สินเชื่อคืออะไร?

สินเชื่อคือการบริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ให้ลูกค้ากู้ยืมเป็นเงินก้อนเพื่อที่ลูกค้าสามารถนำเงินนั้นไปใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการซึ่งทางธนาคารหรือสถาบันการเงินได้กำหนดให้ลูกค้าผ่อนจ่ายรายเดือนพร้อมเงินต้นและดอกเบี้ยโดยมีอัตรา การกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไข สินเชื่อมีหลายประเภทที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการและตามความเหมาะสมของสภาพการณ์ของแต่ละคนซึ่งเหมาะที่จะเป็นทางเลือกของลูกค้าที่จำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินชีวิตโดยที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณาการอนุมัติ จะต้องมีการเช็คประวัติจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือ Credit Bureau ที่จัดแสดงข้อมูลการใช้เงิน ธุรกรรมการเงินทุกๆอย่าง หนี้สินต่างๆ ทั้งหนี้สินที่ดีและหนี้สินที่เสีย หรือยังรู้ว่าใครเคยผิดชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ก็ตามซึ่งเป็นข้อมูลที่ให้ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินและจะไม่อนุมัติการขอกู้เงิน

สะดวกของ่ายแต่มีความเสี่ยง

สถาบันการเงินและการธนาคารได้บริการสินเชื่อแก่ลูกค้า เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถนำเงินในการกู้ยืมไปใช้ตามวัตถุประสงค์ในการขอยื่นกู้ ซึ่งทางสถาบันการเงินและการธนาคารได้กำหนดคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อและศักยภาพในการผ่อนชำระ ซึ่งส่วนมากผู้ที่ขอสินเชื่อมีคุณสมบัติครบก็จะได้รับอนุมัติสินเชื่อนั้นทันทีแต่สิ่งสำคัญที่หลายคนคิดไม่ถึงนั่นคือการขอสินเชื่ออาจดูว่าสะดวกเเละของ่ายแต่ก็อย่าลืมว่ามีความเสี่ยงเหมือนกันในช่วงที่ผ่อนชำระค่างวดซึ่งเราคิดคำนวณแล้วว่าจะไม่มีปัญหาแต่อะไรก็เกิดขึ้นได้บางครั้งเราต้องใช้เงินฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นซึ่งนั่นทำให้เราต้องเอาเงินที่ไว้ผ่อนชำระค่างวดนำไปใช้ก่อนทำให้เราไม่สามารถผ่อนชำระได้ยิ่งในช่วงนี้เกิดโรคระบาดทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ทุกคนเดือดร้อนกันหมดซึ่งสินเชื่อบางประเภทถ้าเราไม่สามารถส่งงวดผ่อนชำระได้จะปรับดอกเบี้ยทบต้น หรือถ้าค้างชำระหลายงวดอาจจะต้องโดนยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อมีประเภทแบบไหนบ้าง?

การให้การบริการกลับลูกค้าต้องมีสิ่งของหลายอย่างเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามความต้องการเช่นเดียวกับการบริการสินเชื่อจะมีหลายประเภทที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามประเภท คือ:

  1. ประเภทระยะเวลาซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น สินเชื่อระยะสั้น, สินเชื่อระยะกลาง, สินเชื่อระยะยาว

  2. ประเภทตามวัตถุประสงค์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น สินเชื่อเพื่อการบริโภค, สินเชื่อเพื่อการค้า, สินเชื่อเพื่อการลงทุน

  3. ผู้ขอสินเชื่อซึ่งแบ่งออกเป็น ผู้ขอสินเชื่อประเภทบุคคล, ผู้ขอสินเชื่อเป็นนิติบุคคล, ผู้ขอสินเชื่อเป็น หน่วยงานรัฐหรือรัฐบาล

  4. ตามผู้ให้สินเชื่อ แบ่งออกเป็น บุคคลผู้ให้กู้, สถาบันการเงินให้กู้, หน่วยงานอื่นๆให้กู้

  5. ตามสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันกับ สินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อบ้านคืออะไร?

