การถูกแบล็คลิสต์(blacklist) หรือการติดบัญชีดำ หลายคนคงคิดถึงการโดนแบนซึ่งก็คิดถูกแล้วครับ การติดแบล็คลิสต์ ก็เหมือนการขึ้นบัญชีดำไว้ ว่าบุคคลนี้มีการผิดชำระหนี้การถูกแบล็คลิสต์(blacklist) หรือการติดบัญชีดำ คือ ข้อมูลในฐานระบบบูโรแห่งชาติที่ทำให้หน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่งที่เป็นสมาชิกไว้สำหรับยืนยันว่าเรามีการชำระหนี้อย่างไรบ้าง และเรามีสินเชื่อกับสถาบันการเงินใดบ้าง สถาบันทางการเงินอื่น ๆ หรือเราเองสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งบริษัทเครดิตบูโรก็จะเปิดเผยข้อมูลเครดิตในรูปของรายงานให้ โดยการติดแบล็คลิสต์อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากการเป็นหนี้สถาบันการเงินแล้วไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา เพราะสถาบันการเงินมักขอข้อมูลเครดิตจากเครดิตบูโรมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อ โดยพิจารณาการให้สินเชื่อจากการเรียนรู้พฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้าระยะยาว หลายท่านเข้าใจผิดและคิดว่า สาเหตุที่สถาบันการเงินไม่ให้สินเชื่อ เพราะเครดิตบูโรขึ้นบัญชีดำ หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “ติด Blacklist” แต่นั่นเป็นการคิดที่ผิดมากเพราะเครดิตบูโร ไม่ได้เป็นผู้จัดให้เราติดแบล็คลิสต์ แต่แค่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลการชำระหนี้ของเราจากสถาบันการเงินต่าง ๆเท่านั้น และหลายท่านก็อาจจะไม่รู้ถึงความสำคัญของการชำระหนี้บัตรเครดิต ถ้าหากคุณมีการจ่ายล่าช้ามากกว่า 90 วันขึ้นไป ในฐานระบบบูโรแห่งชาติก็จะถือว่าติดแบล็คลิสต์แล้วและการที่เราหลายคนยอมเสียเครดิต ผิดชำระหนี้ เพราะหมุนเงินไม่ทัน ซึ่งการปล่อยบัตรเครดิต หรือการปล่อยให้โดนยึดรถยนต์ การจ่ายชำระหนี้ล่าช้า ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณไม่สามารถไปทำเรื่องขอสินเชื่อใด ๆ กับธนาคารได้ต่อไปอีกแล้ว เพราะทางธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ จะสามารถเช็คประวัติของคุณได้จากฐานระบบบูโรแห่งชาตินั่นเองครับ เราเห็นว่ามีข้อเสียมากมายจากการถูกแบล็คลิสต์(Blacklist) หรือการติดบัญชีดำฉะนั้นให้เรามาด้วยด้วยกันถึงสถานการณ์ที่อาจทำให้ธนาคารใส่ชื่อเราในบัญชีดำ!! ได้

blacklist

Atevern/shutterstock.com

กู้เงินแล้วจ่ายไม่หมด

การกู้เงินแล้วจ่ายไม่หมดเป็นปัญหาหาหลักๆเลยที่ทำให้เราเครดิตเสีย ถูกแบล็คลิสต์หรือการติดบัญชีดำเพราะบัตรเครดิตถือเป็นของที่ต้องมีกันในกระเป๋าของหลายๆคนอย่างแน่นอน ด้วยว่ามันสะดวกสบายมาก ใช้ง่าย หยิบออกมาใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ตอนไหนก็ได้ จึงทำให้บางคนไม่ได้สนใจในเรื่องการวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือนของตัวเองทำให้พอถึงกำหนดจ่ายเงินแล้วก็ไม่มีเงินไปจ่ายแบบเต็มจำนวน ดังนั้นเราต้องระวังในเรื่องนี้ให้มาก ๆโดยระมัดระวังในการสร้างหนี้ โดยคิดก่อนเสมอเมื่อเวลาเราใช้บัตรเครดิต ให้เราคำนึงถึงดอกเบี้ย หรือจำนวนเงินที่เราต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนก่อน และรู้ขีดจำกัดของเราว่าควรใช้ไม่เกินกี่บาทเพื่อเตรียมจ่ายแบบเต็มจำนวนและตรงเวลา ถ้าเราทำอย่างนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาของการกู้เงินแล้วจ่ายไม่หมด ซึ่งมันอาจส่งผลทำให้เราถูกแบล็คลิสต์ หรือการติดบัญชีดำได้นั่นเองครับ

