สินเชื่อรถยนต์คืออะไร?

สินเชื่อรถยนต์ คือ การทำสัญญาเพื่อการซื้อ-ขายกัน ระหว่างตัวผู้ซื้อเองกับบริษัทที่จำหน่ายรถยนต์นั้นๆ โดยจะต้องมีการทำสัญญาเพื่อเช่าซื้อกันผ่านสถาบันการเงิน เพื่อทำการชำระค่ารถยนต์แบบเต็มจำนวนแทนผู้ซื้อ หลังจากนั้นจะมีการทำสัญญาเพื่อตกลงในการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน กับสถาบันการเงินนั้น หรือบริษัทที่ทำสินเชื่อ ซึ่งหากมีการชำระเงินแบบไม่ครบตามจำนวนงวดที่ได้ตกลงกันไว้ หรือมีการขาดส่งยอดชำระโดยไม่มีสาเหตุ สถาบันการเงินนั้นๆ หรือบริษัทสินเชื่อที่ทำสัญญากับเรา ก็มีสิทธิ์ที่จะทำการยึดรถคืน เพราะตราบใดที่ยังมีการผ่อนชำระไม่หมดตามยอดชำระเต็มราคา กรรมสิทธิ์ของรถยนต์คันนั้น ก็ยังคงตกเป็นของผู้ให้กู้ตามกฎหมายอยู่แบบที่เราไม่มีสิทธิ์ขัดแย้งได้ นอกจากมีการขอโอนกรรมสิทธิ์กันไปแล้วก่อนหน้า

โดยบริการทำสินเชื่อรถยนต์นั้น หลักๆจะมาจากแผนกสินเชื่อรถยนต์ของธนาคารหรือบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ ทั้งในเครือของธนาคารและค่ารถยนต์แบรนด์ต่างๆ ที่จะมีการกำหนดรายละเอียดในส่วนของตัวเลขวงเงินที่ได้อนุมัติ ดอกเบี้ย และระยะเวลาในการชำระหนี้ ส่วนรูปแบบของสินเชื่อรถยนต์จะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ คือ การทำสัญญาแบบซื้อขายกันตามปกติผ่านทางโชว์รูม โดยมีบริษัทสินเชื่อเป็นคนจ่ายค่าเช่าซื้อนี้ แล้วเราค่อยมาผ่อนชำระ ตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งบางแห่งก็จะมีการกำหนดระยะเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ แต่บางแห่งก็อาจถือกรรมสิทธิ์ต่อไปจนกว่าเราจะทำการผ่อนชำระใกล้หมด

สินเชื่อระบบไฟแนนซ์

สินเชื่อระบบไฟแนนซ์ คือ การที่เรามีการผ่อนชำระรถยนต์อยู่แล้วจนครบจำนวนหรือใกล้หมดพันธะ แต่มีความจำเป็นต้องการใช้เงินสดจำนวนหนึ่ง จึงนำรถยนต์คันนั้นไปจำนองกับบริษัทไฟแนนซ์ หรือนำรถยนต์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อแลกเงินสดออกมาใช้ และทำการผ่อนจ่ายต่อไปตามจำนวนที่ตกลงกัน โดยรถยนต์แต่ละรุ่นก็จะมีอัตราการประเมินที่แตกต่างกันไป ตามสภาพรถและอายุการใช้งาน

ซื้อผ่อนรถยนต์แบบไหนบ้าง?

การผ่อนรถยนต์หนึ่งคันนั้น จำนวนเงินที่เราต้องจ่าย โดยมากจะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ มูลค่าของรถยนต์ที่ได้ทำการกู้แบบผ่านสถาบันการเงินโดยหักเงินดาวน์แล้ว, ดอกเบี้ย และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% ซึ่งผู้ซื้อจะต้องทำการรับผิดชอบผ่อนจ่าย โดย

  • (นำราคาขายหน้าโชว์รูม) - (จำนวนเงินดาวน์) = ยอดจัดซื้อ
  • (ยอดจัดซื้อ) x (ดอกเบี้ยต่อปี) = จำนวนดอกเบี้ยรายปี
  • (จำนวนดอกเบี้ยรายปี) x (จำนวนปีที่ทำการผ่อนชำระ) = จำนวนดอกเบี้ยทั้งหมด
  • (จำนวนดอกเบี้ยทั้งหมด) + (ยอดจัดซื้อ) = ยอดหนี้ทั้งหมด
  • (ยอดหนี้ทั้งหมด) ÷ (จำนวนเดือนที่ต้องผ่อนชำระ) = ยอดชำระรายเดือน
  • หากเป็นกรณีซื้อรถยนต์มือ 2 จะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7%

