เมื่อการขายของออนไลน์กำลังมาแรง!! บางคนอาจทำเป็นอาชีพเสริม หรือลองเล่นๆเพื่อสร้างเงิน แต่บางคนกลับทำเป็นเรื่องจริงจัง หรือถึงขั้นลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจของตัวเองทางออนไลน์เลยก็มี เพราะความสะดวกที่หลายคนเลือกทำ ‘ร้านค้าออนไลน์’ เหตุผลแรกๆ ก็คงจะเป็นการลงทุนที่น้อยกว่าการเปิดร้านแบบมีทำเลที่ตั้ง หรือแม้แต่ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ เราก็ไม่ต้องไปทุ่มในตรงนั้นมาก ถ้ามีหน้าร้านในพื้นที่โซเชี่ยล หรือร้านแนว Market Place มีแค่ตัวกับใจ การลงทุนขายสินค้าออนไลน์ก็ทำได้แล้ว

แม้เป็นอาชีพยอดฮิต และถูกมองเป็นอันดับต้นๆ จากคนที่เบื่องานประจำ แต่ก็มีเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้ามด้วย ก่อนที่หลายคนจะผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กันเต็มตัว บทความนี้ก็อยากจะมาแชร์เทคนิค และความเข้าใจเรื่องประเภทเงินได้ที่มาจากร้านค้าออนไลน์ของเรา รวมถึงกติกาใหม่ๆในการเสียภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ด้วย เพื่อที่เราจะยึดเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก ได้อย่างมั่นใจ และมั่นคงมากขึ้น ทั้งรูปแบบร้านค้า เรื่องของบัญชี และการคำนวณภาษีเบื้องต้น มาดูแบบแผนที่ว่ากันเลย

รูปแบบร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบัน

ร้านค้าทางออนไลน์ คือ รูปแบบการซื้อและขายสินค้า ระหว่างผู้ประกอบการต่างๆ กับลูกค้า โดยมีสื่อกลางเป็นระบบออนไลน์ ด้วยเว็บไซต์ชั้นนำ หรืออาจเป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการรซื้อขาย ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกชม ดู และรับการบริการ ได้จากผู้ขายตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

โดยส่วนของร้านค้าออนไลน์เอง ก็จะถูกออกแบบให้มีลักษณะที่พร้อมแสดงรายละเอียดของสินค้า แสดงราคา และการบริการที่มีอยู่ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาชม ก็สามารถซื้อผ่านเว็บไซต์ได้สะดวกมากขึ้น ถือว่าช่วยผู้ขายเองด้วยให้มีการบริการที่ทันกับยุคสมัย ขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง และประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของต้นทุนไปได้อีกมาก โดยรูปแบบของร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ

ขายผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย

เพราะทุกวันนี้ กลุ่มลูกค้าทางธุรกิจส่วนใหญ่ต่างใช้งาน Facebook , Line และ Instagram กันอยู่แล้ว การขายของให้ลูกค้ากลุ่มนี้ทางออนไลน์จึงช่วยให้เข้าถึงได้มากกว่า รวดเร็ว และสะดวก ถือเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ที่ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ทำกัน

โดยการขายผ่านช่องทางนี้ ผู้ขายเองจะต้องมี Account ก่อน อาจสร้างขึ้นใหม่โดยเฉพาะ หรือเป็นส่วนบุคคล เพื่อเข้าถึงลูกค้าผู้ใช้จริงเป็นกลุ่มๆ เช่น เสื้อผ้าวินเทจ อาหารและขนม ไปจนถึงเครื่องสำอางค์แบรนด์ดัง ซึ่งช่องทางนี้นับว่าทำได้ง่าย และซื้อขายคล่อง เหมาะกับพ่อค้าแม้ค้ามือใหม่

ขายผ่านเว็บไซต์แนว Market Place

ปัจจุบันมีเว็บไซต์แนว Market place เกิดขึ้นอย่างมากมาย ที่จะมีบริการขั้นพื้นฐานในการสนับสนุนให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถทำการติดต่อกันได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น มีทั้งชื่อคุ้นหูแนวต่างประเทศอย่าง Ebay.com หรือ Amazon.com

และในบ้านเรา เว็บไซต์แนว Market place ที่ติดอันดับก็เช่น Shopee , Lazada , Kaidee.com , Tarad , Weloveshopping และ Pantip Market เป็นต้น ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีเงื่อนไขการสมัครหรือค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป อยู่ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่สนใจต้องศึกษาเพิ่มเติมก่อนเริ่มต้นการขาย

