แต่ละคนมีความคิดและมุมมองในเรื่องเงินที่แตกต่างกัน บางคนมองว่า เงินคือพระเจ้าและใบเบิกทางที่นำไปสู่ความสุข ความสำเร็จ  แต่บางคนมองว่าเงินคือเครื่องปกป้องในยามฉุกเฉินและพาไปสู่เป้าหมายเท่านั้น เงินจะเป็นอะไรก็ขึ้นกับเรามีความคิดทางการเงินแบบไหน  และเหมาะสมมั้ย? ทุกคนย่อมมีเป้าหมายของตัวเอง พยายามที่จะไปให้ถึงอย่างมีคุณภาพมากที่สุด อยากมีความมั่นคงในอนาคตและพยายามลงมือทำตาม  ซึ่งเป้าหมายที่วางเอาไว้จะสำเร็จได้ต้องมีแนวความคิดทางการเงินที่ถูกต้องด้วย แต่จะทำอย่างไรเพื่อจะมีแนวความคิดในเรื่องนี้ได้หล่ะ ก่อนอื่นเราต้องเริ่มตั้งแต่การปลูกฝังความคิดในทางการเงิน

1.ปลูกฝังความคิดทางการเงิน

ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับความคิดทางการเงินที่ฉลาด และสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีไม่ได้ ความคิดทางการเงินเราสามารถปลูกฝัง เรียนรู้ และพัฒนาได้ไม่มีวันจบ ถ้าในครอบครัวมีการสอนในเรื่องนี้ กับลูกๆ ตั้งแต่เด็ก ย่อมส่งผลต่อความคิดพวกเขา เริ่มตั้งแต่สอนลูกให้รู้จักวางแผนในการใช้เงินเองในแต่ละอาทิตย์ ลูกจะเริ่มมีแนวคิดในเรื่องเงินอย่างมีระบบ รู้วิธีจัดการกับ รายรับ รายจ่าย และการออม  เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ความคิดเรื่องเงินจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อาจจะมีการต่อยอดไปสู่การลงทุน และเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้อย่างมีคุณภาพ เพราะได้รับ อิทธิพลภายในจากครอบครัวและรับการสอนเพิ่มเสริมกันไป

ส่วนคนทั่วไป อาจจะเริ่มหาแนวคิดทางการเงินอย่างมีระบบและมีแบบแผนจากผู้ที่มีประสบการณ์และนักวิชาการทางการเงิน ผ่านทางช่องทางต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตแล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ อาจจะเริ่มจาก วิธีการทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย รู้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งต้องการ  แยกแยะเป็น และเริ่มประหยัด เริ่มการวางแผนในการออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ และการจัดการกับหนี้สิน ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ จะมีรายจ่ายแค่ไหน ก็สามารถจัดการได้ถ้ามีความคิดทางการเงินที่ถูกต้อง

2.หาความรู้ และพัฒนาความรู้ทางการเงิน

คำว่าความรู้ เป็นเหมือน ขุมทรัพย์ ของคนที่รักความก้าวหน้า และชอบพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และความรู้ก็ไม่มีวันหมด โดยเฉพาะในยุคของเทคโนโลยี ความรู้มีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง ความรู้มีหลากหลาย มาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ออกมาแนะนำแนวทาง ในการบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพ ผ่านทาง YouTube, Facebook, website ต่างๆ ความรู้เหล่านี้จะช่วยพัฒนา ความคิด ความสามารถ และเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีได้

อย่างเช่น ความรู้ในเรื่อง การสร้างรายได้เพิ่ม และการลดหนี้  เราเข้าใจมาตลอดว่า เพื่อจะลดหนี้ได้ เราต้องลดรายจ่าย และหารายได้เพิ่ม แต่ความเป็นจริงก็คือ ไม่ว่าจะหาเงินแต่ละเดือนนี้มาได้เท่าไหร่ก็ตาม เดือนหน้าเราต้องหาเพิ่มอีกอยู่ดี เพราะเงินที่เราหาได้มันเท่าเดิม มันทำให้เราเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมอีก  แต่คนที่ชอบหาความรู้จะมีความคิดทางการเงินต่างออกไป คิดอย่างเป็นระบบ เขาจะไม่คิดถึงแค่ให้ตัวเองทำงานเท่านั้น แต่เขาจะคิดไปถึง การใช้เงินทำงานด้วย การเป็นคนรักความรู้และพัฒนาตัวเองจะเริ่มคิดว่าการใช้เงินทำงานเราต้องทำอย่างไร

ไหนๆ ก็หาเงินได้แล้วก็ต้องใช้เงินที่มี ให้เกิดดอกออกผลด้วยสิ  โดยการเปลี่ยนเงิน ให้เป็นสินทรัพย์และให้ทรัพย์นั้นสร้างรายได้ เช่น แบ่งที่ดินให้เช่า สร้างหอพัก หรือ โรงแรม หรือซื้อกองทุน ทำให้มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม.