เช่น รถยนต์ใหม่ป้ายแดง ราคารวมอุปกรณ์ตกแต่ง 900,000 บาท (รวม VAT. 7%) วางเงินดาวน์จำนวน 20% ผ่านสถาบันการเงินที่มีการคิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี โดยต้องการผ่อนชำระใน 60 งวด หรือจำนวน 5 ปี ก็จะมีสูตรคำนวณ คือ

900,000 (ราคารถ) - 180,000 (เงินดาวน์) = 720,000 (ยอดจัดซื้อ) 720,000 (ยอดจัดซื้อ) x 5% (ดอกเบี้ยต่อปี) = 36,000 (จำนวนดอกเบี้ยรายปี) 36,000 (จำนวนดอกเบี้ยรายปี) x 5 (จำนวนปีที่ทำการผ่อนชำระ) = 180,000 (ดอกเบี้ยทั้งหมด) 180,000 (ดอกเบี้ยทั้งหมด) + 748,000 (ยอดจัดซื้อ) = 900,000 (ยอดหนี้ทั้งหมด) 900,000 (ยอดหนี้ทั้งหมด) ÷ 60 (จำนวนเดือนที่ต้องผ่อนชำระ) = 15,000 (ยอดชำระรายเดือน) เป็นต้น

แต่หากเป็นรถยนต์แบบรถมือสอง ก็จะมีราคาจำหน่ายที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ดังนั้น การคำนวณก็จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีกในราคารถ หรือค่างวดรถ เช่น รถยนต์ที่มีราคาขายจากเต็นท์ 300,000 บาท วางเงินดาวน์ 20% สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยที่ 8% ต่อปี มีระยะเวลาในผ่อนชำระ 4 ปี (48 งวด)

300,000 - 60,000 = 240,000 240,000 x 8% = 19,200 19,200 x 4 = 76,800 76,800 + 240,000 = 316,800 316,800 ÷ 48 = 6,600

ยอดชำระรายเดือนอยู่ที่ 6,600 บาท แต่เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จึงมียอดชำระรายเดือนสุทธิอยู่ที่  7,062  บาทต่อเดือน เป็นต้น

ต้องเตรียมเท่าไหร่สำหรับเงินดาวน์สินเชื่อรถยนต์?

เงินดาวน์ คือ เงินก้อนเเรกที่จะใช้เพื่อการซื้อรถยนต์ ยิ่งดาวน์มากก็จะยิ่งผ่อนน้อย และไม่โดนดอกเบี้ยในอัตราสูงเล่นงาน. โดยเงินดาวน์ในที่นี้ สำหรับผู้ที่จะออกรถควรเตรียมไว้ประมาณ 25% ของราคารถที่จะซื้อขึ้นไป ทางสถาบันการเงินหรือบริษัทไฟแนนซ์จะได้วางใจและอนุมัติการผ่อนชำระ ซึ่งจะมีการคิดคำนวณแบบดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) เพื่อรวมเงินดาวน์ที่วางไว้แต่ต้นและดอกเบี้ยเข้าด้วยกัน แล้วแบ่งการชำระออกเป็นแบบงวดๆ

เช่น รถราคา 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 5% ต่อปี ในระยะเวลาการผ่อน 4 ปี วางเงินดาวน์ไว้ 150,000 บาท ก็จะต้องกู้เพิ่ม 350,000 บาท คือ

350,000 X 5% = 17,500 17,500 X 4 = 70,000 350,000 + 70,000 = 420,000

จึงมียอดที่ต้องจ่ายรวมดอกเบี้ย 420,000 บาท เมื่อหารด้วยจำนวนการผ่อนต่องวด ก็จะยอดชำระต่อเดือน คือ 8,750 บาท                                                                                                                                                                                                  นอกจากนี้ อาจยังมีการเสนอโปรโมชั่น 'ฟรีดาวน์' หรือ 'ดาวน์ 0 บาท' ให้หากเป็นลูกค้าประวัติดี เคยผ่อนหมดมาแล้วแบบส่งตรงทุกงวด ไม่ติดแบล็กลิสต์กับสถาบันการเงินใดๆ  และมีรายได้ผ่านเกณฑ์ตามที่บริษัทกำหนด. แต่ในทางกลับกัน หากเป็นลูกค้าที่มีชื่อติดแบล็กลิสต์ การขอกู้ก็จะยากกว่า และอาจจะต้องวางจำนวนเงินดาวน์มากขึ้นประมาณ 30 - 40 % เพื่อการอนุมัติ