ขายผ่านเว็บไซต์หลักของตน

สำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้ามาลงทุนอย่างเต็มตัว ก็อาจอยากมีเว็บไซต์ในการขายสินค้าเป็นแบบส่วนตัว ที่จะมีสินค้าและบริการของเราเท่านั้น แต่ก็ต้องตามมาด้วยต้นทุนเริ่มต้นในการทำ เพราะหากไม่ใช่ฟรีเว็บไซต์ จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 20,000 บาท

และยังมีการออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับรูปแบบสินค้าและบริการที่เราอาจต้องศึกษาอีกเพิ่มเติม เช่น Branding และการตลาดออนไลน์  แต่การลงทุนรูปแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ชื่อสินค้าเป็นที่รู้จักและติดตลาดเร็วขึ้น เมื่อมีเว็บไซต์ในการซื้อ-ขายเป็นของตัวเอง ก็จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขายกันไปได้อีกยาวๆเลยด้วย

รูปแบบบัญชีและการตั้งรับกับภาษี

การอยู่ในที่ไหน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย เราก็ต้องมีกฎเกณฑ์ ในเรื่องการค้าขายแบบออนไลน์ก็เช่นกัน หนึ่งในนั้น ที่เป็นตัวกำหนดรูปแบบการค้าของเราก็น่าจะเป็นเรื่อง ‘การเสียภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์’ ที่เป็นแนวทางให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อย่างเราต้องเดินตามให้ถูกต้อง โดยกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุด และเป็นฉบับปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 21 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ด้วยมาตราการเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ ที่จริงจังกว่าเดิม ให้ทุกสถาบันการเงินรายงานธุรกรรมแนวนี้ต่อกรมสรรพากร ภายใน 31 มีนาคม 2563 คือการกำหนดให้ผู้ให้บริการรายงานข้อมูลบัญชีธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในบัญชี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่ทำธุรกรรมการค้าภายในประเทศ มีเงื่อนไขเฉพาะขึ้น รายเอียดดังนี้

  • มียอดฝากหรือการโอนเข้าทุกบัญชี ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป
  • มีการฝากหรือโอนเงินเข้าบัญชี ตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีขึ้น
  • หากไม่ถึง 3,000 ครั้งต่อปี แต่มียอดเงินขารับรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป

ก็จะมีสิทธิ์ถูกตรวจสอบเข้มกว่าเดิม แล้วกรมสรรพากรก็จะนำข้อมูลเกี่ยวกับ เลขบัตรประจำตัวประชาชน , ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชีเงินฝาก รวมถึงจำนวนการฝากและรับโอนเงิน เพื่อเก็บยอดรวมทั้งหมดเพื่อดำเนินการในการเก็บภาษีในจำนวนที่ถูกต้องต่อไป ส่วนการตั้งรับกับแผนภาษีอีเพย์เม้นต์แบบนี้ หากเราที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไม่อยู่ในเกณฑ์ 3 ข้อที่กล่าวไป ก็สามารถแสดงการยื่นภาษีประจำปีแบบปกติได้เลย ตามกำหนด เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาทต่อปีขึ้นไป หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT หากมีรายได้มากกว่า 1,800,000 บาท ต่อปี จะเรียกเก็บอยู่ที่ 7 %

รูปแบบภาษีและวิธีคำนวณแบบเข้าใจง่าย

ในการเปิดร้านค้าออนไลน์นั้น หากเราไม่ได้มีบริษัทจดทะเบียน หรือรูปแบบเป็นบริษัท ก็ยังจัดว่าเราอยู่ในรูปแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ หรือในเงินได้ประเภทที่ 8 คือเงินได้ในการค้าขาย ซึ่งก็จะมีช่วงเวลา 2 ช่วงที่เราต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือ คือ การยื่นภาษีช่วงสิ้นปี โดยแบบ ภ.ง.ด. 90 ในเดือน มกราคม - มีนาคม เพื่อสรุปรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงปี และ การยื่นภาษีกลางปี โดยแบบ ภ.ง.ด. 94 ในเดือน กรฎาคม - กันยายน เพื่อสรุปรายได้ครึ่งปีหลัง และหาค่าลดหย่อนภาษีตามแต่ละกรณี และในการคำนวณเราอาจมองหาตัวช่วยเพื่อความสะดวกอย่างแอพพลิเคชั่นการเงินเพื่อคำนวนภาษีก็ทำได้อีกด้วย เช่น RD Smart Tax , iTAX Pro หรือเว็บไซต์ทางการของธนาคาร เป็นต้น

