นวัตกรรมและเทคโนโลยีเรื่องการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ คงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเรามากันสักพักแล้ว ในทุกวันนี้ พวกเราต่างก็มีแอพพลิเคชั่นที่เป็นเหมือนธนาคารส่วนตัวกันบนสมาร์ทโฟนอยู่แน่ๆ ที่สะดวก พกไปได้ทุกที่ ธุรกรรมต่างๆ จึงรวดเร็วกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน. ตามรอยนโยบาย Thailand 4.0 ในปัจจุบัน เราต้องเคยผ่านหูหรือลองกันมาบ้าง สำหรับธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ อย่าง อาลิเพย์ (Alipay) ที่เป็น Ant Financial และอยู่ในเครือของ Alibaba ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในจีน และกำลังขยายตัวอย่างเติบโตในบ้านเรา. ทำไมแอพพลิเคชั่นด้านการเงินตัวนี้ถึงได้มียอดผู้ใช้งานสูงขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความสำเร็จได้มากมายขนาดนี้ เพื่อก้าวตามโลกการเงินอย่างฉลาด เราลองมาเจาะลึกถึงความสำเร็จของอาลิเพย์ และอนาคตของสังคมไร้เงินสด กันได้เลย ที่นี่

ความสำเร็จของอาลิเพย์เป็นไปได้อย่างไร

อาลิเพย์ (Alipay) คือ แอพพลิเคชั่นเพื่อการชำระเงินสินค้าแบบออนไลน์ โดยผู้ใช้งานจะต้องมีการผูกบัญชีธนาคาร หรือบัตรเครดิตไว้ จึงทำให้สามารถชำระเงินผ่านสมาร์โฟนได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ไม่แพ้ฝากฝั่งของอเมริกา ที่มี PayPal. นักท่องเที่ยวชาวจีน ที่มีปลายทางหลักไปหลายส่วนทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เมืองท่องเที่ยวในไทยอย่างกรุงเทพ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ก็มักจะใช้จ่ายเงินผ่านทางอาลิเพย์เป็นหลัก ทำให้ธุรกิจโรงแรม ที่พัก หรือแม้แต่ร้านอาหาร มียอดเงินสะพัด โดยเฉลี่ยถึง 1,519 หยวน:คน และในช่วงเทศกาลวันคนโสดของจีน ประมาณ เดือนพฤศจิกายนของทุกปี จะมีการใช้จ่ายผ่านอาลิเพย์สูงสุดถึง 256,000 รายการ:วินาทีด้วยซ้ำ

ความสำเร็จของอาลิเพย์ มีพื้นฐานมาจาก ความปลอดภัยด้วยตัวกลางที่เชื่อถือได้ ลบภาพความกังวลใจของผู้ใช้งานแบบเดิมๆ ไปได้จนหมด ด้วยระบบยืนยันการชำระเงิน เมื่อลูกค้าได้รับสินค้าแล้ว หากไม่ได้รับตามที่สั่ง ก็สามารถแจ้งยกเลิกการสั่งซื้อได้ ด้วยนโยบายการดูแลลูกค้า ใน 90 วัน และการขอคืนเงินได้แบบเต็มจำนวนด้วย. ส่วนเรื่องของค่าธรรมเนียม ก็จะมีการเรียกเก็บเมื่อเติมเงินเข้าระบบ จึงไม่มีค่าธรรมเนียมในการจ่ายแต่ละครั้ง เช่น วงเงิน 10,000 หยวนจะมีค่าธรรมเนียมรวมส่วนเกิน เพียงแค่ 0.5% เท่านั้น ทำให้ธุรกิจที่มีการซื้อขายกับชาวจีน ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

และด้วยแนวคิดที่ตอบโจทย์การทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ชอบให้เงินทำงาน อาลิเพย์จึงมีกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้าด้วยการการันตี เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าเดิมถึง 8% เมื่อมียอดฝากมาก ก็มียอดจับจ่ายใช้สอยมากไปด้วย. อาลิเพย์จึงก้าวสู้ความเร็จที่รวดเร็วด้วยการเป็นให้ทั้งผู้รับชำระเงินผ่านทางระบบออนไลน์ ให้ดอกเบี้ยเงินฝาก และมีบริการสินเชื่อ ที่สร้างดอกเบี้ยจากเงินกู้ได้เป็นกอบเป็นกำไปในตัวด้วย

การเติบโตของอาลิเพย์ในจีน

งานวิจัยที่หลากหลาย กำลังจับตามองว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นไปได้ที่เมืองใหญ่ใกล้บ้านเราอย่างจีนจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างเติมตัว ด้วยความที่ประชากรในหลายพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงบัตรเครดิต รวมทั้ง พื้นที่หลายส่วนเมื่อเงินหมดกระเป๋า การจะไปหาตู้เอทีเอ็มกดสักหน่อย มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สิ่งนี้เองทำให้กระแส Mobile Payment เติบโตได้แบบก้าวกระโดด. รวมถึงตลาดค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง  Alibaba ยังขยันต่อสู้กับ ผู้ครองตลาดแอพพลิเคชั่นเพื่อการสื่อสาร อย่าง WeChat โดยการส่ง Alipay เข้ามาแย่งชิงตลาดกับ WeChat Pay กันอย่างหายใจรดต้นคอ