และสำหรับรถใหม่ป้ายแดง ยังรวมไปถึงการเสนอโปรโมชั่น 'ฟรีประกันภัยชั้น1' หรือ 'ฟรีค่าโอน' เพื่อดึงดูดลูกค้า และทำให้อยากตัดสินใจเลือกทำข้อเสนอกับทางบริษัท แต่หากไม่มีข้อเสนอนี้ ผู้ที่ต้องการออกรถก็จะต้องเตรียมในส่วนของ 'ค่าประกันรถยนต์' เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม  ค่าโอนรถ และวางแผนล่วงหน้าในเรื่องค่าบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนด และการเปลี่ยนยางตามสภาพการใช้งานด้วย

เอกสารที่ต้องเตรียมเวลาขอสินเชื่อรถยนต์

กรณีบุคคลธรรมดา

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 3 ชุด
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ค้ำประกัน(ถ้ามี)  จำนวน 2 ชุด
  • เอกสารแสดงฐานะทางการเงิน เช่น สลิปเงินเดือน  หนังสือรับรองเงินเดือน เอกสารประกอบอาชีพ  สมุดบัญชีคู่ฝากธนาคาร ย้อนหลัง 6 เดือน

กรณีนิติบุคคล

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจที่ลงนามขอสินเชื่อ จำนวน 3 ชุด (พร้อมประทับตราบริษัท)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจที่ค้ำประกัน จำนวน 2 ชุด (พร้อมประทับตราบริษัท)
  • หนังสือรับรองบริษัท จำนวน 3 ชุด
  • เอกสารแสดงฐานะการเงิน เช่น สมุดบัญชีคู่ฝากธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน หนังสือรับรองเงินเดือนของผู้ค้ำประกัน จำนวน 1 ชุด

สินเชื่อมีประเภทดอกเบี้ยอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะมีลักษณะเป็นการคำนวณแบบร้อยละต่อปี ซึ่งแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะจัดแจงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นี้ออกมาไว้หลายประเภทและหลายอัตรา โดยจะขึ้นอยู่กับประเภทของเงินกู้ หรือสินเชื่อนั้น โดยภาพรวมของสินเชื่อรถยนต์ที่พบบ่อยในประเทศไทย มักจะมี 3 อย่างนี้:

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Flat Interest Rate)
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)
  • อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate)

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดในแบบตายตัว จึงมีจำนวนเท่ากันในแต่ละเดือนตลอดอายุสัญญาการกู้โดยเฉพาะในสินเชื่อรถยนต์ แต่ไม่ว่าเราจะจ่ายเงินต้นจนลดลงสักเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะไม่ได้ลดลงตาม ข้อดี คือ อัตราดอกเบี้ยแบบนี้จะมีระยะเวลาในการผ่อนที่สั้นเพราะเป็นการคำนวนดอกเบี้ยเบ็ดเสร็จตั้งแต่เริ่มต้นสัญญา

อัตราดอกเบี้ยที่ลดต้นลดดอก / อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate)

อัตราดอกเบี้ยที่ลดต้นลดดอก (Effective Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายใหม่พึ่งได้ออกมาบังคับใช้สำหรับผู้ประกอบการเช่าซื้อรถยนต์ โดยจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบแท้จริงต่อปี คล้ายกับดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน หากชำระเงินต้นคืนไปได้มากเท่าไร จำนวนเงินต้นคงเหลือที่จะถูกนำมาคิดคำนวณดอกเบี้ยก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วย โดยจะมีการคิดคำนวนเป็นแบบรายวันนับจากเงินต้นที่เหลือในแต่ละเดือน ซึ่งโดยมากแล้วมักจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบนี้ในดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลและบัตรกดเงินสด

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามประกาศของสถาบันการเงิน หรือมีการปรับขึ้นและลงตามแต่สภาวะของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยชนิดนี้จะไม่สามารถคาดคะเนได้ บางปีก็อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงทำให้จ่ายน้อยลง แต่หากปีไหนดอกเบี้ยแพงขึ้น ก็จะต้องจ่ายดอกมากขึ้นด้วย และเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันตามแต่ละธนาคารด้วย โดยมากดอกเบี้ยแบบลอยตัวนี้จะเป็นการกู้สินเชื่อบ้าน

ใช้สินเชื่อซื้อรถยนต์มีข้อดีอะไรบ้าง?