มีใครบ้างที่ไม่ฝันว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ก็คงไม่มีใครที่จะคิดอย่างนั้นเพราะบ้านเป็นจุดรวมของสมาชิกคนในครอบครัวดังนั้นการมีบ้านสักหลังจึงเป็นความฝันของใครๆอีกหลายคน ในยุคนี้มีบ้านดีๆสักหลังก็ยากพอสมควร ดังนั้นสินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัยจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ให้กับใครอีกหลายคน ซึ่งสินเชื่อบ้านเป็นการทำการกู้ยืมมาจากธนาคารในระยะยาวเพี่อเอามาสร้างหรือซื้อบ้าน ทาวเฮ้าส์ ทาวโฮม คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ ตามที่เราต้องการโดยที่เรานำที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันในการจำนองให้แก่ธนาคารที่เราไปขอกู้สินเชื่อ หรือถ้าเรามีสินเชื่อบ้านอยู่แล้วแต่อยากเปลี่ยนสถาบันการเงินใหม่ที่มีข้อเสนอดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระที่ดีกว่าซึ่งเราเรียกว่ารีไฟแนนซ์บ้านเราก็สามารถทำการไถ่ถอนสินเชื่อเดิมที่มีอยู่และมาเข้ากับธนาคารใหม่ เมื่อคุณดำเนินการสมัครขอสินเชื่อเรียบร้อยและสินเชื่อได้รับการอนุมัติจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร แล้ว หลังจากนั้นจะมีการต้องทำสัญญากับ สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับคุณและมีการระบุจำนวนเงินผ่อนรายเดือนระยะเวลา หรือจำนวนงวดที่คุณจะต้องผ่อนชำระ

อยากขอสินเชื่อบ้าน มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

บ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ผู้คนปัจจุบันนี้ต้องการมีมากที่สุด และเดี๋ยวนี้การมีบ้านสักหนึ่งหลังก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปเพียงแค่คุณขอสินเชื่อบ้านกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน

โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ต้องศึกษาดูว่ามีธนาคารไหนบ้างที่ให้กู้สำหรับสินเชื่อบ้านและเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยกับระยะเวลาที่ต้องผ่อน

  2. มีประวัติการเงินที่ดี นั่นหมายถึงกรณีที่ผู้ขอกู้มีประวัติที่ไม่เคยผิดค้างชำระมาก่อน และมีรายได้สม่ำเสมอ

  3. ติดต่อฝ่ายสินเชื่อของธนาคารโดยเตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อแสดงความจำนงขอกู้ และหลังจากยื่นกู้แล้วจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาหลักประกัน

  4. ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาจำนองเป็นหลักประกันซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลาประมาณ2-7 วัน

  5. ธนาคารจะพิจารณาคำขอกู้เงินโดยวิเคราะห์จากรายได้ประจำ สภาพคล่องทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระและหลักประกันของผู้ขอซึ่งทางธนาคารจะแจ้งผลอนุมัติการขอกู้เงินทราบภายหลัง1-3 สัปดาห์

  6. เมื่อได้รับอนุมัติการกู้แล้วผู้กู้จะต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองพร้อมเงิน นัดวันไปตามนิติกรรมจำนองที่สำนักงานที่ดิน

  7. ในวันโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของธนาคารจะต้องไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินเป็นค่าจดทะเบียนจำนองตามปกติร้อยละ 1 ของวงเงินกู้และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ร้อยละ 2 ของราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ่งส่วนนี้แล้วแต่ผู้ขายหรือว่าผู้ซื้อจะเป็นคนจ่าย

  8. เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ธนาคารจะจ่ายเงินกู้ให้ผู้กู้ซื้อบ้านเป็นแคชเชียร์เช็คเพื่อให้ผู้กู้จ่ายเงินคงเหลือให้กับผู้ขาย ผู้กู้ก็มีกรรมสิทธิ์เข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่ได้และจะต้องผ่อนจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนกับธนาคารจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาหรือผู้กู้สามารถปิดบัญชีได้เร็ว กว่ากำหนด

สินเชื่อบ้านมีอัตราดอกเบี้ยอะไรบ้างที่คุณควรรู้?

