อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าต้นเดือน กลางเดือน หรือจะปลายเดือน อาจเกิด ช็อต เงินขึ้นมาโดยไม่คาดคิด จำเป็นต้องใช้เงินอย่างกะทันหัน อาทิ รถเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย แบตเตอรี่หมด สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้นอกเหนือจากการควบคุมค่าใช้จ่ายของคุณทั้งสิ้น ดังนั้น บัตรเครดิตจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในยามที่เราจำเป็น ก็ต้องตรวจสอบกันว่าวงเงินในบัตรเครดิตของคุณ มีจำนวนเงินคงเหลืออยู่ที่เท่าไร ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนต้องใช้รูดบัตรเครดิต ซึ่งหากคุณใช้เงินเกินครึ่งของจำนวนวงเงินบัตรเครดิตที่ทางธนาคารให้มา มีแนวโน้มที่จะทำลายคะแนนเครดิตของคุณได้นะคะ และหากบัตรเครดิตที่ใช้เต็มวงเงินจากการได้รับอนุมัติวงเงินครั้งแรกจากสถาบันการเงินต่างๆ ล่ะ! ก็แสดงว่า สถาบันการเงินนั้นจะให้เราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือกดเงินสดไม่เกินวงเงินที่กำหนดไว้ ถ้าหากคุณใช้เต็มวงเงินแล้ว และคุณมีการผ่อนชำระขั้นต่ำ ก็จะมีดอกเบี้ยอีกก้อนหนึ่งมาบวกกับวงเงินที่เราใช้ไปแล้ว ถ้าหากเราใช้เต็มวงเงินและบวกดอกเบี้ย ก็จะทำให้บัตรเครดิตใบนั้น มีสถานะเป็นบัตรที่เกินวงเงิน ดังนั้น คุณควรใส่ใจวงเงินในบัตรเครดิตของคุณสักนิด คิดก่อนที่จะใช้มัน อย่างไรก็ตาม หากคุณสงสัยว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ทางธนาคาร เพิ่มวงเงินบัตรเครดิต ให้กับคุณ เราสามารถขอเพิ่มวงเงินแบบชั่วคราว หรือแบบถาวร ดังนี้ การขอเพิ่มวงเงินแบบชั่วคราว โดยการที่เราโทรศัพท์ ไปขอเพิ่มวงเงินจากบัตรเครดิตที่เราถืออยู่ โดยบัตรใบนั้นใช้รูดเต็มวงเงินไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่สถาบันการเงินนั้น สามารถอนุมัติให้ใช้ได้เพียงแค่ 30 วัน และต้องถือบัตรเครดิตใบนั้นมาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนขึ้นไป การขอเพิ่มวงเงินแบบถาวร บางธนาคารก็จะเพิ่มให้กับเราเอง แต่บางธนาคารเราต้องโทร.ไปทำเรื่องขอเอง แต่ขั้นตอนการดำเนินการก็ไม่แตกต่างกันมากก็คือ หนึ่งเขียนคำร้อง สองยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง สามรออนุมัติวงเงิน เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว ไม่ยุ่งยากเลย แถมเดี๋ยวนี้เค้าก็พิจารณากันเร็วมาก ทั้ง 2 กรณี มีเงื่อนไขและดำเนินการได้ ดังนี้ -บัญชีบัตรเครดิตของคุณต้องมีวงเงินคงเหลือ ไม่เป็นศูนย์ ไม่เป็นหนี้ เพื่อการอนุมัติที่ง่ายขึ้นของสถาบันการเงิน -โทรศัพท์ไปสอบถามตามหมายเลขหลังบัตรเครดิตของคุณที่ถืออยู่ โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่บัตรเครดิตโดยตรง -หลังจากโทรศัพท์ไปขอวงเงินฉุกเฉินแล้ว จะได้รับข้อความ SMS ยืนยันกลับ -วงเงินแบบชั่วคราวที่ได้รับอยู่ระหว่าง 10-30% ของวงเงินบัตรเครดิตที่มีทั้งหมด แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร ซึ่งแต่ละแห่งไม่เท่ากัน และหากยังมียอดชำระคงค้างก็จะขอไม่ได้ -วงเงินที่ได้รับ หากกดออกมาเป็นเงินสดจะเสียค่าธรรมเนียมแพงมาก ดังนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆห้ามกดออกมาใช้เด็ดขาด เพราะจะมีผลต่อการอนุมัติอื่นๆของธนาคารด้วย แต่สามารถใช้รูดซื้อสินค้า จ่ายชำระค่าสินค้า ค่าบริการต่างๆ ได้

credit card limit

leungchopan/shutterstock.com

บัตรเครดิตเต็มวงเงินคืออะไร

คือบัตรเครดิตที่ได้รับการอนุมัติจากสถาบันการเงิน จะได้รับวงเงินอนุมัติมาพร้อมกับบัตร โดยเมื่อบัตรสามารถใช้ได้แล้ว ก็สามารถใช้รูดซื้อสินค้า หรือใช้บริการต่างๆ ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรกกับธนาคาร โดยไม่เกินวงเงินที่ธนาคารกำหนด เมื่อใช้จนเต็มวงเงิน จะไม่สามารถใช้รูดซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆได้แล้ว นอกจากโทรศัพท์ไปขอเพิ่มวงเงิน