มีข้อดีดังต่อไป:

  • ทำให้ผู้ขอสินเชื่อไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการซื้อรถ แต่สามารถผ่อนชำระเป็นงวดๆ ในทุกเดือนได้
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า เพราะยอดการผ่อนชำระจะกำหนดไว้เท่าๆกันในแต่ละเดือน
  • สามารถเลือกระยะเวลาการผ่อนได้นาน สูงสุดถึง 60 เดือนในบางแห่ง จึงเลือกอัตราการผ่อนที่ไม่สูงมากได้ แต่ถ้าสามารถชำระต่อเดือนได้มากกว่ายอดขั้นต่ำที่กำหนด ก็ยิ่งทำให้ระยะเวลาในการผ่อน และอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บน้อยลง
  • โดยส่วนมากอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อรถยนต์จะเป็นแบบลดต้นลดดอก ยิ่งเงินต้นน้อยลง ดอกเบี้ยก็จะน้อยตาม
  • มีระยะเวลาในการกู้เร็วยิ่งกว่าสินเชื่อแบบอื่น เช่น การอนุมัติบัตรเครดิตอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แต่การทำสินเชื่อรถยนต์ หรือการรีไฟแนนซ์รถนั้นสามารถได้รับการอนุมัติวงเงินหลักแสนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงด้วย จึงเหมาะกับผู้กู้ที่ต้องการรีบใช้รถหรือต้องการเงินก้อนจริงๆ
  • ถ้าหากเป็นการรีไฟแนนซ์รถยนต์ (Car Loan Refinance) ในปัจจุบันถือว่ามีผู้ให้บริการที่มีจำนวนสาขามากและสะดวกกว่า เช่น เฉพาะบริษัทเมืองไทยลีสก็มีมากกว่า 1,400 สาขาทั่วประเทศ จึงนับว่าเพิ่มตัวเลือกให้ผู้กู้ดีมากทีเดียว และยังมีการบริการผ่านช่องทางออนไลน์ในหลายแห่ง จึงสะดวกมากยิ่งกว่าแต่ก่อนด้วย
  • บริษัทไฟแนนซ์รถในหลายแห่ง ยังมีบริการให้ผู้กู้เลือกจำนวนวงเงินได้ตามความเหมาะสมเมื่อต้องการจำนำรถ พร้อมกำหนดระยะเวลาที่คิดว่าสามารถผ่อนไหว จึงช่วยลดความตึงเครียดในการชำระลงไปได้อีกมาก และมีโอกาสเพิ่มเงินส่วนต่างเพื่อทำให้นำมาใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้ด้วย

คำนวณค่างวดต่อเดือน (Monthly Installment Amount) อย่างไร?

คนไหนที่สนใจหรือต้องการที่จะซื้อรถยนต์ด้วยสินเชื่อรถยนต์ ไม่ว่าเป็นรถยนต์คันใหม่ คันที่ใช้แล้ว คงอยากรู้ก่อนว่าเขาจะต้องผ่อนชำระแต่ละเดือนเท่าไหร่ แต่ละธนาคารและบริษัทจะมีวิธีคำนวณไม่เหมือนกัน ก่อนที่จะเลือกว่าขอสินเชื่อรถยนต์จากที่ไหน คุณสามารถดูตัวอย่างค่างวดต่อเดือน (Monthly Installment Amount) ได้ในเว็บไซต์ของธนาคารหรือบริษัทนั้น แต่คุณต้องจำเอาไว้ว่าค่างวดต่อเดือนที่คุณเห็นในเว็บไซต์อาจแตกต่างจากจำนวนเงินที่คุณต้องผ่อนชำระจริง เนื่องจากว่ามีการคิดเงินต้นรวมด้วยและขึ้นอยู่กับจำนวนงวด ยิ่งจำนวนเยอะมากขึ้น ดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ถ้าคุณต้องการรู้ว่าคุณจะต้องจ่ายเท่าไหร่แต่ละเดือน MoneyDuck แนะนำให้คุณไปปรึกษากับธนาคารที่คุณสนใจโดยตรง เว็บไซต์ MoneyDuck ก็มีข้อมูลหลากหลายเกี่ยวกับสินเชื่อบุคคล ลองเช็คดูได้

ขอสินเชื่อรถยนต์มีขั้นตอนอะไรบ้าง?

