คืออะไร? เป็นมาอย่างไร? ใครเป็นผู้คิดค้น? เล่นบิทคอยน์รวยจริงหรือ? ทำไมถึงมีความสำคัญกับระบบการเงินโลก? นี่เป็นหลายๆในคำถามหลักๆที่คนอยากรู้มากที่สุดเกี่ยวกับ “บิทคอยน์” ความที่มีการพูดอย่างเป็นที่นิยมนี้จึงทำให้นักลงทุนที่ชื่นชอบ ได้ทำการศึกษาข้อมูลเหล่านี้กันอย่างกว้างขวาง เพื่อจะไม่ตกเทรนด์เราก็ควรมาเริ่มทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันด้วย.

bitcoin

Alexander Kirch/shutterstock.com

บิทคอยน์คืออะไร?

บิทคอยน์ (อังกฤษ: Bitcoin) เป็นเงินตราแบบดิจิทัล ถือเป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่าคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) และเป็นระบบการชำระเงินที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะบิทคอยน์ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเงินเหรียญ. บิทคอยน์ ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆกลุ่มหนึ่งตลอดจนบริษัทใหญ่ๆทั่วโลก โดยระบบของ บิทคอยน์จะ ถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก โดยใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการถอดสมการคณิตศาสตร์

บิตคอยน์จึงเป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกที่ใช้ระบบกระจายอำนาจ โดยไม่มีธนาคารกลางหรือแม้แต่ผู้คุมระบบแม้แต่คนเดียว. เครือข่ายเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์ และการซื้อขายเกิดขึ้นระหว่างจุดต่อเครือข่าย (network node)โดยตรง ผ่านการใช้วิทยาการเข้ารหัสลับและไม่มีสื่อกลาง.โดยบิทคอยน์มีหน่วยเงินตราเป็น BTC เหมือน ๆ กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD, สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นที่ใช้ JPY หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้เป็น THB นั่นเอง. ทั้งนี้ บิทคอยน์ถือว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกลุเงินอื่น ๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิเช่น สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH, สกุลเงิน Ripple ที่ใช้ตัวย่อว่า XRP และสกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC. แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ บิทคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดนั่นเอง.

บิทคอยน์เกิดขึ้นมาอย่างไร?

บิทคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ว่ามีคนต้องการระบบเงินใหม่ที่ไม่ถูกตรวจสอบขึ้นมา จากเดิมที่มีระบบธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลางนั้นเอง แต่กระบวนการเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย. จึงมีการสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า "Blockchain" ออกมา ซึ่งเป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อและเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล. จากการปั๊มเงินออกมาเรื่อย ๆ ได้ตามใจชอบ โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านหน่วย ทำให้บิทคอยน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อ ต่อมาถูกเผยแพร่ในรูปแบบซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซในปี พ.ศ. 2552. ซึ่งเป็นระบบจ่ายเงินที่อ้างอิงอยู่บนการถอดสมการคณิตศาสตร์ โดยจุดประสงค์ของเขาคือการสร้างสกุลเงินที่เป็นอิสระจากรัฐบาลและธนาคาร, สามารถส่งหากันผ่านระบบอินเทอร์เนตและมีค่าธรรมเนียมที่ถูกมากๆ.

ที่มาของชื่อคำว่า บิตคอยน์ ปรากฏขึ้นครั้งแรกและถูกให้ความหมายในสมุดปกขาว (white paper) ที่ถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2541] เป็นการรวมคำว่า บิต และ คอยน์ เข้าด้วยกัน.บิทคอยน์แตกต่างจากสกุลเงินทั่วๆไป เพราะ สามารถใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าออนไลน์ อาจคล้ายกับระบบซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วๆไปที่ใช้บัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต.อย่างไรก็ตาม ความพิเศษของ บิทคอยน์ ที่เป็นตัวช่วยให้มันเป็นที่นิยมคือมันถูกควบคุมแบบกระจาย (decentralize) กล่าวคือไม่มีสถาบันการเงินไหนสามารถควบคุมบิทคอยน์ได้ ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนที่เลือกใช้ บิทคอยน์ ส่วนใหญ่สบายใจเนื่องจากแม้แต่ธนาคารก็ไม่สามารถควบคุม บิทคอยน์ได้, ไม่มีใครสามารถพิมพ์ Bitcoin ได้ เพราะมันเป็นสกุลเงินที่ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนกับธนบัตรที่ถูกพิมพ์โดยรัฐบาล, ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร และมันมีกฏเกณฑ์ในตัวของมันเอง. ในขณะที่ธนาคารกลางบางประเทศสามารถที่จะพิมพ์เงินได้เองเพื่อกู้วิกฤติหนี้แห่งชาติ หรือประกาศอ่อนค่าเงินของตัวเอง แต่ บิทคอยน์ ถูกสร้างขึ้นโดยเป็นเหมือนกับไฟล์คอมพิวเตอร์ โดยกลุ่มนักพัฒนาอิสระที่ใครๆก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้.บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วย 'การขุด' (mining, การทำเหมือง) และสามารถแลกเป็นสกุลเงินอื่นได้ ซื้อสินค้า และบริการ ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 มีร้านค้ากว่า 100,000 ร้านยอมรับการจ่ายเงินด้วยบิตคอยน์. งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประมาณว่าใน พ.ศ. 2560 มีผู้ใช้เงินตราแบบดิจิทัล 2.9 ถึง 5.8 ล้านคน โดยส่วนใหญ่แล้วใช้บิตคอยน์.

