คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามก็แพงและราคาขึ้นไปหมด ตั้งแต่สิ่งเล็กๆน้อย เช่น อาหารตามสั่งหนึ่งจาน ไปจนถึงสิ่งใหญ่ เช่น บ้าน หรือรถยนต์ ทุกอย่างก็แพงขึ้นเพราะเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำแบบนี้ ทำให้การจับจ่ายซื้อของ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้คนก็ยากมากขึ้นทุกที และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องพึ่งพาพลังงานชนิดนี้อยู่ตลอดและสม่ำเสมอไม่แพ้ การใช้น้ำและกระแสไฟฟ้าเลยก็คือ พลังงานน้ำมัน นั่นเอง ซึ่งทุกวันนี้ก็มีราคาที่แพงามากขึ้นทุกทีไม่ค่อยจะเห็นว่าราคาน้ำมันลดลงสักเท่าไหร่ส่วนมาก็จะเห็นว่ามีราคาเพิ่มขึ้นเท่านั้น ถึงแม้จะเป็นการขึ้นราคาทีละเล็กทีละน้อยก็ตาม เช่นขึ้นราคาครั้งละ 50 สตางค์ ถึง 1 – 2  บาท เป็นต้น แต่เมื่อรวมแล้วก็ถือว่าแพงเพราะคนเราจะเติมน้ำมันหนึ่งหลายลิตรต่อครั้ง ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่น้ำมันราคาแพงแบบนี้และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะลดลงหรือไม่นั้น สิ่งที่เราทุกคนน่าจะทำได้ คือ อยู่กับสถานการณ์แบบนี้อย่างไรให้ประหยัดมากที่สุด?

เมื่อตระหนักราคาน้ำมันแพงขึ้นเราคงทำอะไรไม่ได้กับราคาน้ำมันเพราะเราไม่ใช่ผู้ผลิตหรือเจ้าของบ่อน้ำมัน แต่ในฐานะที่เป็นผู้ใช้บริการและลูกค้าเราควรต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการใช้รถของเราแล้วหล่ะ เช่น ขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมันเพื่อจะเซฟเงินในกระเป๋าให้มากที่สุด ถึงแม้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้แต่เราสามารถใช้น้ำมันให้น้อยลงได้ด้วยวอธีการใช้รถที่เปลี่ยนไป บทความนี้จะนำวิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมาฝากกันค่ะ ซึ่งมีวิธีต่างๆดังนี้คือ เอาสิ่งไม่จำเป็นออกจากรถ , ดับเครื่องเมื่อจอดรถ , จำกัดความเร็วในการขับขี่อยู่ที่ 80 กม. /ต่อ ชม. , หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องบอยๆ , การเบรกก็มีผลต่อการกินน้ำมัน , ดูแลรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ , ตรวเช็คลมยาง , ตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศ นี่คือวิธีที่นำมาฝากกันค่ะมาดูข้อมูลของแต่ละวิธีเพิ่มเติมกันค่ะ

เอาสิ่งไม่จำเป็นออกจากรถ

หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าการที่รถของเรามีน้ำหนักมากขึ้นก็จะสูญเสียพลังงานน้ำมันมากขึ้นไปด้วยในการขับเคลื่อนไป เปรียบเทียบเหมือนกับตัวของเรา ถ้าเราเดินโดยที่หิ้วของที่มีน้ำหนักมากๆเราต้องใช้แรงและพลังงานมากกว่าเดินตัวเปล่าหรือถือของเบาๆใช้มั้ย รถของเราก็เหมือนกันถ้าตัวรถมีน้ำหนักที่เบากกว่าก็ใช้พลังงานน้ำมันน้อยกว่า ดังนั้นให้คุณเช็คดูว่าคุณมีสิ่งของที่ไม่จำเป็นที่เก็บไว้ในรถหรือไม่ ให้พยายามปลดออกให้มากที่สุดเพื่อรถของคุณจะเบาลงและประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่แค่สิ่งของเท่านั้นนะคะ การบรรทุกคนหรือผู้โดยสารก็เช่นกัน พยายามอย่าบรรทุกคนเยอะเกินไป หรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้รถมีน้ำหนักมากและเสียพลังงานน้ำมันไปเยอะด้วยค่ะ