ต้องทำอย่างไรเพื่อให้วงเงินกลับมาเท่าเดิม

อยากให้วงเงินบัตรเครดิตกลับมาเท่าเดิมหรือมีวงเงินในบัตรเครดิตเพิ่มมากกว่าเดิม ต้องทำอย่างไรบ้าง สำหรับท่านที่ใช้บัตรเครดิต หลายท่านมักจะเจอปัญหา เมื่อใช้จ่ายรูดบัตรเต็มวงเงินแล้ว เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายอีก อยากได้วงเงินกลับมาเท่าเดิม หรือเพิ่ม มีข้อแนะนำ เช่น ได้วงเงินบัตรมาไม่พอกับการใช้จ่าย ส่วนมากจะเกิดขึ้นตอนเวลาซื้อของเกินวงเงินที่มีอยู่ เช่น อยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ผ่อน 0% 10 เดือน แต่วงเงินในบัตรเครดิตเหลือไม่พอรูด หรือ จะไปต่างประเทศ อยากได้วงเงินเพิ่มเพื่อไว้ใช้จ่ายสำรองยามฉุกเฉิน หรือไปช้อปปิ้ง จะทำยังไงดีล่ะ? บอกเลยว่าง่ายมาก แค่คุณโทรศัพท์ไปหา Call Center ของแต่ละบัตร ก็สามารถขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวของบัตรเครดิตคุณได้แล้ว โดยแต่ละธนาคารก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญพยายามทำให้เครดิตของคุณสะอาด ต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลา หากคุณมีประวัติเครดิตที่ไม่สะอาด หรือไม่มีความรับผิดชอบในการจ่ายหนี้ต่าง ๆ เช่น ใช้บัตรเครดิตเกินวงเงินที่กำหนด จ่ายหนี้ล่าช้าเป็นประจำ แน่นอนว่าทางธนาคารย่อมไม่อยากจะเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตให้คุณอย่างแน่นอน เป็นต้น ดังนั้น ก่อนที่คุณจะขอให้ทางธนาคารเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตให้คุณ คุณต้องแน่ใจด้วยว่าคุณมีคะแนนเครดิตที่ดี หรือไม่มีประวัติชำระล่าช้าหรือค้างชำระอย่างน้อย ๆ 6 เดือน เพราะการขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณกำลังมีปัญหาทางการเงิน และหากคุณมีเครดิตที่ไม่น่าเชื่อถือพอ แน่นอนว่าทางธนาคารจะไม่อนุมัติให้คุณแน่ ๆ ค่ะ