แม้จุดประสงค์หลักแรกๆ ที่ Alibaba คลอด Alipay ออกมา ก็เพื่ออำนวนความสะดวก กับผู้ใช้งาน Taobao.com แต่ด้วยรูปแบบที่ขยายตัวมากขึ้นบนแพลตฟอร์ม พร้อมบริการด้านการเงินอย่างครบวงจรของ Ant Financial จึงทำให้ คนจีนที่ใช้งาน Alipay สามารถซื้อและขายสินค้าบนเว็บไซต์ในจีนได้ทั้งหมด ไม่มีค่าธรรมเนียมแม้ซื้อสินค้าเพิ่มเติมจากเว็บไซต์นั้น โดยที่สามารถโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีธนาคารของตน และ Alipay ได้ง่ายๆ หรือจะเลือการลงทุนใน Yu’E Bao , Ant Micro Loan , Zhaocaibao และ momey market ที่อยู่ในเครือเดียวกันก็สะดวกกว่าด้วย จนมีสติถิว่า การซื้อสินค้าในจีน พุ่งมาแล้วว่า 80 % ก็มาจาก Mobile Payment เครือนี้

การเติบโตของอาลิเพย์ในไทย

ในบ้านเราตอนนี้ ถ้าก้าวเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วล่ะก็ ป้ายสัญลักษณ์ที่บอกว่าทางร้านก็รองรับ ระบบ Mobile Payment ด้ายการเปิด QR code แล้วตามด้วยการกดหมายเลยยืนยันรหัส เพียงเท่านี้เราก็จะชำระเงินได้จบสิ้น โดยไม่ต้องมีเงินสดสักบาท เป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันแล้ว แต่ป้ายที่สร้างความปลอดภัยและไว้ใจสำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ คงหนีไม่พ้น Alipay แน่ๆ จึงทำให้ร้านค้าชั้นนำหลายแห่ง ที่ติดต่อกับชาวจีนเสมอต้องปรับตัวตามการชำระเงินรูปแบบนี้กันมากขึ้น โดยที่ใครมาไวก่อน ก็จะได้เปรียบว่าในเรื่องช่องทางการบริการลูกค้า

ด้วยยอดคนจีนใช้งานรวมกว่า 622 ล้านคน ทำให้การซื้อสินค้าและบริการของคนกลุ่มนี้ในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ Alipay จะเพิ่มยอดการใช้ให้มากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกตามเป้าด้วย ทำให้ทำให้ร้านค้าและบริการในฝั่งบ้านเรา ก็ออกมากรุยทางธุรกิจ SME ที่รองรับ Alipay กันมาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นว่า การวิ่งหนีสังคมไร้เงินสดคงเป็นเรื่องยากเข้าแล้ว มีแต่ต้องปรับตัวและอยู่กับมัน

อนาคตของอาลิเพย์ที่โดนใจเราชาว 4.0

เนื่องจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าในด้าน Mobile Payment จึงทำให้มีหลายหลายกลุ่มธุรกิจมากขึ้นที่จะได้รับประโยชน์ตรงนี้ อย่างธุรกิจค้าปลีก ถ้าเราเคยเจอปัญหา เงินหายหรือทอนเงินผิด ปัญหาส่วนนี้ก็จะหมดไปด้วยการใช้การโอนจ่ายผ่าน Alipay ที่ผูกกับ True Money, m-Pay หรือ Rabbit เป็นต้น รวมถึงหลากหลายธนาคารที่จับมือกับ Alipay แล้วด้วยอย่าง ธนาคารกรุงเทพ , ธนาคารกรุงไทย , ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย ที่หากเราต้องการใช้อาลิเพย์นี้ในธุรกิจ ก็สามารถติดต่อเลือกได้ตามความเหมาะสมด้วย เพื่อธุรกิจที่พร้อมรองรับกำลังซื้อจากจีน และช่องทางในการชำระเงินที่มากกว่าในยุคสังคมไร้เงินสด 4.0 นี้

ก้าวใหญ่ที่มั่นคงของอาลิเพย์ ในการเปลี่ยนโลกเพื่อสังคมไร้เงินสด!

ด้วยความครบวงจรในด้านการบริการ สร้างความสะดวกสบาย ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย มีความปลอดภัยในด้านข้อมูลและโลกแห่งการจับจ่าย อาลิเพย์ จึงก้าวขึ้นมาเป็นโมเดลทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในจีน และจากการใช้งานของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มากขึ้นทุกปี จึงขยายและต่อยอดไปได้อีกในหลายส่วนของโลกด้วย. เราจึงเห็นด้วยมั้ยว่า หัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จของอาลิเพย์ ก็มาจากความปลอดภัยในด้านธุรกรรม ไม่มีค่าธรรมเนียมในการใช้จ่ายจึงดึงดูดผู้คนให้เติมเงินเข้าระบบมากขึ้น สร้างกำไรในยอดเงินฝากที่สูงตามและบริการด้านสินเชื่อไปพร้อมกันด้วย. เมื่อสังคมไร้เงินสดมาได้ไกลขนาดนี้กันแล้ว ก็คงถึงคราวที่ธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติไทย อีกหลายๆตัว จะปรับตัวตามให้ทัน หรือเราก็น่าจะลองนำก้าวที่อาลิเพย์สร้างความสำเร็จได้อย่างงดงาม มาลองต่อยอดในธุรกิจกันดู ไม่แน่ว่า ธุรกิจดีๆที่พบความสำเร็จตัวต่อไป ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจเป็นของเราก็ได้!