ในทุกวันนี้ ถือได้ว่าเป็นสมัยใหม่จริงๆ ที่มีแต่ค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายอะไรก็แพงขึ้นทุกวัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนตัดสินใจอยู่เป็นโสด และไม่ซีเรียสในเรื่องการมีครอบครัว มีลูก เอาไว้ดูแลตอนเจ็บป่วย และตอนแก่ หรือเอาไว้สืบทอดมรดก ไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือคนที่มีครอบครัว ต่างก็มีค่าใช้จ่ายด้วยกันทั้งนั้น ส่วนจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องอะไร ย่อมแตกต่างกันไป ในบทความนี้จะช่วยคุณให้เห็นว่าระหว่างคนโสดกับคนที่มีครอบครัว มีค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร? ใครจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า? และใครจะมีความสุขมากกว่ากัน ?

มีการใช้จ่ายต่างกันในเรื่องอะไรบ้าง และต่างกันอย่างไร ?

ในช่วง 20 ปีมานี้ ถึงแม้คนไทยจะอยู่เป็นครอบครัวถึง 84%  แต่ก็มีขนาดเล็กลง ในขณะเดียวกันมีคนเลือกที่อยู่เป็นโสดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบโสดสนิทหรือโสดแบบไม่จดทะเบียนสมรส และ โสดจากการหย่าร้าง ทำไมถึงมีคนอยากอยู่เป็นโสดเพิ่มขึ้น? เหตุผลก็เพราะว่า คนโสดมีอิสระมากกว่าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าไปไหนหรือทำอะไร ไม่ต้องมีคนคอยโทรตาม ส่วนในเรื่องของ เวลา เรื่องกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง  ดูเหมือนว่าคนโสดจะได้เปรียบในทุกด้าน และมีภาระน้อยกว่าใช่มั้ยคะ

แต่ผลต่างออกไปจากที่เราคิดมาก เมื่อมีเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างคนโสดกับคนที่มีครอบครัวพบว่า มีความแตกต่างในหลายด้าน โดยเฉพาะคนโสดจะมีรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่อหัวสูงกว่าคนที่มีครอบครัว   แต่คนที่มีครอบครัว มีสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้สูงกว่ามาก  แต่ถึงแม้จะมีหนี้มากกว่า คนที่มีครอบครัวกลับมีความสุขมากกว่าคนโสด อ้าว! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้หล่ะ?

ทั้งๆ ที่คนโสดมีอิสระมากกว่า มีภาระน้อยกว่า เป็นเพราะอะไร?  เหตุผลหนึ่งก็ว่า เพราะคนที่มีครอบครัวมีทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถยนต์มากกว่า ทำให้มีความสุขและรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย ส่วนคนโสดอาจจะยังไม่ได้คิดถึงความจำเป็นต้องมีบ้าน และรถยนต์เป็นของตัวเอง เพราะค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ดูจะเป็นภาระหนักเกินไป  โดยเฉพาะ ช่วงอายุ 31-35 ปีคนโสด มีไม่ถึง 20% ที่มีบ้านเป็นของตัวเอง ส่วนคนที่มีครอบครัว เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย มากกว่า 50%  จากการสำรวจพบว่า ถึงแม้คนที่มีครอบครัวจะมีค่าใช้จ่ายในการกิน ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ  ก็ยังมีความสุขในสัดส่วนที่สูงกว่า ส่วนกลุ่มคนที่มีครอบครัวและไม่มีความสุขก็มีเช่นกัน เพราะว่ามีภาระจากการเลี้ยงดูลูก และค่าศึกษาเล่าเรียนของลูกๆ ที่เป็นรายจ่ายค่อนข้างมากและเป็นเวลานาน

อะไรคือพฤติกรรมที่ทำให้คนที่มีครอบครัวมีความสุขมากกว่าคนโสด ลองมาดูตัวอย่างคร่าวๆ ด้วยกันค่ะ  พฤติกรรมในการเป็นหนี้ : กลุ่มคนที่มีความสุขมีการบริหารจัดการได้ดีกว่า เช่น มีการเลือกผ่อนชำระหนี้แบบไม่มีดอกเบี้ย หรือเลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงๆ ก่อน และยังเลือกรายการผ่อนที่มีดอกเบี้ยเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น  ส่วนคนที่มีครอบครัวและไม่มีความสุข ครึ่งหนึ่งมักจะมีการผ่อนชำระของแบบเสียดอกเบี้ยมากกว่า 3 อย่าง และมักจะเลือกผ่อนชำระแบบจ่ายขั้นต่ำ บางคนเลือกจ่ายล่าช้ากว่ากำหนดอีกด้วย
 พฤติกรรมในการออม: กลุ่มคนที่มีความสุขมีสัดส่วนในการออมสูงกว่าถึง 3 เท่า และมีการออมเอาไว้ใช้หลังจากเกษียณ และการออมเพื่อการลงทุน สูงกว่า 2 เท่า 
 พฤติกรรมในการเตรียมความพร้อม: กลุ่มคนที่มีความสุขมีการเตรียมความพร้อมในชีวิตมากกว่า มีการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพเอาไว้มากกว่ากลุ่มที่ไม่มีความสุขถึง 2 เท่า รวมทั้งยังมีการวางแผนทางการเงินไว้ใช้หลังเกษียณเอาไว้แล้ว ส่วนกลุ่มที่ไม่มีความสุข ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินจากที่ไหนไว้ใช้ยามเกษียณ จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมในการใช้จ่ายมีผลกระทบต่อความสุขของทั้งคนโสดและคนที่มีครอบครัว ส่วนในเรื่องความ แตกต่าง ในการใช้จ่ายระหว่าง คนโสด และคนคนที่มีครอบครัว จะเป็นในด้าน…..

