ในแต่ละวันเรามีหลายสิ่งที่จะต้องทำ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ยาวไปจนถึงเข้านอนตอนกลางคืน มีหลายสิ่งที่เราชอบทำ และไม่ชอบแต่จำเป็นต้องทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อจะให้ชีวิตและงานอาชีพมั่นคง บางครั้งการทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกัน ก็ไม่ได้เกิดผลดีเสมอไป คนเราเกิดมามีชีวิตอยู่แค่ครั้งเดียว เราน่าจะทำสิ่งที่ช่วยให้ชีวิต ครอบครัว และ ธรุกิจมีความมั่นคง เราควรรู้จักคำว่า ปฎิเสธ และ รู้จักการหลีกเลี่ยงบ้าง ในบทความนี้เราได้รวมเอาสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง และไม่ควรทำ มาฝากกันเพื่อจะทำให้ชีวิตของเรามีความสุข มีความมั่นคงยิ่งขึ้น เช่น เราควรหลีกเลี่ยง งานที่ทำแล้วไม่มีความสุข การรับภาระของคนอื่นมาแบกเอาไว้ ไม่เคยลืมอดีต การมีความขัดแย้งกับคนอื่นเสมอ และเลิกทำกิจกรรมที่บั่นทอนสุขภาพของตัวเองซะที ขอเพื่อนๆอ่านดูเผื่อจะได้นำไปเป็นข้อคิดให้กับตัวเองได้บ้างนะคะ

ทำงานที่ไม่มีความสุข

ในโลกของความเป็นจริงไม่มีใครได้ทำอะไรที่สมใจปรารถนาไปซะทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่ทำ ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสมอไป เมื่อเราได้ทำงานที่ชอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า งานนั้นจะไม่มีปัญหา หรือไม่มีอุปสรรค เพียงแต่ว่า เรามองงานที่ทำนั้นอย่างไร เราทำได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกเบื่อ เพราะเรารู้ว่างานที่ทำช่วยให้ตัวเราและครอบครัวมีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำๆไปตามหน้าที่ ตราบใดที่ยังมีงานให้ทำ เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก แป๊บๆก็หมดวันแล้ว ถ้าเราคิดได้อย่างนี้เราก็สามารถมีความสุขกับการทำงานทุกวัน

แต่ก็ยังมีงานอีกหลายอย่างที่คนทำแล้วไม่มีความสุข อาจจะเป็นลักษณะของงานที่น่าเบื่อ ยุ่งยาก ซับซ้อน วุ่นวาย ทำให้ปวดหัว หรืออาจจะเป็น บรรยากาศในที่ทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง และเพื่อนร่วมงานมีปัญหาบ่อยๆ ความคิดเห็นไม่ตรงกันทำให้รู้สึกอึดอัด และเครียดทุกวัน บางคนถึงกับไม่อยากลุกจากที่นอน ไม่อยากไปทำงาน เพราะรู้สึกว่าไปทำงานเหมือนไปออกรบ ใครที่ไม่เคยอยู่ในสภาพนี้อาจจะไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไหร่ งานที่ทำแล้วไม่มีความสุขเหมือนตกนรกทั้งเป็น อยากจะลาออกไปให้จบๆแต่ก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนงาน อาจจะเป็นเพราะงานหายาก หรืออายุเริ่มมากขึ้น ทุกปัญหามีทางแก้เสมอ พยายามคิดใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่ว่าเราจะทำงานออกมาดีแค่ไหน ทุ่มเทมากขนาดไหน สิ่งที่ได้กลับมากก็แค่ ชม หรือ เฉยๆ หรือบางครั้งถึงกับตำหนิด้วยซ้ำไม่ใช่ทุกคนจะชื่นชมในตัวเรา ขอเพียงแค่เราทุ่มเท และทำส่วนของเราให้ดีที่สุดในแต่ละวันก็พอ ถ้าเครียดมากก็รีบๆทำงานให้เสร็จ จะได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เราชอบ และไปพักผ่อนบ้าง แล้วอะไรๆมันจะดีขึ้น

รับเอาภาระของคนอื่นมาแบก

ภาระ คือหน้าที่รับผิดชอบ ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ต้องแบก และรับผิดชอบภาระของตัวเอง ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานะทางครอบครัว ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อม คนที่มีครอบครัวอาจจะมีภาระเพิ่มขึ้น ในการดูแลครอบครัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายค่าเล่าเรียนของลูกๆ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ บางคนมีหน้าที่ตำแหน่งการงานที่สูงหน่อยก็มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากหน่อย แต่ถ้าภาระเหล่านี้มันเป็นของเราเอง ถึงแม้จะหนัก ถึงแม้จะเหนื่อย เราก็มีความสุข และอดทนได้ เพราะเราทำเพื่อครอบครัว แต่สิ่งที่มันจะทำให้ชีวิตเรามีปัญหา นั่นก็คือภาระของคนอื่น ที่เอามาให้เราช่วยแบก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของเพื่อน ของญาติ  ลูกเกเร สามีไม่กลับบ้าน เงินไม่พอใช้ ขอยืมเงิน

