หลายคนก็เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่เป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ทำให้คนอื่นๆก็รู้สึกอิจฉาและรู้สึกดีจังเลยเกิดมาก็มีพร้อมทุกอย่างแล้วไม่ต้องลำบากหางานหาการอื่นๆทำอีก เรียนจบมาก็สามารถสานต่อธุรกิจครอบครัวได้เลยแต่จริงแล้วคนที่เป็นทายาทธุรกิจเขาคิดแบบนั้นไหม? บางคนก็คิดแบบนั้นแต่สำหรับบางคนก็ไม่ได้คิดแบบนั้นแต่กลับคิดว่าไม่เป็นอิสระและถูกกดดันแทนเพราะเมื่อครอบครัวมีธุรกิจพ่อแม่และญาติๆก็ต้องคาดหวังอยู่แล้วว่าลูกๆหลานๆต้องมาสานต่อกิจการของที่บ้านแน่นอน แต่ถ้าเกิดลูกๆหลานๆไม่อยากจะสานต่อกิจการของครอบครัวขึ้นมาหล่ะปัญหาต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ดังนั้นคุณคงเห็นข้อเท็จจริงที่ว่าให้เราพอใจกับสิ่งที่มีไม่ใช่ว่าชีวิตของคนอื่นไม่มีปัญหาหรือดูเพียบพร้อมกว่าแต่จริงๆแล้วทุกคนก็มีความกดดันในชีวิตทั้งนั้นแม้แต่ลูกเศรษฐีเงินล้านก็ประสบกับปัญหาเช่นกัน

บทความนี้จะมาอธิบายว่าสาเหตุใดที่ลูกๆหลานๆของหลายๆบ้านที่ประกอบธุรกิจอยู่แล้วไม่อยากจะสานต่อธุรกิจของครอบครัวเพราะดูเหมือนว่าก็น่าจะมีชีวิตที่สบายมากกว่าออกไปหางานทำเองหรือไปสร้างธุรกิจใหม่ๆขึ้นมาเองซะอีก เรื่องที่บทความนี้จะมาอธิบายคือ สาเหตุหลักๆ / จะแก้ปัญหาอย่างไร? เพื่อที่ครอบครัวจะลดปัญหาที่ลูกๆหลานๆไม่อยากสานต่อกิจการแต่คนในครอบครัวก็ไม่มีปัญหากันเข้าใจกันก็ต้องทราบถึงสาเหตุหลักๆและการแก้ปัญหาค่ะ มาดูว่าบทความนี้จะมาแนะนำอย่างไรนะคะ

สาเหตุหลักๆ

สาเหตุที่ทายาทนักธุรกิจครอบครัวทั้งหลายไม่ว่าจะธุรกิจเล็กใหญ่ที่ไม่อยากจะสานต่อกิจการของครอบครัวก็มีหลายสาเหตุด้วยกันมาดูกันว่ามีอะไรบ้างค่ะ

เห็นประสบการณ์ความเครียดความกังวลของพ่อแม่และญาติๆมาก่อน

บางครั้งความคิดที่ไม่อยากจะสานต่อธุรกิจครอบครัวนั้นก็เริ่มาตั้งแต่เด็กแล้ว เด็กๆนั้นช่างสังเกตก็อาจจะเห็นว่าพ่อแม่ที่ทำงานทำธุรกิจนั้นมีความเครียดเกิดขึ้นและเหนื่อยมากกับการทำงานจนไม่มีเวลาให้ตนเองตอนเป็นเด็กจึงทำให้มีความคิดว่าโตขึ้นมาจะไม่เป็นตามอย่างพ่อแม่แน่นอน