การชำระหนี้ช้า

การชำระหนี้หรือชำระเงินให้ตรงเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการที่เราชำระหนี้ช้าหรือ เราอาจไม่ได้ชำระเงินติดต่อกันเป็นเวลานานเช่น 6 งวด อาจทำให้สถาบันการเงินรายงานประวัติการเงินของคุณไปที่เครดิตบูโรเพื่อให้เครดิตบูโรบันทึกข้อมูลนี้ไว้ และสถาบันการเงินเห็นว่าเราเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการเงินได้ และเมื่อสถาบันการเงินตรวจสอบประวัติของเราก็ทำให้เราไม่ได้เราการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้น

การกู้เงินหลายๆแห่งพร้อม ๆกัน

การมีบัตรเครดิตยิ่งน้อยใบยิ่งดีมาก ถ้าบัญชีบัตรเครดิตไหนที่เราไม่ใช้แล้วก็ปิดเถอะครับ เพราะยิ่งถ้ามีจำนวนบัตรเครดิตเยอะมากเท่าไร สถาบันการเงินก็จะมองว่าเราก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการก่อหนี้ก่อสินมากขึ้นได้ เพราะเราอาจทำการกู้เงินหลายๆแห่งพร้อม ๆกัน เรารู้แล้วว่ามีสถานการณ์หลายอย่าง อะไรบ้างที่อาจทำให้ธนาคารใส่ชื่อเราในบัญชีดำ!แล้วถ้าคุณติดบัญชีดำ หรือแบล็คลิสต์หละคุณจะทำอย่างไร อันดับแรกเลยคุณต้องพยายามอย่าสร้างหนี้เพิ่มมาขึ้น และพยายามฟื้นฟูเครดิตและประวัติทางการเงินของเรา โดยพยายามชำระหนี้ให้หมด เช่น เรานำอาจโบนัส คอมมิสชั่น หรือทรัพย์สินเก่าภายในบ้านของเราเองมาปิดชำระหนี้ของเรา และต้องชำระหนี้ช้าหรือผิดนัดชำระอย่างเด็ดขาด อย่างที่รู้กันว่าเครดิตบูโรนั้นมีหน้าที่เก็บข้อมูลประวัติจากการชำระหนี้ของเรา และการที่เราพยายามฟื้นฟูเครดิตโดยชำระหนี้ตรงเวลาและชำระทุกครั้งจะทำให้ประวัติทางการเงินของเราดีขึ้น เพราะประวัติการชำระใหม่ๆของเราจะค่อยๆ ไปแทนที่ประวัติเก่าเสียๆของเรา ทำให้ประวัติเครดิตของคุณน่าเชื่อถือมากขึ้น และคุณก็หายห่วงได้เลยในเรื่องของการติด “แบล็คลิสต์” หรือการติดบัญชีดำ เรารู้แล้วว่าการติด “แบล็คลิสต์” หรือการติดบัญชีดำ นั้นเกิดจากประวัติการเงินเครดิตเสีย และไม่มีวินัยทางการเงิน ดังนั้นเราต้อง วางแผนการชำระหนี้ในแต่ละงวดของเราให้ดีและระมัดระวังในการสร้างหนี้ ถ้าเรามี “วินัย” ในการใช้เงินวินัยจะพาเราไปสู่เป้าหมายได้ตามต้องการ