ดับเครื่องเมื่อจอดรถ

รู้หรือไม่ว่าการติดเครื่องยนต์ไว้เป็นเวลา 5 นาทีเราจะสูญเสียน้ำมันไป 100 ซีซี เลยนะคะ ลองคิดคำนวนดูว่าถ้าเราติดเครื่องยนต์ไว้นานกว่านั้นจะสูญเสียพลังงาน้ำมันไปเท่าไหร่กัน เพราะบางคนก็ติดเครื่องยนต์ไว้นานมากอาจจะ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก็มีค่ะ เช่น จอดรถเพื่อลงไปซื้อของ และอีกสถานการณืหนึ่งที่ผู้คนจอดรถติดเครื่องไว้นานก็คือช่วงที่รถติดนั่นเอง เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังงานน้ำมันด้วยสถานการณืแบบนี้คุณควรหลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงฝนกตกเพราะช่งนั้นรถจะติดมากๆและทำให้คุณเสียน้ำมันรถไปมากทำให้สิ้นเปลืองเงินค่ะ อีกช่วงเวลาที่คุณควระจะหลีกเลี่ยงการใช้รถก็คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นของวันธรรมดาวันทำงานนั่นเอง แต่คุณคงคิดว่าจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไรก็คือโดยการปรับเปลี่ยนเวลาสักหน่อย คือช่วงเช้าก็ควรจะตื่นเช้าอีกสักนิดเพื่อหลี่กเลี่ยงรถติดเช่น เวลา 6 – 7 โมงเช้าค่ะ และ ช่วงเย็นก็อาจจะกลับช้าหรือเร็วกว่าช่วงที่รถติกมากๆ เช่นช่วงเวลา 5 – 6 โมงเย็น หรือ 1 ทุ่ม ค่ะ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบติดเครื่องยนต์รถไว้ตอนจอดรถก็ควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้วค่ะเพื่อจะประหยัดเงินค่าน้ำมันได้มากขึ้นนะคะ

จำกัดความเร็วในการขับขี่อยู่ที่ 80 กม. / ชม

การขับรถที่ความเร็วที่ 60 – 80 กม. / ชม. คืออัตราความเร็วที่เหมาะสมที่สุดที่จะประหยัดน้ำมันรถได้มากที่สุด วันนี้จำนำการคำนวนการขับรถที่ความเร็วมากกว่า 80 กม. / ชม. มาให้ดูกัยค่ะว่าจะสิ้นเปลืองพลังงานน้ำมันไปมากกว่ากี่เปอร์เซ็นต์

  • อัตราความเร็วที่ 95 กม. / ชม. จะสิ้นเหลืองพลังงานน้ำมันไปมากกว่า 15%
  • อัตราความเร็วที่ 110 กม. / ชม จะสิ้นเปลืองพลังงานน้ำมันไปมากกว่า 29%

ดังนั้นการขับรถที่อัตราความเร็ว 80 กม. / ชม. ถือว่าดีที่สุดในการใช้รถในชีวิตประจำวันในเมืองที่คุณอาศัยอยู่ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อขับรถในการเดินทางไกลต้องขับเร็วกว่านั้น แต่การเกินทางไกลก็ไม่ได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ แต่การขับรถที่เร็วกว่า 80 กม. / ชม. ในทุกวันนั้นต่างหากที่สิ้นเปลืองค่ะ ข้อดีของการขับรถที่ความเร็วเหมาะสมนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันแล้วยังช่วยให้การขับขี่ของคุณปลอดภัยลดอุบัติเหตุได้ด้วยนะคะ

หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องบ่อยๆ

อีกพฤติกรรมที่จะทำให้คุณสูญเสียพลังงานน้ำมันไปมากนั้นก็คือ การเร่งเครื่องยนต์บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็ระบบเครื่องยนต์แบบเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติก็ตาม การเร่งเครื่องบ่อนั้นไม่ดีต่อเครื่องยนต์ด้วยและส่งผลต่อน้ำมันเครื่องด้วยค่ะ ควรขับรถแบบรักษาความเร็วคงที่หรือถ้าจะเร่งความเร็วให้พยายามเร่งเครื่องทีละนิดไม่เหยียบมืดทีเดียว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบนี้ยอกจากจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันแล้วยังช่วยให้ระบบเครื่องยนต์ไม่สึกหรอเร็วด้วยและไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องด้วยค่ะ มีการคำนวนออกมาด้วยว่า การเร่งเครื่องยนต์สำหรับรถเกียร์ธรรมดาในขณะที่เกียร์ว่างนั้น 10 ครั้ง คุณจะสูญเสียพลังงานน้ำมันไป 15 ซีซี ถ้าเป็รรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมา เช่น รถตู้ รถปิคอัพ รถบรรทุก จะสิ้นเปลืองพลังงานน้ำมันไป 100 - 300 ซีซี ต่อการเร่งเครื่องยนต์ 10 ครั้ง

การเบรกก็มีผลต่กการกินน้ำมัน

การเบรกก็ทำให้คุณสูญเสียพลังงานน้ำมันด้วยนะรู้ยัง ซึ่งการเบรกนี้สัมพันธ์กับการเร่งเครื่อง เพราะเมื่อเราเบรกเราก็ต้องมีการเร่งเครื่องอีกครั้ง ดังนั้นยิ่งเบรกบ่อยเท่าไหร่ก็ต้องกลับมาเร่งเครื่องบ่อยเท่านั้น ดังนั้นเพื่อจะปรับเปลี่ยนการเบรกให้ลดน้อยลงก็คือ พยายามขับรถอย่างมีสติมองการณ์ไกลวิเคราะห์สถานการณ์บนท้องถนนที่อยู่ข้างหน้าอย่างดี และเปลี่ยนจากการเบรกมาเป็นการปล่อยคันเร่งแทนการทำอย่างนั้นทำให้รถไม่ช้าลงมากเกินไป จึงไม่จำเป็นต้องเหยียบคันเร่งแรงๆ แต่แค่กลับมาเหยียบคันเร่งเบาอีกครั้งก็พอ การทำอย่างนี้ช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้ด้วยค่ะ

ดูแลรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ

การดูแลเครื่องยนต์อย่างดีอย่างสม่ำเสมอนั้นช่วยได้มากในการที่รถของคุณจะประหยัดน้ำมันมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถด้วย เริ่มต้นดูแลด้วยการตรวจเช็คสภาพรถตามกำหนดทุกปีเป็นประจำซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ยังอยู่ในสภาพที่ดีตลอดและเป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างดีด้วยค่ะ องค์ประกอบที่มีผลทำให้เครื่องยนต์ของคุณเสื่อมสภาพและกลายเป็นเครื่องยนต์ที่กินน้ำมัน คือ  ไส้กรองอากาสตัน : ทำให้การเผาไหม้ของรถยนต์ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
 น้ำมันหล่อลื่นเก่า : ขาดคุณสมบัติในการล่อลื่น
 ระบบระบายความร้อนบกพร่อง : ทำให้เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานในอุณหภูมิที่เหมาะสมแต่อาจจะร้อนเกินไป
 หัวเทียนเสื่อมสภาพ : ทำให้เชื้อเพลิงถูกเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์
 การตรวจเช็คและดูแลรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอนี้ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดนำมันอย่างที่บอกไป แต่ช่วยให้การขับขี่ของคุณปลอดภัยและไม่เสียเวลาในการซ่อมบ่อยๆด้วยค่ะ