การมีบ้านเป็นของตัวเองเป็นความฝันของใครๆหลายคน ยิ่งเดี๋ยวนี้มีสถาบันการเงินและการ ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อสำหรับบ้านซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีบ้านเป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้น และในการที่ จะขอสินเชื่อบ้านเราต้องดูว่ามีอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่เพื่อที่จะวางแผนการเงินล่วงหน้าและควบคุมค่าใช้จ่ายได้และจะช่วยให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถปลดหนี้ได้ไวขึ้นเรามาดูกันว่าธนาคารมีวิธีคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีการคิดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็จะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ

  1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) อัตราดอกเบี้ยนี้มีการกำหนดตัวเลขที่แน่นอน จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามความผันผวนของธนาคารหรือต้นทุน ช่วยให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนตามเงื่อนไขสัญญาของสถาบันการเงินหรือธนาคาร

  2. อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามข้อกำหนดแต่ละธนาคารซึ่งปรับขึ้นลงตามสถานการณ์ตลาดการเงิน โดยใช้อัตราดอกเบี้ย MRR และMLR ซึ่งผู้ขอสินเชื่อจะได้รับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ ส่วนต่างระหว่างรายได้และรายจ่ายหรือมุระค่าสินทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร?

สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินสดเป็นสินเชื่อเงินกู้ที่ให้เฉพาะคน ซึ่งจะพิจารณาจากคนเดียวโดยดูจากอายุ รายได้ ตำแหน่งการงาน หนี้สินต่างๆของบุคคลนั้นนั้นที่ลูกค้ากู้ยืมเงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินโดยมีหลักทรัพย์หรือไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ซึ่งทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อนี้เป็นวงเงินอัตราสูงสุด 5 เท่าของเงินเดือนหรือของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันโดยจะโอนเงินผ่านทางบัญชีธนาคารที่ระบุไว้ในใบสมัคร และสามารถนำเงินสดมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งต่างจากบัตรเครดิตที่มีเงินอยู่ในบัตรเมื่อจะใช้จ่ายต้องผ่านเครื่องรูดบัตรเท่านั้น ส่วนข้อดีของสินเชื่อส่วนบุคคลเมื่อนำเงินสดมาใช้ก็สามารถทยอยผ่อนชำระได้ในแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินที่เท่ากันหรือสามารถชำระเต็มจำนวนก็ได้โดยไม่มีดอกเบี้ยซึ่งแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคารที่จะกำหนด และผู้กู้ยังสามารถผ่อนชำระได้นาน 12-48 เดือนในกรณีที่มียอดกู้หลักแสนขึ้นไป ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะกับผู้ที่ต้องการจะให้เงินก้อนมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจหรือกรณีผู้กู้ที่ต้องการจะใช้เงินฉุกเฉิน

อยากขอสินเชือส่วนบุคคล มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

เมื่อคุณต้องการเงินสักก้อนหนึ่งไว้ใช้จ่ายหรือทำธุรกิจมันไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปเพราะว่าเดี๋ยวนี้การขอสินเชื่อส่วนบุคคลใครก็สามารถขอได้ เพียงแค่คุณมีอายุ 20 ปีขึ้นไปมีรายได้ประจำ หรือรายได้อิสระคุณก็สามารถยื่นเรื่องขออนุมัติสินเชื่อได้ซึ่งใน

ขั้นตอนการขออนุมัติสินเชื่อมีดังต่อไปนี้

  1. ยื่นคำขอสินเชื่อที่สาขาธนาคารโดยที่คุณสามารถยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบ ได้ที่สาขาทุกธนาคารที่คุณสะดวกจากนั้นเจ้าหน้าที่จะพิจารณาสินเชื่อเบื้องต้น เพื่อจะประเมินความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ของคุณโดยจะพิจารณารายได้ ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว หนี้สินที่คุณมีอยู่

  2. ส่งใบคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารประกอบเพื่อรอการพิจารณาอนุมัติ ส่วนนี้เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเป็นคนดำเนินการโดยการส่งใบคำขอสินเชื่อของคุณร้องเอกสารต่างๆไปยังศูนย์สินเชื่ออุปโภคบริโภคเพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อซึ่งเจ้าหน้าที่จะ พิจารณาจาก คุณสมบัติของผู้กู้ วัตถุประสงค์การขอสินเชื่อ ความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ และประเภทและมูลค่าของหลักประกัน เมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วจะติดต่อคุณ ภายใน7 วันทำการในกรนีที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อจะประเมินมูลค่าหลักทรัพย์นั้น

  3. ธนาคารจะแจ้งผลพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ทราบภายใน 10 วันเพื่อเตรียมนัดวันทำสัญญาแค่นี้คุณก็สามารถมีเงินไว้ใช้ได้

สินเชื่อส่วนบุคคลมีอัตราดอกเบี้ยอะไรบ้างที่ควรรู้?