ถ้าเรารู้ว่า เราไม่มีความสามารถไม่มีเวลามากพอ ที่จะรับภาระของคนอื่นได้ เราต้องรู้จักปฎิเสธ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง งาน หรือ เรื่องเงิน ยิ่งสังคมไทยครอบครัวต้องมาก่อน บางครั้งเราต้องเอาใจใส่ดูแลพ่อแม่ที่สูงอายุ และเจ็บป่วย และรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา ทั้งๆที่คนอื่นก็สามารถทำได้เหมือนกัน ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ การปฎิเสธก็มีความจำเป็น แต่การปฎิเสธให้ความช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้หมายความว่า เราเป็นคนไม่มีน้ำใจ และไม่เข้าสังคม แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ถ้ามันมากเกินไปจะส่งผลต่อชีวิต และอาชีพการงานของเราได้ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงบ้าง เพราะการรับเอาภาระของคนอื่นมาแบกมันเป็นภาระที่หนัก ก่อปัญหาให้ตัวเอง และอาจจะลามไปถึงครอบครัวของเราได้  เราต้องอยู่คิดเสมอว่า ทุกคนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการแบกภาระของตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องไปรับผิดชอบแทน

ไม่ลืมอดีต

อดีต เป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ็บปวด หรือสวยหรู เราควรปล่อยทิ้งมันไปกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ไม่ควรเก็บเอามาคิด และจมอยู่กับมัน  การลืมอดีตไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะมันจะทำให้เราไปต่อไม่ได้ คิดวนไปวนมา ไม่ว่าจะเป็นการคนที่รักเสียชีวิต อกหักรักคุด ตกงาน ธุรกิจขาดทุน เคยอยู่กินแบบสบายๆ มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ในเมื่อความเป็นจริงมันไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ การยึดติดอดีตไม่ได่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น แต่เราจะจำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นำมาเป็นบทเรียน และพลังให้เราก้าวต่อไป มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะลืมอดีตแต่ลืมไม่ได้ วันนี้เราได้นำเคล็ดลับและวิธีลืมอดีตมาฝากกัน เริ่มต้นที่

  • อย่าพยายามลืม เพราะยิ่งเราบอกตัวเองให้ลืมมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการตอกย้ำและเรียกความทรงจำให้กลับมาได้มากกว่าเดิมอีกทางที่ดีปล่อยให้ความคิดมันผ่านไปตามกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไปเดี๋ยวมันก็จะลืมไปเอง
  • พยายามทำให้ตัวเองยุ่งอยู่เสมอ โดยการหากิจกรรมต่างๆที่ชอบมาทำ อาจจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ไปออกกำลังกาย หรือหางานอดิเรกทำเมื่อเราไม่ว่างเราจะไม่มีโอกาศคิดถึงอดีตอีกเลย
  • พยายามเป็นคนติดเพื่อนเข้าไว้ เพราะเมื่อได้อยู่กับเพื่อนเราจะมีเรื่องสนุกๆให้คุย มีอะไรได้ทำร่วมกัน ทำให้เราลืมอดีตได้เป็นอย่างดี
  • ทำงานจิตอาสา เมื่อเราได้ทำงานเพื่อช่วยคนอื่น เปิดโอกาศให้เราได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น ทำให้ลืมปัญหา และความทุกข์ของตัวเองไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้าใครที่ลองเอาวิธีนี้ไปใช้แล้วไม่ได้ผล อาจจะต้องไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป.

มีความขัดแย้งกับคนอื่นเสมอ

ความขัดเแย้ง หมายถึง การมีปฎิสัมพันธ์ไปในทางที่ไม่เป็นมิตร ตรงกันข้าม ไม่ลงรอย ไม่สอดคล้องกัน ในด้าน เป้าหมาย ความรู้สึก ความคิด จิตใจค่านิยม ทัศนะคติ ความสนใจ  แตกต่างกัน เมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ลักษณะของความขัดแย้งมักจะแสดงออกมาในลักษณะ การมีค่านิยมและความเชื่อเฉพาะตัว ความขัดแย้งที่แสดงออกมาในลักษณะพฤติกรรมข่มขู่ กดดัน เพื่อเอาชนะ และแสดงให้เห็นว่ามีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล สาเหตุของความขัดแย้งส่วนใหญ่มักจะมาจาก ความไม่เข้าใจกัน ไม่สนใจความรู้สึกของกันและกัน เฉยเมย ไม่ไว้ใจกันและแข่งขันกัน เรื่องของผลประโยชน์ แยกไม่ออกระหว่างเรื่องส่วนตัว และเรื่องงาน  และขัดแย้งเพราะขาดสติ ถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์อย่างแน่นอน

ถ้าไม่อยากให้ความขัดแย้งยืดเยื้อไปนานๆ เราต้องรีบขจัดความขัดแย้งให้เร็วที่สุด ด้วยวิธี  หันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหารือ ด้วยเหตุและผล ในเวลาที่เหมาะ และหลีกเลี่ยงคำพูดที่รุนแรง เปลี่ยนวิธีพูด และวิธีถามให้เป็นลักษณะที่อ่อนโยนไม่ใช่ต้องการเอาชนะ ฟังอีกฝ่ายด้วยความตั้งใจ หาข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับได้  และที่สำคัญ ต้องรู้จักขอโทษ และให้อภัย  แต่ถ้าเราเป็นคนที่มีนิสัยเป็นคนไม่ยอมใคร  และชอบหนีปัญหา และมีความคิดที่สวนกับคนอื่นตลอดเวลา มันจะต้องเกิดความแย้งกับคนอื่นอยู่เสมอ แน่นอนว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการใช้ชีวิตของเรา ต่อหน้าที่การงาน ถ้าเราไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งบ่อยๆ  ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนทันที เริ่มต้นในวันนี้แล้วจะมีชีวิตใหม่.

ทำกิจกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ

เรามีชีวิตอยู่ในยุคของความเร่งรีบ เวลาเป็นเงินเป็นทอง ต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลา เพื่อจะหาเงินเอาไว้ใช้จ่าย ชีวิตในวัยทำงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะมีเวลา ในการเอาใจใส่สูขภาพ ร่างกาย เรื่องอาหารการกิน และการพักผ่อน หลายคนมักจะคิดว่า ตราบใดที่ยังไม่ป่วยต้องรีบทำงานเอาไว้เยอะๆ จึงปล่อยปละละเลยตัวเอง และทำกิจกรรมต่างๆ ไปโดยไม่รู้ว่า กำลังทำลายความมั่นคงในชีวิตของตัวเองอยู่ เรามาดูด้วยกันว่า มีกิจกรรมอะไรบ้างที่บั่นทอนสูขภาพร่างกาย และชีวิตของเรา

ไม่กินข้าวมื้อเช้า

จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่พอ สมองเสื่อมเร็ว  กินข้าวไม่ตรงเวลา เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอักเสบ กรดไหลย้อน

กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์

อาหารสำเร็จรูป อาหารฟาสฟูด  อาหารรสจัด ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรค เบาหวาน หัวใจ โรคความดัน โรคอ้วน

การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ

จะทำให้เสียสายตา และเกิดอาการ เจ็บปวด ตามร่างกาย หรือเริ่มเป็นโรค ออฟฟิศซินโดรม ควรจะเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ และลุกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง

นอนดึก

เป็นประจำจะทำให้ร่างกายเราเสื่อมลงเพราะเซลล์ไม่มีเวลาได้ฟื้นฟูตัวเอง ปกติร่างกายจะทำการซ่อมแซมตัวเองในเวลา 4 ทุ่มถึง ตี 2 แต่ชีวิตคนสมัยใหม่กว่าจะได้นอนหลับจริงๆเลยเที่ยงคืนเกือบทุกวัน ร่างกายของเราจะสดชื่นเต็มที่ถ้าเราได้พักผ่อนคืนละ 7-8 ชั่วโมง

ดื่มแออกอฮอล์ และสูบบุหรี่

เราทุกคนต่างรู้ดีว่า เหล้า บุหรี่ ทำให้เกินโรคตับ และโรคปอด ทำให้ร่างกายเราสกปรก และเจ็บป่วยเรื้อรังได้ ถ้าหลีกเลี่ยงได้จะสุดยอดมากเลย

ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ ที่ช่วยส่งเสริมให้เรามีสูขภาพ ร่างกายแข็งแรง สูขภาพจิตดี ลดความเจ็บป่วย ความเครียด ความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี ถ้าใครเริ่มมีพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ ควรจะเริ่มหยุดและหันมาดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ได้แล้ว เพื่ออนาคตที่ดีและมั่นคงค่ะ

ชีวิตนี้ดีแน่แค่เลิกทำสิ่งเหล่านี้

เรามีหลายสิ่งหลายอย่างให้ทำในชีวิต และสิ่งที่ทำมีทั้งส่งเสริมให้ชีวิตมีความสุข หน้าที่การงานมั่นคง แต่ก็มีหลายสิ่งด้วยที่เรามักจะทำเป็นประจำ ด้วยความเคยชิน หรือด้วยความตั้งใจ บางอย่างก็จำใจต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก เช่น การทำงานที่ไม่มีความสุข ถึงแม้จะไม่อยากทำ แต่ด้วยอายุมากขึ้น หรือทำงานมานานแล้ว ไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่เลยต้องทำต่อไป แต่มีหลายสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เช่น การรับเอาภาระของคนอื่นมาแบกทั้งๆที่ไม่จำเป็น เพราะความที่เราเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจ และชอบช่วยเหลือ จึงทำให้เต็มใจช่วยตลอดถ้าบ่อยเกินไปมีผลกระทบต่อตัวเองและครอบครัวแน่นอน และนิสัยที่ขัดแย้งกับคนอื่น ความคิดไม่ตรงกันถ้าเป็นประจำจะทำให้ไม่มีใครอยากคบ และไม่ยอมลืมอดีตจะทำให้เราก้าวต่อไปไม่ได้ เพราะความคิดจะวกไปวนมา และอีกอย่างที่ต้องเลิกคือ กิจกรรมที่บั่นทอนสูขภาพ ถ้าเราสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ชีวิตของจะมีความสุขแน่นอนค่ะ.