ตรวจเช็คลมยาง

ลมยางก็มีส่วนในการทำให้รถของคุณกินน้ำมัน หรือ ประหยัดน้ำมันได้ด้วย ถ้าลมยางอ่อนเกินไปก็จะวิ่งได้ไม่คล่องตัวเท่าที่ควรมีผลให้รถของคุณกินน้ำมันมากกว่าปกติได้ค่ะ ดังนั้นควรหมั่นเช็คลมยางและคอยเติมลมอยู่เสมอ แต่การเติมลมยางมากเกินไปไม่ได้ส่งผลต่อการกินน้ำมันรถแต่จะส่งผลต่อการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยของล้อรถได้เพราะจะแข็งเกินไปและยางอาจจะระเบิด หรือ เรียกว่ายางแตกได้ ดังนั้นคุณควรที่จะเติมลมให้พอดีกับตัวรถของคุณนะคะ และการตวรจสอบสภพาของยากก็สำคัญ เช่น การเช็ครอยขีดข่วน ฉีกขาด และรอยรั่วต่างๆก็สำคัญค่ะ อายุการใช้งานของยางรถควรไม่เกิน 6 ปี ถ้าเกินกว่านั้นควรจะเปลี่ยนได้แล้วเพื่อความปลอดภัยและเพื่อการประหยัดน้ำมันด้วยค่ะ

ตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศ

การตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศก็ช่วยในการประหยัดน้ำมันได้ด้วยนะ เช่น เช็คปริมาณน้ำยาแอร์ ความสะอาดของเครื่องกรองอากาศ คอยด์ร้อนและคอยด์เย็น และไส้กรอง การตรวจเช็คเรื่องเหล่านี้ก็เพื่อให้ระบบปรับอุณภูมิต่างๆภายในตัวรถนั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นปกติ ซึ่งจะส่งผลต่ออุณภูมิของเครื่องยนต์ด้วย ถ้าสิ่งเหล่านี้ทำงาบกพร่องก็อาจจะทำให้เครื่องยนต์ร้อนเกินไปและทำงานหนักส่งผลให้เปลืองน้ำมันได้ค่ะ หรืออีกมุมหนึ่งถ้ามีการทำงานผิดปกติคืออุณภุมิต่ำเกินไปเย็นเกินไป แอร์ทำงานหนักเกินไปก็เปลืองน้ำมันได้อีกเป็นแบบนั้นก็ไม่ดีเช่นกันค่ะ

สรุป

วิธีเหล่านี้ที่นำมาฝากกันช่วยได้จริงให้คนฝช้รถยนต์สามารถนำมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้รถเพื่อจะได้ปรหยัดพลังงานน้ำมันมากขึ้นในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันแพงแบบนี้ แต่ที่นำมาฝากกันก็ยังไม่หมด เพราะจริงๆแล้วการประหยัดน้ำมันก็ยังมีหลากหลายวิธีอีกมากมายแต่เท่าที่นำมาฝากกันนี้ก็เป็นเรื่องหลักๆและสำคัญมากๆค่ะ ถ้าคุณลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้รับรองว่าคุณจะมีเงินเหลือเพิ่มมากขึ้นแน่นอน และที่สำคัญการใช้รถของคุณก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังประหยีดเงินในส่วนของการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ด้วยค่ะ เช่น รถยนต์ของคุณจะไม่มีทางเสียหาย หรือต้องซ่อมใหญ่แน่นอนเพราะคุณดูแลอย่างดีทุกๆระบบค่ะ และอีกอย่างที่ต้องเปลี่ยนตามพฤติกรรมเหล่านี้ คือความคิดนะคะ เช่นต้องเปลี่ยนความใจร้อนในการขับรถเร็ว และการวางแผนเส้นก่อนการเดินทางขับรถไปไหนมาไหนด้วยค่ะซึ่งจะช่วยให้คุณใช้ชีวิตแบบเซฟเงินได้ในช่วงเศรษฐกิจแย่ๆแบบนี้ค่ะ