เมื่อคิดถึงการขอสินเชื่อหลายคนกังวลว่าทางสถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติหรือไม่และจะต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไร วันนี้มาดูกันว่าสินเชื่อส่วนบุคคล มีอัตราดอกเบี้ยแบบไหนบ้าง

  1. อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งหมายถึงกรณีที่คุณชำระเงินต้น ไปมากเท่าไหร่จำนวนเงินต้นที่คงเหลือ จะนำมาคำนวณดอกเบี้ยก็จะยิ่งน้อยลงโดยดอกเบี้ยจะถูกคิดคำนวณเป็นรายวันจากเงินต้นที่เหลือในแต่ละเดือนเราต้องเรียกว่าว่า อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนั้นเอง และดอกเบี้ยประเภทนี้เป็นดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

  2. อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้แบบตายตัวซึ่งจะคำนวณให้เท่ากันแต่ละเดือนซึ่งผู้ขอสินเชื่อจะต้องจ่ายชำระเท่ากันทุกเดือนตลอดอายุสัญญาเงินกู้ไม่ว่าคุณจะจ่ายเงินต้นให้ลดลงน้อยเท่าไหร่ดอกเบี้ยที่คุณได้รับนั้นจะไม่ได้ลดลงไปเลย แต่จะมีผลดีเพียงแค่คุณสามารถผ่อนชำระหมดเร็วขึ้นเท่านั้นอัตราดอกเบี้ยนี้จะใช้ในสินเชื่อรถยนต์นั้นเอง

  3. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate)  เป็นอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินเปลี่ยนแปลงจะปรับขึ้นและลงตามสภาวะเศรษฐกิจซึ่งไม่สามารถคาดคะเนได้ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารดังนั้นถ้าปีไหนดอกเบี้ยถูกคุณก็จะได้จ่ายดอกเบี้ยที่ถูกลงแต่ถ้าปีไหนดอกเบี้ยแพงคุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัวนี้จะใช้กับการขอสินเชื่อบ้าน

สินเชื่อรถยนต์คืออะไร?

ทุกวันนี้รถยนต์เป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นสำหรับบุคคลดังนั้นการมีรถไว้ใช้ ไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปเพราะว่าทางสถาบันการเงินหรือธนาคารได้มีสินเชื่อสำหรับรถยนต์เพื่อให้ลูกค้าได้มีอีกทางเลือกหนึ่ง ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่สามารถซื้อรถยนต์เป็นเงินสดได้ ซึ่งทางสถาบันการเงินหรือธนาคารจะเป็นผู้ออกเงินให้แทน แล้วผู้ซื้อจะผ่อนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับทางสถาบันการเงินเหล่านั้นโดยที่ผู้ซื้อยังสามารถครอบครองและมีสิทธิในการใช้รถยนต์ได้ตามปกติดังนั้น สินเชื่อรถยนต์มี 2 รูปแบบ

  1. สินเชื่อเล่าซื้อรถยนต์ เป็นการทำสัญญาซื้อขาย ระหว่างผู้ซื้อกับบริษัทจำหน่ายรถยนต์โดยทำสัญญาเช่าซื้อผ่านคนกลางซึ่งก็คือสถาบันการเงินต่างๆโดยที่สถาบันการเงินจะจ่าย เงินแทนผู้ซื้อให้กับโชว์รูมแล้วผู้ซื้อจะต้อง ผ่อนจ่ายชำระเงินต้นกับดอกเบี้ยให้กับทางบริษัทสินเชื่อด้วยตัวเอง

  2. สินเชื่อระบบไฟแนนซ์ สินเชื่อนี้คือผู้ที่มีรถอยู่แล้วทุก ประเภท ทุกรุ่นซึ่งผ่านการผ่อนชำระหมดเรียบร้อยแล้วแต่เมื่อจำเป็นต้องการเงินมาใช้จ่ายก็สามารถนำรถที่มีอยู่ไปเข้าระบบไฟแนนซ์เพื่อจะได้เงินมาโดยนำรถยนต์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและสถาบันการเงินหรือธนาคารจะประเมินราคาตามสภาพของรถแต่ละคันว่าผู้ขอสินเชื่อจะได้เงินเท่าไหร่