รู้สึกอยากมีสังคมที่กว้างมากกว่านี้จึงไม่อยากทำธุรกิจครอบครัว

เมื่อลูกๆได้เรียนหนังสือหรือมีสังคมของเค้าเค้าก็จะเห็นโลกกว้างมากขึ้นจึงอาจจะอยากทำอะไรใหม่ๆที่ไม่ใช่ต้องกลับมาที่บ้านทำงานที่บ้าน เพื่อนร่วมงานก็ไม่มีต้องทำงานกับครอบครัวทุกวี่ทุกวัน คงรู้สึกเงียบเหงาเพราะช่วยวัยรุ่นหรือวัยทำงานเป็นช่วงที่ต้องการสังคมที่กว้างและต้องการคบหาสมาคมที่หลากหลาย

สิ่งที่เรียนจบมาไม่ตรงกับธุรกิจของครอบครัวที่ทำอยู่

บางครั้งที่บ้านทำธุรกิจร้านอาหารแต่ลุกๆที่เรียนจบมานั้นเรียนมาในสายวิชาอื่นๆ เช่น นิเทศน์ ศิลปะ เป็นต้น ทำให้เมื่อเรียนจบมาแล้วก็อยากทำงานที่ตัวเองเรียนมามากกว่ากลับไปสานต่อธุรกิจครอบครัว

มีไอเดียอยากทำธุรกิจส่วนตัวของตัวเอง

ใครๆก็มีความฝันกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะยากมากกว่าการสานต่อธุรกิจครอบครัวแต่ด้วยความชอบยังไงก็อยากทำมากกว่า คือบางคนอยากสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา อย่างเช่นที่บ้านมีธุรกิจร้านอาหารแต่ลูกๆอยากเปิดร้านกาแฟมากกว่า เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากสานต่อธุรกิจครอบครัวค่ะ

สังเกตเห็นว่าธุรกิจของครอบครัวนั้นเริ่มจะขาดทุนและไปไม่รอด

บางครั้งธุรกิจของพ่อแม่ก็ไม่ได้ดำเนินไปได้ด้วยดีเสมอ ลูกๆอาจจะสังเกตเห็นว่ามันไม่น่าจะไปรอดแถมยังดูเหมือนว่าจะขาดทุนจึงทำให้ไม่อยากจะสานต่อเพราะรู้สึกว่ามันยากและเสียเวลาเปล่า เพราะการฝืนทำธุรกิจที่ไม่ได้กำไรก็ทำให้เหนื่อยมากๆแน่ๆ

ความคิดเห็นของพ่อแม่ และลูกๆไม่เหมือนกันเลย

ในขระที่ยังไม่ได้รับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อแม่ แต่เพียงแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆทั่วๆไปก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไม่ลงรอยกันการที่จะมาทำงานร่วมกันนั้นก็น่าจะเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของความนิยมชมชอบ เพราะผู้ใหญ่มักจะมีความคิดที่หล้าสมัยแต่เด็กๆจะมีความคิดที่ทันสมัยมากกว่าดังนั้นก็จะเกิดการขัดแย้งกันแน่นอน ไม่ต้องรอให้เริ่มทำธุรกิจด้วยกันเลนเพียงแค่คิดก็นึกภาพออกแล้ว ยกตัวอย่างกิจการร้านอาหารของพ่อแม่ที่ไม่คิดจะมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาปรับให้คนรุ่นใหม่สนใจ แต่ลูกๆคิดจะทำนู่นทำนี่ให้มันน่าสนใจขึ้นมาเช่นปรับเปลี่ยนการตกแต่งร้าน การเพิ่มเมนุอาหาร แต่ถ้าเกิดความไม่เห็นด้วยของพ่อแม่ ก็จะเป็นการขัดความคิดกันมากกว่าการทำงานก็ไม่ราบรื่นแล้วนี่ก็เป็นปัญหาได้ค่ะ

จะแก้ปัญหาอย่างไร?

