ปัญหาการเงินที่เป็นเหมือน ดินพอกหางหมู เป็นสุภาษิตไทยที่ใช้อธิบายวิธีการสร้างหนี้ได้ดีมาก บางครั้งเราใช้เงินไปอย่างไม่ตั้งใจ โน้นนิด นี่หน่อย ใช้จ่ายจิปาถะไปเรื่อยๆ รูดบัตรเครดิตโดยไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากเพราะเดี๋ยวพอถึงกำหนดก็จ่าย ทำแบบนี้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ทำจนไม่รู้สึกว่ามีภาระอะไร จนทำให้เราสร้างหนี้แบบไม่รู้ตัว เพราะค่อยๆสะสม สะสม สะสม พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ พอมารู้ตัวอีกที ก็มี ปัญหาการเงิน อั๊ยยะ!! ทำไมก้อนหนี้มันใหญ่ขนาดนี้หละ มันมาจากไหนกัน มีใครขโมยบัตรเราไปรูดรึเปล่า คิด คิด คิด

บางครั้งเราคิดถึงสิ่งรอบตัวมากเกินไปจนลืมนึกถึง "ตัวเอง" ว่าเรามีนิสัยใช้จ่ายมักง่ายรึเปล่า ดูแลรายจ่ายได้ดีแค่ไหน บางคนมีนิสัยละเอียดถี่ถ้วนมาก คิดทุกอย่างที่เป็นรายได้เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ ต้องได้ครบทุกบาททุกสตางค์ แต่พอฝั่งขาจ่ายกลับไม่สนใจดูแลใช้จ่ายตามอารมณ์ แบบนี้ชีวิตก็วิกฤตซิจ๊ะ มันน่าจะมีสัญญาณเตือนก่อนที่จะเข้าสู่วังวนแห่งหนี้เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวถูกว่าตอนนี้เริ่มมีปัญหาการเงินแล้วรึยัง ถ้ามีแล้วอยู่ระดับไหน แล้วน่าจะพอมีการแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง

ดังนั้น ก่อนที่จะไปจัดการเรื่องใหญ่ก็ต้องเริ่มจากเรื่องเล็กๆที่คุณต้องปรับเปลี่ยนการเงินในชีวิตดังนี้น คือ ยกเลิกบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้แล้ว / เปรียบเทียบบัตรเครดิตใหม่ / ตรวจสอบประกันที่มีอยู่ / ถึงเวลา Refinance บ้านหรือรถ หรือยัง? / จัดการบัญชีเงินฝากให้ดี ลองมาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้กันดูนะคะ

ยกเลิกบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้แล้ว

คุณเคยหรือไม่ ที่ในกระเป๋าสตางค์ของคุณมีบัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งใบ และใบเก่าๆ ที่คุณมีบางทีคุณก็ไม่ได้ใช้มันเสียแล้ว อาจจะเพราะใบใหม่ให้แต้มเยอะกว่า ของรางวัลเยอะกว่า สิทธิพิเศษมากกว่า ดังนั้น หลายคนอาจคิดว่า หรือจะปิดบัตรนั้นๆ ไปเลยดี การปิดบัตรเครดิตแน่นอนว่า ตามทฤษฎีแล้วจะส่งผลไม่ดีต่อเครดิตบูโรของคุณ

แต่กระนั้น กฎมีข้อยกเว้น และข้อยกเว้นก็คือ เมื่อคุณมีบัตรเครดิตมากเกินไป ซึ่งคำถามก็มาอยู่ที่ว่า แล้วเท่าไหร่ล่ะ ถึงจะมากเกินไป? จากการรายงานพบว่า 5 ใบ คือตัวเลขที่พอรับได้ และปลอดภัยที่คุณจะมีบัตรเครดิตติดตัวไว้ เพื่อสร้างเครดิตบูโร แต่ถ้าเกินจากนั้น คุณกำลังมีความเสี่ยง เพราะธนาคาร และผู้ตรวจสอบเครดิตบูโรจะเริ่มคิดว่า เพราะอะไรคุณถึงต้องมีบัตรเครดิตมากขนาดนั้น และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นได้