3.หาคำปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์

สำหรับคนที่กำลังศึกษาเรื่องการเงินและกำลังมองหา วิธีวางแผนทางการเงิน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต คงจะเริ่มมองหาคำแนะนำและคำปรึกษาทางเงินอยู่ใช่มั้ย?  แต่ที่ปรึกษาทางการเงินที่ว่านี้คืออะไร? เขาทำหน้าที่อะไบ้าง? ช่วยเราได้อย่างไร?

ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ นักวางแผนทางการเงิน เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านการบริหารจัดการเงิน หน้าที่หลักของเขาคือทำการวางแผนทางการเงินแบบครบวงจรให้กับลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้คำแนะนำ และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้กลายเป็นคนที่มีสภาพคล่องทางการเงิน ชีวิตมีความมั่นคง สะดวกสบาย และอาจจะถึงกับร่ำรวยขึ้นมาได้ เพราะเขาจะช่วยวางแผนการใช้เงินให้กับเราโดยให้การใช้เงินของเราอยู่ในแผนการและตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ ไม่ให้เงินรั่วไหลออกไป และช่วยจัดการการใช้เงินสดให้เป็นระบบ ไม่ฟุ่มเฟื่อยในขณะเดียวกันยังสามารถจ่ายได้อย่างคล่องตัวช่วยวางแผนในเรื่องรายได้ และการเสียภาษีให้มีประสิทธิภาพวางแผนในด้านการลงทุนให้ด้วย

เมื่อเราเข้าไปอยู่ในแผนการของนักวางแผนทางการเงินแล้ว เขาจะปกป้องเงินที่เรามีอยู่ และทำให้มันเพิ่มมูลค่าขึ้นมาอีก โดยวางแผนในเรื่องการทำประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ  วางแผนการเก็บเงินเอาไว้ใช้หลังเกษียณอายุ และยังมีการวางแผนในเรื่องมรดกที่ลูกหลานจะได้รับในอนาคตอีกด้วย ที่ปรึกษาทางด้านการเงินสามารถช่วยเราวางแผนทางการเงินได้ในทุกเรื่องจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น การเก็บเงินเพื่อสร้างบ้าน การจัดการกับ รายรับ-รายจ่าย ที่เป็นทั้งเงินสด เงินก้อน และบัตรเครดิต ถ้าคุณอยากให้ความคิดทางการเงินของคุณไปถึงเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีคุณภาพ มีอิสระทางการเงินมากขึ้น  คุณควรจะอยู่ใกล้ๆ นักวางแผนทางการเงินเอาไว้ดีที่สุด

4.ขยันอ่านให้มากๆ

เป็นที่รู้กันดีว่า การอ่านมีความสำคัญ กับมนุษย์เราตั้งแต่เกิดจนโต การอ่านมีประโชน์กับชีวิตเราในทุกๆ ด้าน การอ่านจะทำให้เรารู้ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในสังคม ทั่วโลก เข้าใจมุมมองของชีวิตทั้งตัวเองและคนอื่นๆ ทำให้เข้าใจในเรื่องต่างๆ ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สภาพทางการเงิน การตลาด เศรษฐกิจ  ถ้าเรารักการอ่าน ขยันอ่านเราจะได้เปรียบมากโดยเฉพาะในเรื่องการวางแผนทางการเงิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การวางแผนในอนาคตเพื่อตัวเอง เพื่อลูก เพื่อการลงทุน

นอกจากนี้ ยิ่งเราอ่านมากจะช่วยพัฒนาตัวเองในด้านสมอง สติปัญญา และจิตใจ เราจะทันคนอื่น ไม่ถูกหลอกง่ายๆ คนที่ขยันอ่านจะมองว่าแหล่งความรู้ทุกอย่างมีแต่ประโยชน์ในการเพิ่มความสังเกตเข้าใจ มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น การอ่านที่จะได้รับประโยชน์ ต้องไม่มีอคติ  ไม่จำกัดเรื่องที่อ่าน โดยเฉพาะถ้าเราอยากมีอนาคตที่มั่นคงและก้าวหน้า อยากประสบความสำเร็จอาชีพ การงาน การอ่าน ประสบการณ์คนอื่น อ่านงานวิจัย การวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจการเงิน การตลาด  ของนักลงทุน จะช่วยเรามีมุมมองใหม่ๆ ตลอด ทั้งยังช่วยพัฒนาความคิด เราจะไม่ยึดกับความคิดเดิมๆ จะก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป รับมือได้ง่ายขึ้น วางแผนล่วงหน้าได้เร็วขึ้น