เพื่อขอสินเชื่อรถยนต์จะมีขั้นตอนดังนี้:

  • เลือกรุ่นรถยนต์ที่คุณต้องการ
  • ไปพบ Car Dealer (ศูนย์บริการ/ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์)
  • สมัครสินเชื่อรถยนต์

MoneyDuck จะอธิบายแต่ละขั้นตอน!

เลือกรุ่นรถยนต์ที่คุณต้องการ

จะทำประกันรถยนต์หรือจะขอสินเชื่อรถยนต์ สิ่งที่ต้องมีก่อนเลยก็คือรถยนต์นั่นเอง และขั้นตอนการเลือกรถยนต์ที่เราต้องการเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต้องคิดก่อนว่า เราอยากได้รถยนต์แบบไหน เอามาใช้งานอะไร ถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ถึงเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ในแบบที่เราต้องการ ส่วนในบ้านเรายี่ห้อรถยนต์ที่ผู้คนให้ความสนใจกันมากที่สุดก็คงไม่พ้น Toyota, Honda และ Mazda เป็นชื่อที่เราคุ้นหูกันอย่างดี ส่วนรุ่นรถที่ผู้คนให้ความสนใจในปีนี้ก็มี Mazda 2 ไม่ใช่รถออกใหม่ แต่กลับฮอตฮิตติดอันดับจนได้มีการปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับฟังก์ชั่นและลูกเล่นใหม่ๆที่เพิ่มความหรูหราที่ดูสปอร์ตให้กับตัวรถ อีกตัวที่ไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้คือ Toyota Vios มีชื่อเสียงและติดตลาดมานาน ด้วยตัวรถที่ดูสปอร์ตแต่เรียบหรู อุปกรณ์ภายในที่มีมาอย่างครบครันพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เหนือชั้น มาต่อกันอีกยี่ห้อนึงในบ้านเราคือ Honda Civic ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีมาตั้งแต่ปี 2016 สิ่งที่เด่นเลยคือเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทำให้ตัวรถดูทั้งเรียบหรูและสปอร์ตทั้งภายในและภายนอก แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วยมาถึงยี่ห้อ Honda แล้วก็อยากจะแนะนำ Honda อีกคันที่ติดท็อป 4 ของเราคือ Honda City เพราะในปีนี้ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม เพิ่มความสปอร์ตเน้นความหรูหรา มาพร้อมกับฟังก์ชั่นใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญในการเลือกรุ่นรถ ซึ่งในทุกวันนี้การหาข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เราสามารถหาข้อมูลรถแต่ละรุ่นที่สนใจได้ไม่ใช่แค่ในโชว์รูมหรือศูนย์ของรถแต่ละยี่ห้อเท่านั้น แต่ยังมีรีวิวตามเพจ Facebook หรือ Youtube ที่มีทั้งรายละเอียด รวมทั้งข้อดี ข้อเสียจากการใช้งานจริงมาแล้ว อีกอย่างที่สำคัญในการเลือกรถยนต์สักคันไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของแบรนด์ในเรื่องรถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชื่อเสียงในการบริการไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการขายของศูนย์ การให้คำปรึกษา ด้านการบริการ การรับส่งรถ คุณภาพในการบริการและเวลาที่ใช้ไป ก็เป็นปัจจัยสำคัญ รวมทั้งการเลือกรุ่นรถยนต์ ต้องดูด้วยว่ามีศูนย์บริการในพื้นที่ของเราเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการใช้บริการ เพราะหากว่ามีศูนย์อยู่ในพื้นที่ที่เราอาศัยก็ย่อมต้องมีอะไรไหล่และช่างที่ไว้ใจได้ในการดูแลรักษารถนั่นเอง

ไปพบ Car Dealer (ศูนย์บริการ/ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์)