อีกสถานการณ์หนึ่ง ที่คุณควรปิดคือ บัตรหลายใบที่คุณมีนั้น ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อต่ออายุมากเกินไป เพราะนโยบายของบางบัตร บางทีไม่สามารถขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมรายปีได้เลย คุณจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจ่าย ซึ่งเริ่มกันตั้งแต่หลักพัน จนถึงหลายหมื่นเลยก็มี ดังนั้น หากคุณต้องแบกรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้ การปิดบัตรเครดิต ก็ควรเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณ และเป็นการแลกกับเครดิตบูโรที่คุ้มค่า ซึ่งเทคนิคง่ายๆ ก็คือ เก็บบัตรไว้ในนานที่สุด จนถึงระยะสั้นๆ ก่อนจ่ายค่าธรรมเนียม ค่อยยกเลิกบัตรนั้นเสีย  วิธีการยกเลิกบัตรเครดิตมีดังนี้นะคะ

โทรยกเลิกกับ Call Center

เราสามารถยกเลิกบัตรเครดิตได้โดยโทรติดต่อไปที่ Call Center ขอธนาคารเจ้าของบัตรและแจ้งว่าต้องการยกเลิกบัตรเครดิต โดยให้เตรียมบอกเลขที่บัตรเครดิต พร้อมกับตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ตามแต่ที่เขาจะถามมา เพื่อดูว่าเราเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงหรือไม่ จากนั้นพนักงาน Call Center ก็จะแจ้งว่าบัตรเครดิตได้ถูกยกเลิกเรียบร้อยเมื่อวางสาย หากเป็นสมัยก่อนลูกค้าจะต้องส่งบัตรเครดิตคืนให้กับธนาคาร โดยตัดบัตรเครดิตให้ขาดออกเป็นสองท่อนหรือใช้ที่เจาะกระดาษเจาะบัตรให้เป็นรู แต่ปัจจุบันนี้ไม่ต้องแล้วเพียงแค่ตัดบัตรเครดิตออกเป็นสองท่อนหรือเจาะบัตรเพื่อให้มั่นใจว่าไม่สามารถใช้งานได้ก็ใช้ได้แล้ว

ติดต่อยกเลิกที่เคาน์เตอร์ธนาคาร

ลูกค้าสามารถติดต่อเพื่อขอยกเลิกบัตรเครดิตได้ที่เคาน์เตอร์ของธนาคาร โดยธนาคารจะให้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับการขอยกเลิกบัตรเครดิตและเอกสารที่ต้องแนบเช่น สำเนาบัตรประชาชน หลังจากนั้นเคาน์เตอร์ธนาคารจะส่งเอกสารนั้นไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อยกเลิกบัตรเครดิตให้กับลูกค้าต่อไป

ส่งจดหมายลงทะเบียนเพื่อขอยกเลิก

สำหรับผู้ไม่มั่นใจหากจะโทรยกเลิกกับ Call Center ก็สามารถส่งเป็นจดหมายลงทะเบียนเพื่อขอยกเลิกการใช้บัตรเครดิตส่งไปที่ธนาคารได้โดยตรง พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนที่เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง โดยอาจส่งบัตรเครดิตใบที่ยกเลิกไปด้วยแต่ต้องทำลายบัตรให้เรียบร้อยก่อน

เปรียบเทียบบัตรเครดิตใบใหม่

บัตรเครดิตที่เราพกพาอยู่ในกระเป๋านั้น ย่อมมีวาระและอายุการใช้งานตามที่หน้าบัตรได้กำหนดไว้ โดยส่วนใหญ่แล้วบัตรเครดิตจะมีอายุประมาณ 5 ปี หลังจากวันที่ออกบัตร ซึ่งในบางครั้งหลายคนก็มักจะใช้บัตรจนลืมที่จะตรวจสอบว่าบัตรของตนเองนั้นใกล้จะหมดอายุหรือยัง และอาจจะส่งผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตร หากบัตรที่ถืออยู่นั้นใกล้หมดอายุและนำบัตรไปใช้ชำระค่าสินค้า ซึ่งบางร้านค้าอาจจะไม่รับบัตรที่ใกล้จะหมดอายุ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกสถาบันการเงินจะมีการส่งบัตรใบใหม่ให้ก่อนที่จะหมดอายุล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งในส่วนนี้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวล เพราะสถาบันการเงินจะมีหน้าที่ในการแจ้งเตือนต่อลูกค้าที่ถือบัตร แต่ปัญหาที่ลูกค้ามักจะกังวล คือ หากเปลี่ยนบัตรใบใหม่ หรือกรณีที่บัตรหายและออกบัตรใหม่ คะแนนที่เพียรสะสมมาตลอดจะหายไปด้วยหรือไม่