อยากขอสินเชื่อรถยนต์ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

เดี๋ยวนี้รถมือสองเป็นที่ต้องการของผู้คนเป็นจำนวนมากและราคาไม่สูงเกินไป และถ้าเลือกรถสภาพดีดีคุณก็สามารถได้รถที่คุ้มค่ากับราคาสำหรับผู้ที่ต้องการรถมือสองแต่ไม่สามารถจ่ายเงินเต็มจำนวนได้ทางเรามีขั้นตอนสำหรับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อซื้อรถมือสอง

1.ก่อนอื่นเราต้องศึกษาว่าสถาบันการเงินไหนที่มั่นคงและน่าเชื่อถือทั้งยังให้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า

  1. สำรวจตัวเองในเรื่องความพร้อมอันนี้คือสิ่งสำคัญ ว่าเรามีงบในการซื้อเท่าไหร่ จะต้องดาวน์แค่ไหน จะขอกู้จากไฟแนนซ์เท่าไหร่ และความสามารถในการผ่อนชำระเดือนละเท่าไหร่

  2. เตรียมเอกสารให้พร้อม เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชีธนาคาร

  3. ยื่นเอกสาร  เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำในเรื่องเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการยื่น เมื่อเอกสารเรียบร้อย ต้องใช้เวลาอนุมัติอยู่ที่ 3-7วันทำการเพื่อที่ฝ่ายประเมินสินเชื่อจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ

  4. อนุมัติ ทำสัญญากู้ได้ เมื่อถึงตอนนี้คุณต้องตัดสินใจเลือกว่าระยะเวลาการผ่อนชำระว่าต้องการจะผ่อนกี่งวด

  5. วันรับรถ ผู้ขายจะให้เล่มทะเบียนรถไว้กับทางไฟแนนซ์พร้อมกับเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของไฟแนนซ์แล้วชื่อผู้ครอบครองจะเป็นชื่อของคุณโดยคุณจะได้สำเนาทะเบียนรถพร้อมกับรถกลับมา ทะเบียนรถตัวจริงคุณจะได้เมื่อคุณผ่อนค่างวดครบหรือปิดไฟแนนซ์เรียบร้อยแล้ว  แค่นี้คุณก็สามารถมีรถไว้ใช้

สินเชื่อรถยนต์มีอัตราดอกเบี้ยอะไรบ้างที่คุณควรรู้?

มีใครบ้างที่ต้องการซื้อรถใหม่หรือรถมือสองเลยอยากรู้ว่ามีกันตอนในการคิดคำนวนดอกเบี้ยอย่างไรดิฉันจะมานำเสนอการคิดสินเชื่อรถยนต์ในอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ นะคะสมมุติว่าคุณต้องการซื้อรถราคา 500,000 บาทและคุณมีเงินดาวน์ อยู่ตรที่ 100,000 บาทนั่นหมายความว่าคุณต้องขอสินเชื่อเป็นเงิน 400,000 บาทโดยที่สถาบันการเงิน ที่คุณขอ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.5% และคุณต้องการผ่อนจ่ายชำระ 4ปีดังนั้นคุณต้องจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเดือนละเท่าไหร่

วิธีคำนวณ: ดอกเบี้ย 2.5%ของ  400,000บาท = 400,000x2.5%=10,000 บาทต่อปี ในระยะเวลา4 ปีจะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 10,000 x 4=40,000บาท เมื่อรวมเข้ากับยอดจัด 400,000+40,000 บาท =440,000บาท ดังนั้นคุณต้องจ่ายชำระเป็นเงินเดือนละ 440,000  / 48= 9167.6บาท  และถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินก้อนมาโป๊ะเพิ่มคุณยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดที่มีอยู่

สินเชื่อรถจักรยานยนต์คืออะไร?

ทุกวันนี้ผู้คนสามารถนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปยื่นขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้นและสินเชื่อรถจักรยานยนต์เป็นสินเชื่อหนึ่งที่ช่วยให้คนที่เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ต้องการใช้เงินด่วนหรือฉุกเฉินได้เพียงแค่คุณมีเล่มทะเบียนรถเล่มทะเบียนรถซึ่งมีอายุรถสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หรือ 15 ปีคุณก็สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ซึ่งจะได้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 110% ของราคาประเมิน(แล้วแต่สถาบันการเงินนั้นๆ เป็นผู้กำหนด) โดยที่คุณสามารถเลือกผ่อนชำระ ให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้ตั้งแต่ 6-30 เดือน(ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินนั้นๆที่จะกำหนด) และคุณยังสามารถปิดบัญชีก่อนได้และในการขอสินเชื่อรถจักรยานยนต์คุณยังมีรถไว้ใช้เหมือนเดิมเพียงแค่เล่มทะเบียนรถเท่านั้นที่จะอยู่กับบริษัท ซึ่งเดี๋ยวนี้การสมัครขอสินเชื่อรถจักรยานยนต์สามารถทำได้ง่ายว่องไวและอนุมัติได้เร็วเพียงแค่คุณสมัครทางออนไลน์ก็จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปเลยให้คุณไปยื่นเอกสารที่สำนักงานใกล้ๆบ้านของคุณได้เลย คุณก็สามารถได้รับเงินสดไว้ใช้ง่ายๆแค่นั้นเอง

อยากขอสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

มีบริการขอสินเชื่อรถจักรยานยนต์ที่ให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการเงินด่วนเปลี่ยนแค่คุณเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ ที่ไม่มีภาระหนี้สินก็สามารถนำเล่มทะเบียนขอสินเชื่อได้เพียงแค่คุณไปติดต่อกับสถาบันการเงินที่ให้บริการขอสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดยที่คุณต้องเตรียมเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เล่มทะเบียนรถตัวจริง ไปที่บริษัทพร้อมกับรถจักรยานยนต์แล้วกรอกข้อมูลเอกสารสำหรับการยื่นขอสินเชื่อ เจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงานอาชีพ รายได้ เมื่อผ่านการพิจารณาเจ้าหน้าที่จะมาถ่ายรูปรถจักรยานยนต์ของคุณไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้คุณเลือกว่าจะผ่อนชำระกี่งวด ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงแค่นั้นคุณก็สามารถได้รับเงินสดจากการประเมินรถของคุณโดยที่คุณยังมีรถไว้ใช้เหมือนเดิม

สินเชื่อรถมอเตอร์ไซต์มีอัตราดอกเบี้ยอย่างไรบ้างที่ควรรู้?

คนเราทุกคนเกิดมามีต้นทุนไม่เท่ากัน มีความสามารถไม่เหมือนกันและความประสบความสำเร็จในชีวิตแตกต่างกันแต่ทุกชีวิตต้องดำเนินต่อไปในสภาพการที่แตกต่างกันด้วย อะไรที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่มีความสุข หลายคนนึกถึงเงินการมีเงินเยอะจะช่วยให้ครอบครัวมีความสุขได้ แล้วคนที่ไม่มีเงินล่ะจะทำอย่างไร หลายคนก็นึกถึง การกู้ยืมจากแหล่งต่างๆบางคนจะขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้รับเงินก้อนมาใช้จ่ายและหลายคนจะนึกถึงดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายซึ่งแต่ละประเภทของสินเชื่อจะมีการคิดคำนวณดอกเบี้ยไม่เหมือนกันสำหรับใครหลายคนที่ต้องการสินเชื่อรถจักรยานยนต์จะมีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ โดยจะคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อนตั้งแต่ตอนแรกจนครบอายุของสัญญา

จะยกตัวอย่างวิธีการคำนวน เมื่อคุณต้องการขอสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดยที่ตั้งบริษัทประเมินราคารถของคุณ 25,000 บาทในอัตราดอกเบี้ย 1.26% คุณต้องการจะผ่อนงวด 24 เดือน โดยที่คุณต้องจ่ายชำระ เดือนละเท่าไหร่ จะมีวิธีการคำนวณดังต่อไปนี้:    เงินต้น x ตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลา (ปี) = ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายชำระทั้งหมด  25,000 x 1.26 x 2 =630   เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด / จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระ = จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด  25,000+630 / 24 = 1,067.91  ดังนั้นคุณต้องผ่อนชำระเดือนละ 1,067.91 บาท

อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?