การจะผลิต บิทคอยน์ ขึ้นมาได้นั้นต้องใช้วิธีการ “ขุด” โดยการใช้คอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่บนเครือข่ายที่จัดวางไว้ให้เท่านั้นโดยเครือข่ายนี้ยังสามารถที่จะใช้เพื่อช่วยในการจัดการการโอนส่ง บิทคอยน์ ให้กันได้ ซึ่งหากจะเรียกแล้ว มันก็คือเครือข่ายส่วนตัวของ บิทคอยน์ นั่นเอง ดังนั้น บิทคอยน์ ก็สามารถถูกสร้างขึ้นมาแบบมีจำกัด ด้วยการมีอยู่ของระบบ บิทคอยน์ โพรโตคอล ซึ่งเปรียบเสมือนกับผู้คุมกฏแห่งเครือข่าย บิทคอยน์ ได้กล่าวไว้ว่า บิทคอยน์ จะสามารถที่จะถูกผลิตขึ้นมาได้เพียงแค่ 21 ล้าน บิทคอยน์ เท่านั้น. อย่างไรก็ตาม สามารถที่จะถูกแบ่งออกเป็นจำนวนย่อยๆได้ (โดยหน่วยที่เล็กที่สุดของ บิทคอยน์ คิดเป็นหนึ่งร้อยล้านต่อ 1 บิทคอยน์ โดยหน่วยนี้ถูกเรียกว่า “ซาโตชิ” เพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้สร้าง บิทคอยน์ )ซึ่งราคา บิทคอยน์ จะถูกอ้างอิงจากด้วยสมการทางคณิตศาสตร์.

ลักษณะเด่นของบิทคอยน์

ใช้เทคโนโลยีการกระจาย เครือข่าย ไม่ได้ถูกควบคุมโดยศูนย์กลางที่ไหนหรือใครคนใดคนหนึ่ง โดยเครื่องขุด บิทคอยน์ ทุกๆเครื่องมีส่วนช่วยในการทำธุรกรรมในการจ่ายเงินของ บิทคอยน์ และเครื่องขุดเหล่านี้ทำงานด้วยกันทั่วโลก ซึ่งแปลว่าในทางทฏษฎีแล้ว ทางรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจไม่สามารถที่จะเข้ามายึดหรือสั่งทำลายเครื่องขุด บิทคอยน์ เพียงแค่เครื่องใดเครื่องหนึ่งเพื่อหวังให้ระบบเครือข่ายของ บิทคอยน์นั้น ล่มสลายได้ หรือแม้แต่พยายามที่จะยึดเอา บิทคอยน์ มาเป็นของตัวเองแบบที่ธนาคารกลางแห่งยุโรปเคยพยายามลองทำมาแล้วที่ Cyprus ในปี 2013 แต่ก็ล้มเหลว หากอยากจะทำลาย บิทคอยน์ ให้หมดไปจากโลกนี้ ทางรัฐบาลอาจต้องไล่ทำลายเครื่องขุด บิทคอยน์ ที่มีกระจายไปอยู่ทั่วโลกนั่นเอง.