ความสำเร็จในชีวิตเราไม่จำเป็นต้องลองถูก ลองผิดด้วยตัวเองเสมอไป ถ้าเราขยันอ่าน ขยันศึกษา เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นและนำมาปรับเปลี่ยน ให้เข้ากับสภาพการณ์ของเราได้ โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน การวางแผนจำเป็นต้องอ่านข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในด้านนี้โดยตรง ความรู้ที่เอามาถ่ายทอดให้กับเราล้วนเป็นความรู้ที่ได้รับการยอมรับมาแล้วการศึกษาวิจัยมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ วารสาร ทางเว็บไซต์ เมื่ออ่านเราข้อมูลจากหลายๆ ที่ของหลายๆคนแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ข้อมูลไหนตรงกับเรามากที่สุดเราก็นำมาปรับใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลา

5.ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

เป็นเรื่องธรรมดาของคนเราที่มักจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลีายนแปลงที่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ต่ออาชีพการงาน ต่อสุขภาพ ทั้งๆ ที่เราเองต่างก็รู้ดีว่าเราอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ถ้าเรายังคงยึดติดกับความคิดเดิมๆ ความเป็นอยู่เดิมๆ เราอาจจะก้าวไม่ทันคนอื่น ทำอะไรก็ไม่เป็น มีความยุ่งยากเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้

ในบทความนี้เรามี 3 วิธีง่ายๆ ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตมาฝาก

  1. ฝึกยอมรับความเป็นจริง ยอมรับให้ได้ว่าในโลกของเรานี้ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไปอย่างถาวร เมื่อมันผ่านเข้ามา มันก็จะผ่านไป เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเรา ทำให้เราเจ็บปวด เสียใจ และผิดหวัง ให้เราคิดว่า มันจะอยู่ไม่นาน เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป  มองซะว่า มันเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราเท่านั้น
  2. ทำให้ร่างกายและจิตใจ สงบ ผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง ทำสิ่งที่เราชอบ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา หรือทำงานอดิเรก เพื่อจะไม่ต้องกังวลมากเกินไป มีหนังสือเล่มหนึ่งได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับความกังวลเอาไว้ว่า  มีใครที่กังวลแล้วจะต่อชีวิตได้อีกซักนิดหนึ่ง ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ก็จะมีความกังวลของพรุ่งนี้อีก แต่ละวันก็มีปัญหามากอยู่แล้ว คุณเห็นด้วยกับเรื่องนี้มั้ยคะ? ความกังวลมันมีทุกวัน เพื่อจะรับมือได้อย่างมีความสุข คำพูดนี้แนะนำให้เราคิดเป็นวันๆ ไป
  3. เห็นคุณค่าทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต มองในแง่บวก  อย่ามองว่า การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องโหดร้าย แต่ควรมองว่ามันเป็นประสบการณ์และโอกาสดีอย่างหนึ่งที่ช่วยฝึกเราให้มีความเข้มแข็งและอดทน

สรุป:

แนวความคิดทางการเงินก็มีผลต่อเป้าหมายที่มีคุณภาพได้ แต่ละคนก็มีแนวคิดที่ต่างกัน แต่โดยหลักๆ แล้ว ความคิดทางการเงินควรเริ่มตั้งแต่การปลูกฝัง เพราะเราไม่ได้มีความคิดทางการเงินมาตั้งแต่เกิด  และต้องหาความรู้เพิ่มอยู่ตลอดเวลาในการพัฒนาตัวเองเพื่อเปลี่ยนเงินให้เป็นสินทรัพย์ และใช้สินทรัพย์นั้น ทำงานแทนเพื่อเราจะเหนื่อยน้อยลง หาคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเงินให้ช่วยในการวางแผนการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ขยันอ่านให้มากๆ และไม่หยุดในการเรียนรู้ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมีความสุขโดยมองทุกอย่างในแง่บวกและคิดเป็นวันๆไป