เมื่อนึกถึงการเป็นหนี้เป็นสินจะไม่มีใครต้องการอย่างแน่นอนแต่จะทำอย่างไรได้ล่ะในเมื่อเราอยู่ในสมัยที่เรียกว่าข้าวยากมากแพง ของทุกอย่างก็ต้องซื้อด้วยเงินไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใครมีอะไรก็สามารถแลกกันได้ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินแต่ก็ในราคาที่ไม่แพงแต่เมื่อนึกถึงว่าเดี๋ยวนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ช่วยให้ผู้คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคือการบริการสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆที่ช่วยให้ผู้คนได้มีกำลังทรัพย์ในการช่วยให้สภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้แต่นั่นก็เป็นภาระที่ผูกพันเป็นระยะยาวซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อที่ผู้คนเลือกใช้บริการ และสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องคำนึงถึงก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายว่าเท่าไร เมื่อนึกถึงตรงนี้หลายคนคิดว่าการขอสินเชื่อจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยที่แพงมากทำให้หลายคนรู้สึกกังวล อันที่จริงสถาบันการเงินต่างๆจะให้ดอกเบี้ยที่ไม่แตกต่างกันผู้ที่ขอสินเชื่อจะจ่ายดอกเบี้ยจะเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าผู้ขอสินเชื่อจะมีกำลังในการจ่ายเงินต้นหรือจ่ายดาวน์อยู่ที่เท่าไหร่ยิ่งมีกำลังจ่ายเงินต้นหรือเงินดาวน์สูงยิ่งจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงและระยะเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย ยิ่งผู้ขอสินเชื่อขอชำระงวดระยะสั้นก็จะทำให้ดอกเบี้ยน้อยลงแต่ถ้าขอชำระงวดระยะยาวพอจะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญว่าผู้ขอสินเชื่อจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน

ระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้

คุณเคยขอสินเชื่อของสถาบันการเงินหรือไม่ หลายคนจะบอกว่าไม่เคยใช้บริการแต่หลายคนก็บอกว่าได้ใช้บริการสินเชื่อนี้กับสถาบันการเงินนี้ และบางคนบอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้ใช้บริการแต่กำลังคิดอยู่ว่าในอนาคตอันใกล้อาจจะใช้บริการ คำตอบของบุคคลเหล่านี้ไม่ผิดเพราะว่าสภาพการณ์เเละความจำเป็นของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน วันนี้ดิฉันมาพูดถึงปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าผู้ขอสินเชื่อต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ สิ่งนั้นคือระยะเวลาคุณทราบไหมว่าทำไมระยะเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรารู้ว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน เพราะว่า ในการคำนวณดอกเบี้ยจะต้องคูณด้วยระยะเวลาเสมอดังนั้นยิ่งเวลามากดอกเบี้ยยิ่งเพิ่มยิ่งเวลาน้อยดอกเบี้ยยิ่งน้อยลง แต่ถึงอย่างไรผู้ที่ขอ สินเชื่อจะต้องคำนึงถึงกำลังความสามารถและขีดจำกัดในการผ่อนด้วยเพราะว่า ถ้าผ่อนระยะสั้นดอกเบี้ยน้อยลงก็จริงแต่คุณต้องจ่ายชำระในอัตราที่สูงขึ้นแต่ถ้าผ่อนในระยะยาวจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแต่คุณจะจ่ายชำระในอัตราที่น้อยลง

เงินดาวน์และเงินต้น

หลายคนเคยใช้บริการสินเชื่อแต่อีกหลายคนยังไม่เคยใช้บริการหรือบางคนกำลังคิดจะขอใช้บริการสินเชื่ออยู่ซึ่งสินเชื่อมีหลายประเภท และในการขอสินเชื่อทั่วไปจะมีเงินดาวน์, เงินต้นเ และดอกเบี้ย เงินดาวน์คือเงินผู้ที่ขอสินเชื่อจ่ายก่อนก้อนแรก และเงินต้นคือ เงินที่ผู้ขอสินเชื่อต้องการจะขอกู้   อย่างเช่น ผู้ขอสินเชื่อจะต้องการซื้อรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งราคาอยู่ที่ 874,000 บาท แต่ตัวผู้ขอสินเชื่อมีเงินสด 300,000 บาทเท่านั้น ผู้ขอสินเชื่อต้องการขอกู้สินเชื่อเป็นเงิน 574,000บาท อัตราดอกเบี้ย 3% ระยะการกู้ 6 ปี ดังนั้น เงินดาวน์ = 300,000 บาท เงินต้น = 574,000 บาท วิธีคำนวณ  ดอกเบี้ย 3% ของ 574,000 บาท =574,000 x 3% = 17,220 บาทต่อปี ในระยะเวลา 6 ปีจะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 17220x6 =103,320บาท เมื่อรวมเข้ากับเงินต้น 574,000+103,320 = 677,320 ดังนั้นผู้ขอสินเชื่อจะต้องจ่ายชำระเป็นเงินเดือนละ 677,320 / 72 = 9,407.22 บาท