ในความกังวลนี้ เราขอฟันธงว่า บัตรใบใหม่ที่สถาบันการเงินออกให้ใหม่นั้น คะแนนสะสมจะยังคงอยู่ครบไม่หายล่องลอยไปไหนเด็ดขาด รวมถึงข้อมูลการใช้งานและข้อมูลของผู้ถือบัตรจะถูกโอนมาที่บัตรใหม่ทันที แม้ว่าบัตรใบเก่าที่หายไปก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้อีก ดังนั้น สบายใจได้กับความกังวลนี้

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักสะสมคะแนนจากบัตรเครดิต คือ จะต้องทำการแลกคะแนนสะสมทุกปี เพราะหากปล่อยให้เลยกำหนดที่สามารถแลกคะแนนสะสมได้ คะแนนที่สะสมไว้จะหายไปบางส่วน วิธีนี้จะไม่ทำให้ผู้ถือบัตรต้องเสียคะแนนและเสียสิทธิจากคะแนนที่สะสมไว้ ซึ่งในบางครั้งการสะสมคะแนนก็ไม่จำเป็นต้องนำไปแลกเป็นของรางวัล ยังสามารถนำไปแลกคูปองส่วนลดในห้างสรรพสินค้าได้อีกด้วย ในกรณีที่บัตรใบนั้นเป็นบัตรร่วมกับห้างสรรพสินค้า ดังนั้น รักษาสิทธิของคุณไว้ และหมั่่นตรวจสอบคะแนนของคุณ รวมถึงตรวจดูของรางวัลได้ที่หน้าแคตตาล็อกของสถาบันการเงินที่คุณถือบัตรอยู่

ตรวจสอบประกันที่มีอยู่

เอาจริงๆ หลายคนก็คงคิดว่า “ทำไมต้องทำประกัน” ด้วย ไม่เห็นจะต้องจ่ายเบี้ยแพงๆ ให้เปลืองเงิน แถมยังเสียเวลาอีกต่างหาก! แต่ถ้าเราลองมองกลับกันนะ เวลาเราเกิดลื่นล้มหัวฟาดพื้น จนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เราก็จะไม่มีใครคอยดูแลค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ อีกทั้งยังเป็นภาระให้กับครอบครัวอีก รู้อย่างงี้น่าจะทำประกันไว้ใช่ม้ะ? ถ้าชีวิตของคุณอยู่บนความเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว แล้วยังเป็นห่วงคนข้างหลังมาก ๆ

การทำประกันช่วยให้คุณสามารถนำเงินทุนสำรองในกรณีต่าง ๆ ไปใช้ได้ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของคุณ หากจะกล่าวข้อดีการทำประกันแบบรวม ๆ ก็คือ เจ็บป่วยเราช่วยได้ เสียชีวิตก็จ่ายคืน หรือมีปัญหาก็เคลมให้นั่นแหละค่ะ

ดังนั้น การออมเงินกับประกันก็เป็นทางเลือกที่ช่วยการันตีได้ว่า คุณจะมีเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือดูแลชีวิตของคุณอย่างแน่นอน หลายคนไม่น้อยยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรทำประกันดีไหม สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ทำประกันอะไรไว้เลย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็จะขาดคนคอยช่วยเหลือ หรือให้บริการกับคุณนะครับ แต่ถ้าคุณทำประกันเอาไว้ ทางบริษัทประกันก็จะเข้ามาดูแลพร้อมกับประสานงานทันที ส่วนเรื่องคดีความทางกฎหมายก็ไม่ต้องห่วงเลย เพราะจะมีทางเจ้าหน้าที่ประกันคอยให้คำแนะนำไม่ให้คุณเสียเปรียบแน่นอน ต้องขอบอกว่า เมื่อเกิดเหตุอะไร คุณก็จะอุ่นใจมากขึ้น

ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันแบบไหนดี ? ก็สอบถามทางเจ้าหน้าที่ประกันภัย หรือโบรกเกอร์ได้เลย เช่น แฟรงค์ อินชัวร์รันซ์ โบรกเกอร์ เรามีบริการเลือกประเภทของกรมธรรม์ประกันภัยให้เหมาะสมกับคุณอีกด้วย  เห็นไหมล่ะ ว่าทำไมถึงต้องทำประกัน เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

หากคุณทำประกันเอาไว้ก่อน ก็จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก เสมือนเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง แต่คุ้มค่ามากเมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงกับคุณ แถมยังเป็นเสาหลักให้กับคนในครอบครัวอีกด้วย เพื่อให้ชีวิตของเราปลอดภัยไว้ก่อน และคนที่เรารักอยู่อย่างสบาย ลองมองหาประกันไว้ให้อุ่นใจกันดีกว่า

ถึงเวลา Refinance บ้านหรือรถ หรือยัง?

