่ไม่เช็คประวัติค้างชำระหนี้เท่านั้น แต่ยังได้ดอกเบี้ยที่มีราคาต่ำกว่าการขอสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ซะอีก และถูกกว่ากันมาก ซึ่งการขอแบบนี้ เราจะเห็นกันอยู่ได้ทั่วๆไป เช่น สินเชื่อศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ, สินเชื่อแบบจำนำทะเบียนรถยนต์ (ดอกเบี้ย 0.5%), ฯลฯ อีกมากมาย หากเลือกกันให้ถูก เช็คอัตราดอกเบี้ยกันให้ดี โดยมากแล้ว แค่จำนำทะเบียนเท่านั้น รถยนต์ยังคงขับต่อได้

    4.การถอนเงินจากบัตรเครดิต

    การใช้เงินสดจากบัตรเครดิตจะมีดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ต้องระวังการใช้กันนิดนึง และควรต้องจ่ายคืนให้เร็วที่สุด. การถอนเงินสดจากบัตรเครดิต เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และเป็นวิธีที่ง่ายมาก โดยสามารถถอนเงินสดออกมาจากบัตรได้ตามวงเงินที่เหลือ เช่น หากบัตรใบนั้นมีวงเงิน 50,000 บาท ใช้ไปแล้ว 10,000 บาท จะเหลือวงเงิน 40,000 บาท และสามารถถอนออกมาใช้ได้ทั้งหมด.

    5. การรีไฟแนนซ์

    อย่างแรกก็คือ การรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อหาธนาคารใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม และอีก ประเด็นหนึ่งคือการรีไฟแนนซ์บ้าน หรือรถยนต์ เพื่อนำเงินออกมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่อนบ้านไปได้ระยะหนึ่งแล้ว จากเงินกู้จำนวน 2 ล้านบาท ผ่อนไป เหลือ 1 ล้านบาท ผู้ที่ต้องการใช้เงินอาจทำการรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อ นำเงินออกมาใช้ ซึ่งอาจรีไฟแนนซ์ตามจำนวนที่ต้องการเช่น 500,000 บาทเลย ก็ได้เช่นเดียวกัน ซึงวิธีนี้ ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ตามแต่ธนาคารจะตั้งเอาไว้

    ดังนั้น ผู้กู้เช่นเราสามารถมีเทคนิคง่าย ๆ เพื่อรู้ให้ทันและเตรียมตัวที่จะศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก่อนเลือกสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ทั้งยังหาข้อมูลคร่าว ๆ เพิ่มเติม ได้อีกโดยขอรายละเอียดจากธนาคารหลายๆแห่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าขณะที่เราต้องการเลือกสถาบันการเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด เงื่อนไขเหมาะสมกับเรามากที่สุด ขณะเดียวกันทางสถาบันการเงินก็ต้องเลือกคุณสมบัติของผู้กู้ด้วยเช่นกัน ว่าเรามีคุณสมบัติที่ดีพอกับการเป็นลูกค้าของสถาบันการเงินนั้น ๆ หรือไม่ เราจึงต้องรีบวางแผนแล้วเคลียร์หนี้สินที่มีอยู่ ใช้เงินอย่างมีระบบตั้งแต่ตอนนี้นั่นเอง.

    If you like this page share

    บัตรเครดิต

    แนะนำ
    • รับเงินคืน
    • คะแนนสะสม
    • เงินคืนเติมน้ำมัน
    • การสะสมไมล์
    • ช้อปปิ้ง
    • อื่น ๆ
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    • ฟรีปีแรก
    • ฟรี
    • ฟรีตลอด
    โปรโมชั่น
    • ใช่
    • ไม่

    รายการเธรด

    แนะนำ
    ไฮไลท์
    แท็ก