ง่ายต่อการติดตั้ง ธนาคารส่วนใหญ่มักจะพยายามหลอกล่อและเชิญให้คุณมาเปิดบัญชีธนาคารที่มีขั้นตอนการเปิดที่ยุ่งยาก ลืมเรื่องการเปิดบัญชีธนาคารเพื่อการค้าขายแบบง่ายๆไปได้เลย ในขณะเดียวกันการเปิดใช้งานกระเป๋า บิทคอยน์สามารถที่จะทำได้ให้เสร็จได้ง่ายในระดับวินาที ไม่มีคำถามมาถามให้กวนใจ และไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น.

ผู้ใช้งานสามารถที่จะถือบัญชี บิทคอยน์ ได้ทีละหลายๆบัญชี และบัญชีเหล่านั้นก็ไม่ได้มีชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของคุณมาเชื่อมกับมัน แต่มันโปร่งใสแบบ 100% รายละเอียดการเก็บ บิทคอยน์ นั้นละเอียดในระดับถึงขั้นที่สามารถตรวจจับไปจนถึงการโอนครั้งแรกตั้งแต่มี บิทคอยน์ มาเลยทีเดียว โดยสมุดบัญชีการโอนของ บิทคอยน์ นั้นเราจะเรียกมันว่าบล็อกเชน (Blockchain) โดยบล็อกเชนที่ว่านี้จะเปรียบเสมือนสมุดบัญชีธนาคารกลางที่สามารถบอกการเคลื่อนไหวของบัญชี บิทคอยน์ ทั่วโลก มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก เพราะธนาคารอาจจะคิดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินกับประมาณ 35-500 บาท แต่ Bitcoin ไม่มีเลย. การโอนที่รวดเร็วมาก สามารถที่จะส่ง บิทคอยน์ ไปหาใครก็ได้บนโลกนี้โดย บิทคอยน์ ที่ส่งข้ามโลกไปหาอีกคนนั้น จะไปปรากฏที่กระเป๋าเงินของในระดับนาที. มูลค่าของบิทคอยน์ และการยอมรับทางกฎหมาย

ในส่วนของมูลค่าบิทคอยน์นั้น จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนสกุลเงินอื่น ๆ ตามกลไกตลาด หรือที่เราเรียกว่าหลัก Demand Supply คือ ช่วงไหนที่ความต้องการบิทคอยน์ มีมากกว่าปริมาณบิทคอยน์ที่มีในระบบ ก็จะส่งผลให้มูลค่าบิทคอยน์เพิ่มขึ้น เช่น ในช่วงที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ด้วยเงินบิทคอยน์ กลับกันหากบิทคอยน์ในระบบมีมากเกินความต้องก็จะทำให้มูลค่าลดลง. โดยเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2560 บิทคอยน์ได้สร้างสถิติสูงสุดใหม่ คือ มีมูลค่าทะลุไปถึง 18,900 USD ต่อ 1 BTC หรือกว่า 600,000 บาทเลยทีเดียว จากการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน แม้จะมีกระแสคำเตือนต่าง ๆ จากนักวิเคราะห์ว่าอาจเกิด "ภาวะฟองสบู่" กับตลาดบิทคอยน์. ปัจจุบันนี้ (ณ เดือนสิงหาคม 2561) 1 BTC มีค่าเท่ากับ 6,466 USD หรือคิดเป็นเงินประมาณ 207,000 บาท ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2560. ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิทคอยน์ ถูกกำหนดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 ไว้ที่ 1 BTC เท่ากับ 0.000764 USD กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2553 บิทคอยน์สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC เท่ากับ 0.50 USD และค่อย ๆ มีมูลค่าขึ้นเป็นหลักหมื่นหลักพันเหรียญสหรัฐเหมือนในปัจจุบัน. ด้วยความนิยมที่สูงขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย ทำให้เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนแล้วว่า สามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยต้องผ่าน 7 สกุลเงินดิจิทัลที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งบิทคอยน์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น.

อย่างไรก็ดี จากที่กล่าวมาทั้งหมด บิทคอยน์ ถือเป็นสกุลเงินที่มีความเฉพาะตัว น่าสนใจในส่วนของนักลงทุน แต่ก็มีความใหม่หรือผันผวนอยู่ โดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งวันมูลค่าของบิทคอยน์จะเปลี่ยนแปลงประมาณ 5% ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลปกติหรือการลงทุนในหุ้นที่เฉลี่ยต่อวันจะเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ. ดังนั้น ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไร ควรจะต้องศึกษาข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อจะได้เพิ่มมาซึ่งกำไร ไม่เช่นนั้นอาจจะหมดตัวได้ง่าย ๆ เช่นกัน.