ปัญหาครอบครัวนั้นไม่ว่าปัญหาอะไรก็ตาการพูดคุยกันดีดีตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาได้อย่างดี เริ่มตั้งแต่เด็กๆเลยก็ได้ ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกสานต่อธุรกิจครอบครัวจริงๆและคาดหวังเอาไว้แบบนั้นแล้วก็ควรปลูกฝังให้เขาเห็นว่าการทำธุรกิจนั้นดีอย่างไร และสอนให้เขารักงานของครอบครัวไปเลย หรือจะเริ่มตอนที่เขาจะเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้โดยที่ถามและพูดคุยกันก่อนว่าธุรกิจครอบครัวเป็นแบบนี้ลูกจะเลือกเรียนอะไรที่เมื่อเรียนจบแล้วสามารถมาช่วยงานบ้านได้ หรือพูดคุยกันว่าทำไมลูกถึงอยากเรียนวิชาที่ไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบายและรับฟังเหตุผลของกันและกัน สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือการบังคับเพราะมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยมีแต่จะแย่ลงเท่านั้น

แต่เมื่อมีการรับฟังเหตุผลกันก็จะทำให้อะไรๆมันง่ายขึ้น เช่น ลูกๆอาจจะไม่อยากเรียนในสิ่งที่เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวและทำงานสานต่อธุรกิจครอบครัวแต่ก็จะช่วยบ้างเท่าที่จำเป็นถ้ามันจำเป็น แต่อาจจะจำเป็นช่วยทั้งหมดเมื่อครอบครัวจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือ แต่การที่ไม่รับฟังกันแน่นอนว่าลูกๆจะดื้อรั้นแม้สิ่งที่ช่วยได้ก็จะไม่สนใจเลย แบบนั้นก็จะเกิดความไม่เข้าใจกันอย่างมาก และลามไปถึงเรื่องของเงินๆทองๆด้วยแบบนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ค่ะ ตอนนี้พ่อแม่คงพอทราบวิธีแก้ปัญหาแล้วนะคะถ้าลูกไม่อยากสานต่อธุรกิจครอบครัวการคุยกันตกลงกันเพื่อมาเจอกันคนละครึ่งทางกับลูกๆถือว่าดีที่สุดค่ะ

การสื่อความที่ดีในครอบครัวช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น

อย่างที่บอกไปว่าการสื่อความที่ดีในครอครัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆไม่ว่าเรื่องอะไร เพราะจะเพิ่มความสนิทสนมกับคนในครอบครัวของเราแล้วไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรก็สามารถเข้าใจกันได้ง่ายๆมากกว่า เช่นการสานต่อธุรกิจครอบครัวก็เหมือนกัน เพราะบางครั้งลูกๆอาจจะอยากช่วยธุรกิจครอบครัวเพียงมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบทั้งหมดแต่การที่คุณไม่ปิดกั้นลูกๆเปิดโอกาสให้เขาได้ทำสิ่งที่ชอบลูกๆก็จะคำนึงถึงความรู้สึกของคุณเช่นกัน แล้วถึงแม้ลูกไม่สานต่อธุรกิจครอบครัวและอาจจะทำงานอย่างอื่นแต่พร้อมจะช่วยเมื่อพ่อแม่ต้องการและพร้อมจะสนับสนุนกัน และการสื่อความที่ดีก็มีผลและมีแนวโน้มที่ลูกๆพร้อมจะสานต่อธุรกิจครอบครัวแบบเต็มตัวได้ด้วยเมื่อเป็นอย่างนั้นพ่อแม่ก็หมดห่วงพร้อมจะเกษียณอย่างสบายใจแล้ว แต่ส่วนมากพ่อแม่ก็อยากให้ลูกๆเป็นคนดูแลกิจการต่อจากท่านทั้งนั้นเพราะเรื่องเงินๆทองๆจะไว้ใจใครได้มากเท่ากับคนในครอบครัวจริงมั้ย? ผู้เขียนหมายความว่าส่วนใหญ่นะคะ แต่ในส่วนน้อยก็มีที่แม้แต่คนในครอบครัวก็ไว้ใจไม่ได้ยังไงก็ฝากเป็นข้อคิดนะคะ