มีช่องทางใดบ้างที่จะชำระเงิน

ตัวเลือกในการรับชำระเงินของผู้บริโภคได้รับความนิยมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ในการชำระเงินที่ผู้บริโภคทั่วโลกเลือกใช้ มีหลายช่องทาง ดังนี้ ชำระได้ที่สาขาของธนาคาร ทุกสาขาทั่วประเทศ
- ชำระด้วยเงินสด หรือเช็คขีดคร่อม* พร้อมเขียนชื่อ - นามสกุล และหมายเลขบัตรเครดิตที่ต้องการชำระไว้ด้านหลังเช็ค
*เช็คที่นำเข้าบัญชีจะต้องเป็นเช็คบุคคลเท่านั้น โดยเช็คดังกล่าวต้องอยู่ในเขตสำนักหักบัญชีเดียวกันกับ ผู้ถือบัตร (เฉพาะรายการชำระเงินด้วยเช็คในเขตสำนักหักบัญชีเดียวกัน ไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ) และ สามารถเรียกเก็บ/หักบัญชี ได้ภายในวันครบกำหนดชำระ (Due Date) ตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต ชำระโดยหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติของธนาคาร (Auto Payment)
- หักชำระอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกระแสรายวัน โดยกรอกแบบฟอร์มแจ้งความจำนงได้ที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ เมื่อถึงวันครบกำหนดรับชำระ ธนาคารจะตัดค่าใช้จ่ายจากบัญชีดังกล่าว ชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร (Internet Banking) ได้จากเว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร
- โดยการใส่ชื่อและรหัสผ่าน เลือกบริการชำระเงิน ชำระโดยโอนจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกระแสรายวัน เข้าบัญชีบัตรเครดิต โดยบัญชีเงินฝากนั้นๆ จะต้องเป็นบัญชีเดียวกันกับบัญชีที่ใช้ร่วมกับบริการเอทีเอ็มของแต่ละธนาคารหรือผูกกับบัญชีเงินฝาก ชำระผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Payment) โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสื่อในการชำระเงิน บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต - โดยสมัครใช้บริการได้ที่สาขาของแต่ละธนาคารทั่วประเทศ (*มีบริการสำหรับบางธนาคารทางอินเทอร์เน็ต ตรวจสอบวัน เวลา ที่ธนาคารเปิดให้บริการได้ที่เว็บไซต์ของแต่ละแห่ง) ชำระผ่านทางไปรษณีย์ ด้วยเช็คขีดคร่อม
- ชำระโดยจัดส่งเช็คนำฝากทางไปรษณีย์ โดยสั่งจ่ายในนาม (ชื่อธนาคาร) “บมจ. ธนาคาร.........................เพื่อบัญชีบัตรเครดิต” พร้อมชื่อ - นามสกุล และหมายเลขบัตรเครดิตที่ต้องการชำระไว้ด้านหลังเช็ค และนำส่งที่ฝ่ายปฏิบัติการผลิตภัณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิต ตามที่อยู่ของแต่ละสาขาของธนาคาร (โดยเช็คดังกล่าว สามารถเรียกเก็บ/หักบัญชีได้ภายในวันครบกำหนดชำระ ตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี) ชำระผ่านจุดบริการชำระเงินของ ธนาคารทุกสาขา ทั่วประเทศ - ชำระด้วยเงินสดได้ไม่จำกัดจำนวนเงินต่อรายการ 
โดยนำใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตเป็นเอกสารการชำระเงิน อัตราค่าธรรมเนียม ต่อรายการขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร แต่ละสาขา แต่ละเขตภูมิภาคเป็นผู้กำหนด ชำระผ่านจุดบริการที่มีเครื่องหมายเคาน์เตอร์เซอร์วิส (Counter Service) ทั่วประเทศ ที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนด
- รับชำระด้วยเงินสด ได้ไม่เกินยอดวงเงินที่ธนาคารกำหนด ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารเป็นผู้กำหนด 
โดยนำใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตของแต่ละแห่งเป็นเอกสารในการชำระเงิน โดยการยิงบาร์โค้ด 
- มีอัตราค่าธรรมเนียม ต่อรายการ ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารเป็นผู้กำหนด ชำระผ่านบริการเอ็มเปย์, เอไอเอส ช็อป, ร้านเทเลวิซ จุดรับชำระเงินเอ็มเปย์ สเตชั่น, JAYMART Pay Point, ซีพี เฟรชมาร์ท, จุดรับชำระทรู มันนี่
- ชำระด้วยเงินสด วงเงินได้สูงสุด ต่อรายการ ธนาคารแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนด 
โดยนำใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตเป็นเอกสารการชำระเงิน
- อัตราค่าธรรมเนียม ต่อรายการ ธนาคารแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนด * สถานที่บางแห่งโปรดตรวจสอบ ขึ้นอยู่กับบางธนาคารอาจรับชำระไม่เหมือนกัน 9. ชำระผ่านเคาน์เตอร์รับชำระเงินที่ห้างสรรพสินค้า เช่น Tesco Lotus, Tesco Lotus express, Big C, Mini Big C ทุกสาขาทั่วประเทศ - ชำระด้วยเงินสด วงเงินได้สูงสุด ต่อรายการ ธนาคารแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนด โดยนำใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตเป็นเอกสารการชำระเงิน 
- อัตราค่าธรรมเนียม ต่อรายการ ธนาคารแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนด ชำระผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ
- ชำระด้วยเงินสดได้สูงสุด ต่อรายการ ต่อคน ต่อวัน ขึ้นอยู่กับธนาคารแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนดโดยนำใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตเป็นเอกสารการชำระเงิน
- อัตราค่าธรรมเนียม ต่อรายการ ทั่วประเทศ ธนาคารแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนด หมายเหตุ:-
- กรณีถือบัตรหลายใบ และ/หรือ มีบัตรเสริม ผู้ถือบัตรต้องแยกชำระตามหมายเลขบัตรที่ระบุในแบบฟอร์ม การชำระเงิน
และกรณีชำระด้วยเช็ค ผู้ถือบัตรต้องแยกเช็ค เพื่อชำระรายการบัตรเครดิตตามหมายเลขบัตรเครดิตแต่ละใบ
- กรณีชำระค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต ณ จุดบริการอื่นๆ ในข้อ 6-10 กรุณาชำระเงินก่อนล่วงหน้า 2-3 วันทำการ ก่อนวัน ครบกำหนดชำระเพื่อป้องกันการเกิดดอกเบี้ย