ซึ่งค่าใช้จ่ายที่จะมีการนำมาคิดเพื่อเสียภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ จะมีอยู่ 3 แบบ คือ

  • การหักค่าใช้จ่ายอัตรา 60 % สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ไม่ได้ผลิตเอง แต่มีรูปแบบซื้อมาและขายไป
  • การหักค่าใช้จ่ายตามจริง สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มีการผลิตสินค้าเอง
  • การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมารวม คือ การคิดภาษี 0.5% หากมีการขายยอดมากกว่า 1 ล้านบาท
 โดยปกติ ร้านค้าออนไลน์ จะมีหลักการคำนวณภาษี ใน 2 แบบ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีแบบนิติบุคคล  แต่หากเราไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์เป็นบริษัท ก็จะมีสูตรการคำนวณในแบบภาษีรายได้บุคคลธรรมดา คือ

(รายได้ - ค่าใช้จ่าย  - ค่าลดหย่อน) X อัตราภาษี = ภาษีที่เราต้องจ่าย

ที่จะมีขั้นบันไดในการหา รายได้สุทธิ ต่อไป ตามตารางอัตราภาษีเพื่อคำนวณภาษีของเรา คือ

0 - 150,000 ได้รับการยกเว้นภาษี
150,001 - 300,000 5%
300,001 - 500,000 10%
500,001 - 750,000 15%
750,001 - 1,000,000 20%
1,000,001 - 2,000,000 25%
2,000,001 - 5,000,000 30%
5,000,001 บาทขึ้นไป 30%

ส่วนการจดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดทะเบียนการค้าหรือไม่ จะไม่มีผลต่อการเสียภาษีของร้านค้าออนไลน์ แค่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกความมีตัวตนของธุรกิจ หรือมีสิทธิพิเศษบางอย่างจากระทรวงพาณิชย์ แต่หากเราจดแบบบริษัท คือเปลี่ยนตัวเองจากบุคคลธรรมดาไปเป็นนิติบุคคล จะมีผลต่ออัตราภาษี ซึ่งอาจจะมีผลที่คุ้มค่ากว่าเมื่อมองแบบองค์รวม

เราสามารถจัดการกับภาษีร้านค้าออนไลน์ในแบบที่ถูกต้องได้ ไม่ยากเลย!

เพราะการมีร้านค้าออนไลน์ช่วยเราสร้างรายได้ได้ดีกว่าที่คิด แถมยังสามารถทำควบคู่ไปกับงานประจำที่ทำอยู่ก็ได้ไม่ติดขัด ถือว่าเป็นอาชีพยอดนิยมไปแล้วในช่วงนี้ แต่เมื่อมีรายได้ที่เพิ่มเข้ามาในรูปแบบนี้ หลายคนอาจกังวลในเรื่องหน้าที่ในการเสียภาษี ความจริงก็คือ ภาษีอีเพย์เม้นท์สำหรับร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ยากเกินเราจะตั้งรับ เพราะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคใหม่ สามารถจัดการกับมันได้อย่างถูกต้อง เพียงรู้หลักการวางแผนเบื้องต้นเหมือนที่กล่าวมา ทั้งรูปแบบร้านค้าออนไลน์ที่ตรงกับเรา รูปแบบบัญชี และรูปแบบภาษีเพื่อคำนวณล่วงหน้า

ซึ่งหลักการเตรียมตัวเพื่อเสียภาษี แม้เราเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ก็สามารถวางแผนเพื่อความปลอดภัยหายห่วงกับเรื่องภาษีย้อนหลังได้ โดยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้พร้อม เพื่อใส่ใจรายละเอียดในส่วนของตัวเลขต่างๆ และเก็บหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการค้า หรือธุรกรรมการเงินไว้ให้ครบถ้วน จะมากหรือน้อยก็ควรมีไว้ก่อน เพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการยื่นเสียภาษี และเราอาจเพิ่มความมั่นใจได้ด้วยการศึกษาเรื่องราวภาษีที่เหมาะกับเราให้ละเอียดมากขึ้น ทั้งประเภทนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา และภาษีอีเพย์เม้นต์สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มีเกณฑ์ตามยอด หากเรามียอดโอนเพื่อซื้อขายไม่ถึง 3000 ครั้งต่อปี หรือยอดรวมไม่ถึง สองล้านบาท ก็แค่ยื่นภาษีแสดงรายได้รายปีก็เพียงพอแล้ว เพียงแค่นี้ เราก็ปลอดภัยกว่า และค้าขายได้อย่างมั่นใจแล้ว