ในเรื่องการท่องเที่ยว

พูดถึงการท่องเที่ยวคนโสดมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวอย่างแน่นอน เพราะมีอิสระมากกว่าในเรื่อง ของเวลา ค่าใช้จ่าย เพราะคนโสดไม่ค่อยมีภาระมาก ไม่ต้องดูแลใคร ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จะไปนานเท่าไหร่ก็ได้ และไม่ต้องหาคนมาเฝ้าบ้านให้เวลาไปเที่ยวนานๆ ส่วนการเดินทางก็สะดวก ทั้งที่พัก ค่าอาหารค่าสัมภาระคนโสดเดินทางคนเดียวค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคนที่มีครอบครัวแน่นอนไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศ ดังนั้น คนโสดจึงมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมากกว่าคนที่มีครอบครัวถึง 40% เพราะพวกเขามักจะเดินทางบ่อยกว่า

ส่วนคนที่มีครอบครัว จะไปเที่ยวที่ไหนแต่ละครั้งต้องคิดแล้วคิดอีกยิ่งไปกันหลายคนและหลายวันทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากมายเลยทีเดียวนี่จึงทำให้คนที่มีครอบครัวใช้จ่ายส่วนนี้น้อยกว่าคนโสด

ในเรื่องอาหารการกิน

เป็นที่เข้าใจได้ว่า คนโสดมักจะชอบใช้ชีวิตที่มีอิสระ ชอบอะไรที่สะดวก สบาย รวดเร็ว และง่ายๆ โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน คนโสดส่วนใหญ่มักจะเลือกกินข้าวนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารข้างทาง ร้านอาหารหรูๆ หรือร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้าเป็นประจำ ค่าใช้จ่ายในการกินก็ไม่ได้มีแต่ค่าอาหารเท่านั้น ในระหว่างวัน เรามักจะดื่มกาแฟ น้ำผลไม้ ขนมคบเคี้ยวต่างๆ ด้วย ยิ่งเป็นกาแฟดีๆ อร่อยๆ ราคาก็แพงเลยที่เดียว อีกอย่างคนโสดมีเวลามาก มักจะนัดเพื่อนๆ ไปปาร์ตี้ หรือไปสังสรรค์ กินข้าวด้วยกันบ่อยๆ และมักจะไม่ได้สนใจว่าอาหารนั้นจะมีราคาเท่าไหร่ ถ้าพอใจก็จ่ายทันที นี่ทำให้ คนโสดมีค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินมากกว่า  ส่วนคนที่มีครอบครัวจะคิดถึงการประหยัดเป็นอันดับแรก ซึ่งมักจะซื้ออาหารมาทำกินเองในบ้าน ช่วยกันทำ นอกจากจะประหยัดแล้ว ส่วนที่เหลือยังสามารถเก็บเอาไว้กินมื้อต่อไปได้อีกด้วย  ส่วนการไปกินข้าวนอกบ้านคนที่มีครอบครัวจะไปไม่บ่อยนัก โดยเฉพาะถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ จะไปเมื่อเป็นวันสำคัญของครอบครัวหรือมีโอกาสพิเศษเท่านั้น.

ในเรื่องนันทนาการและความบันเทิง

คนโสดส่วนใหญ่ที่อยู่คนเดียวมักจะเป็นคนขี้เหงา หลังจากเลิกงาน เมื่อกลับบ้านก็ไม่มีคนคุยด้วย ไม่มีอะไรทำ เวลาก็มีเยอะ มักจะเลือกความบันเทิงและนันทนาการเข้ามาแทนที่ความเหงา คนที่ชอบความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ก็มักจะเลือก ดูหนัง ฟังเพลง ไปดูคอนเสิร์ต ส่วนที่รักสุขภาพก็จะเลือกไปออกกำลังกาย ไปฟิตเนส ไปตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ ส่วนบางคนชอบอยู่บ้าน ปลูกดอกไม้ ต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ก็มีคนโสดบางกลุ่มที่ชอบการไปทำบุญหรือทำกิจกรรมทางศาสนา และชอบซื้อของไปบริจาคให้กับทางมูลนิธิ หรือโรงเรียนต่างๆ  ความบันเทิงและนันทนาการต่างๆ เหล่านี้ช่วยทำให้คนโสดหายเหงา และมีความสุขได้ แต่ก็ต้องแลกไปกับค่าใช้จ่ายมากกว่าคนที่มีครอบครัวถึง 5%