การรีไฟแนนซ์จะช่วยสร้างสภาพคล่องด้านการเงินให้คุณได้ค่ะ ส่วนใหญ่การทำรีไฟแนนซ์จะทำกับสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อรถยนต์ แต่ว่าอะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณควรจะต้องทำรีไฟแนนซ์ล่ะ เรามาดูกันดีกว่า 3 สัญญาณหลักที่บ่งบอกว่าคุณควรจัดรีไฟแนนซ์นั้นมีอะไรกันบ้าง

คุณมีภาระการชำระหนี้มากเกินไป

กรณีนี้ คุณอาจจะเริ่มมีภาระการชำระหนี้หลายอย่างมาก และไม่สามารถหมุนเงินมาชำระได้ตามค่างวด จนดูท่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านการชำระหนี้สินกับสถาบันการเงินที่กู้ยืมมา และอาจจะทำให้มีประวัติทางการเงินที่ด่างพร้อยได้

สินเชื่อที่คุณกู้มีดอกเบี้ยสูงเกินไป

กรณีนี้ หากดอกเบี้ยเงินที่คุณกู้มาเดิมนั้นมีเปอร์เซ็นที่สูงจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมมาเพื่อซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ หรืออื่นๆ หากดอกเบี้ยยังคงมีอัตราสูงก็อาจจะทำให้คุณไม่สามารถหมุนเงินมาชำระค่างวดได้ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้เกิดประวัติเสียเพราะไม่สามารถชำระหนี้กับสถาบันการเงินได้ และ จะทำให้เกิดปัญหาบานปลายขึ้นได้ในอนาคต

คุณมีภาระการผ่อนชำระรายเดือนที่สูงมาก

หากคุณมีภาระการผ่อนชำระรายเดือนที่มีค่างวดสูง อาจจะทำให้คุณมีปัญหาในการหมุนเงินเพื่อนำมาชำระค่างวดแต่ละเดือนได้ 
เมื่อคุณพบเจอสัญญาณใด สัญญาณหนึ่งดังกล่าวข้างต้น การรีไฟแนนซ์อาจจะเป็นอีกวิธีที่สามารถช่วยให้คุณสามารถผ่านพ้นปัญหาส่วนนี้ไปได้ โดยการรีไฟแนนซ์สามารถช่วยลดดอกเบี้ย ทำให้การผ่อนชำระต่องวดมีจำนวนลดน้อยลง และ สามารถทำการผ่อนจ่ายในระยะเวลาที่นานขึ้น ทำให้คุณสามารถหมุนเวียนสร้างสภาพคล่องด้านการเงินของคุณได้โดยสามารถชำระหนี้ได้โดยไม่มีปัญหา

จัดการบัญชีเงินฝากให้ดี

ความเจ็บปวดที่เคยต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินข้ามเขต การโอนข้ามธนาคารหรือว่าการชำระค่าสินค้าหรือบริการ เป็นรายจ่ายที่เก็บหยุมหยิมเต็มไปหมด แม้ว่าแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่พอนับรวมกันทั้งปีกลายเป็นเงินหลักพันได้เหมือนกัน

แต่ว่าตอนนี้ความเจ็บปวดที่ต้องเสียเงินนั้นรักษาได้ด้วย การฟรีค่าธรรมเนียมผ่านการทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด จึงทำให้หลายธนาคารต้องปรับตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ การแข่งขันครั้งนี้ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้บริการก็จะได้รับประโยชน์เพราะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

สรุป

การตรวจสอบแผนการเงินในชีวิตเหล่านี้ที่เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆก็จะช่วยให้คุณดำเนินชีวิตไปอย่างราบรื่นมากขึ้น อะไรที่มีแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็กำจัดทิ้งไป อะไรที่ก่อผลดีที่ยังไม่มีก็เอาเพิ่มเติมเข้ามาแค่นี้ก็สามารถลดปัญหาสะสมทางด้านการเงินไปได้มากแล้วนะคะ