ส่วนคนที่มีครอบครัว มักจะไม่เหงา เพราะมีกิจกรรมที่ต้องทำกับครอบครัวเยอะอยู่แล้ว นานๆ ทีถึงจ่ายไปกับการดูหนัง ฟังเพลง หรือดูคอนเสิร์ต

ในเรื่องสุขภาพ

ถึงแม้คนโสดจะมีค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ มากกว่าคนที่มีครอบครัว แน่นอนในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ  คนโสดจ่ายน้อยกว่า คนที่มีครอบครัว เพราะคนโสดไม่มีภาระในการดูแลสุขภาพของใคร นอกจากของตัวเองเท่านั้น ยิ่งมีประกันสุขภาพเอาไว้ก็ยิ่งหายห่วง และไม่ต้องกังวลในเรื่องการรักษาพยาบาล สมัยนี้คนโสดหลายคนหันมาเอาใจใส่สุขภาพกันมากขึ้น โดยการออกกำลังกาย ไปฟิตเนส เล่นโยคะ เลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ รับรองความเจ็บป่วยไม่มาเยือนแน่นอน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้เยอะ

คนที่มีครอบครัว จะมีค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพสูงมาก เพราะนอกจากดูแลสุขภาพของตัวเองแล้ว ยังต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย ยิ่งเป็นครอบครัวใหญ่ มีคนหลายรุ่น หลายวัย ค่าใช้จ่ายยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าประกันสุขภาพ ค่ายา ค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่ารักษาพยาบาล ค่าคลอดลูกและค่าเลี้ยงดูไปอีกหลายปี  และโดยเฉพาะถ้ามีคนในครอบครัวเจ็บป่วยเรื้อรังด้วยละก็ ยิ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคนที่มีครอบครัวจึงมีค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพมากกว่าคนโสด ถึง 48%

ในเรื่องบ้านและรถ

เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับ คนโสด เพราะไม่มีสามีภรรยาหรือแฟนนั่งรถไปด้วย จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายมากกว่าคนที่มีครอบครัว เพราะไม่มีคนช่วยแชร์ค่าน้ำมัน ค่า Taxi คนโสดที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองต้องจ่ายค่าน้ำมันเองทั้งหมด ส่วนค่าเดินทางสาธารณะ ก็จ่ายมากว่ากว่าคนมีครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่ารถไฟฟ้า BTS, MRT ,TAXI ก็ต้องจ่ายเอง อีกอย่างคือเนื่องจากคนโสดไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องมีค่าจ่ายในการเช่าบ้าน อพาร์ทเม้นท์ และค่าคอนโดมากว่า แต่คนที่มีครอบครัวเป็นเจ้าของบ้านและรถยนต์ มากกว่าทำให้ประหยัดในส่วนนี้.

สรุป

ผลการวิจัยในเรื่องค่าใช้จ่ายระหว่างคนโสดกับคนที่มีครอบครัวมีความแตกต่างกันจริงๆในหลายด้านเพราะคนโสดและคนที่มีครอบครัวมีความต้องการและความจำเป็นที่แตกต่างกันด้วย นี่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนโสด มีค่าใช้จ่าย มากกว่า คนที่มีครอบครัว <ในด้านการท่องเที่ยว>  <ในด้านอาหารการกิน>:  เพราะคนโสดชอบกินอาหารนอกบ้านเป็นประจำ <ในด้านความบันเทิง>: เพราะคนโสดขี้เหงา <ค่าเดินทางและค่าน้ำมัน>:  เพราะคนโสดไม่มีใครช่วยแชร์ค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่วน <ในด้านสุขภาพ>: คนโสดได้เปรียบมากกว่า เพราะจ่ายค่าดูแลรักษาสุขภาพแต่ของตัวเองเท่านั้น ส่วน คนที่มีครอบครัว จ่ายส่วนนี้มากกว่าคนโสดถึง 48%  จากข้อมูลทั้งหมดที่ให้ไปทำให้เรารู้ว่า ทั้งคนโสด และคนที่มีครอบครัว ต่างก็มีค่าใช้จ่ายด้วยกันทั้งนั้น  ถึงแม้คนโสดและคนที่มีครอบครัวจะมีค่าใช้จ่ายต่างกัน และมีความสุขไม่เท่ากัน ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความสุขเลย  แต่ถ้ามีการวางแผนในเรื่องการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ มีการเก็บเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็จะไม่เป็นปัญหาใหญ่แน่นอนค่ะ