พอหารถยนต์รุ่นที่ชอบก็ถึงคราวมองหาแหล่งซื้อรถยนต์กัน และการเลือกแหล่งที่จะซื้อรถก็สำคัญไม่แพ้การเลือกรุ่นรถเลยก็ว่าได้ มีที่นึงที่อยากแนะนำก็คือ Car Dealer ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่หลายคนให้ความไว้วางใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไปที่ Car Dealer เพื่อเลือกซื้อรถยนต์กัน ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดงหรือรถยนต์มือสอง ต่างก็พากันมาเลือกซื้อที่นี่ เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ต่างพากันมาเลือกซื้อรถรุ่นที่ถูกใจกันที่ Car Dealer ก็เป็นเพราะการบริการที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการขายก็บริการได้ดีเยี่ยม ซึ่งในปัจจุบัน Car Dealer ก็ให้บริการถึง 3 ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในฐานะ ‘ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้า’ ‘ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศ’ และ ‘ตัวแทนจำหน่ายรถมือสอง’ นั่นเอง

ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการที่ Car Dealer ก็จะแบ่งเป็นลูกค้า 2 กลุ่มใหญ่ๆด้วยกันคือ กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการซ่อมแซมรถยนต์และกลุ่มลูกค้าที่อยากซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง และตรงนี้แหละที่เป็นจุดขายของ Car Dealer เพราะการบริการหลักๆของ Car Dealer ที่มัดใจลูกค้าส่วนมากเลยก็คือ การนำเสนอรถยนต์จากบริษัทให้กับลูกค้าพร้อมคำแนะนำที่มีประโยชน์และบริการหลังการขาย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ช่างซ่อมบำรุง ที่ต่างก็ให้บริการอย่างเต็มที่ ทำให้ Car Dealer มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย ถ้าคุณมีรถยนต์ในดวงใจ เจอรถยนต์รุ่นที่ชอบแบบที่ใช่กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือมือสอง จะซื้อเงินสดหรือจะขอสินเชื่อรถยนต์ ลองไปดูที่ Car Dealer ก่อน แล้วคุณอาจจะเจอรถคันที่คุณตามหาอยู่ก็เป็นได้

เมื่อมาถึงศูนย์ให้บริการแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ การทดลองขับ ตอนที่ทดลองขับรถ ต้องไม่ลืมที่จะสังเกตสมรรถนะในการขับขี่ และ ทัศนวิสัยในการขับ ของตัวรถยนต์รุ่นที่เราชอบ ในระหว่างที่ทดลองขับก็มีสิ่งที่อยากให้ทำเพื่อดูว่ารถยนต์รุ่นนี้เป็นรถที่ใช่จริงรึเปล่า มีลิสง่ายๆที่ทำตามแล้วจะช่วยเลือกรุ่นรถยนต์ที่ใช่ได้มาก เช่น

เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์

ฟังดูว่าเสียงเครื่องยนต์กระตุกไหม แล้วค่อยๆเร่งเครื่อง คอยฟังเสียงเครื่องยนต์ตลอดเวลาที่ทดลองขับ อยู่ข้างในรถแล้วก็อย่าลืมเช็คแอร์ เช็คประตู กระจก รอยต่อเป็นยังไง มีช่องลมไหม เก็บรายละเอียดให้หมด

ปรับสภาพของรถให้เหมาะกับตัวเรา

ไม่ว่าจะเป็นการทดลองปรับเบาะที่นั่ง พนักพิงไปจนถึงเข็มขัดนิรภัย

ระบบไฟฟ้า

รถยนต์สมัยนี้ไม่ได้มีแค่แอร์กับวิทยุที่ใช้ระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องเล่นเสียง ประตูรถยนต์ ที่เลื่อนกระจกแบบไฟฟ้า อย่าลืมเช็คให้หมดทั้งคัน

ระบบเกียร์

ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ออโต้หรือเกียร์ธรรมดา ดูว่าถนัดมือไหม ลองเหยียบคลัตช์ เบรก คันเร่ง ดูว่ากระชับมือรึเปล่า

ลองขับดู

ตอนที่ทดลองขับ ให้ขับทั้งทางตรง ทางเรียบ ทางขรุขระ ดูว่าตอนเข้าโค้งเป็นยังไง หักหลบได้ดีไหม มีจุดบอดรึเปล่า ต้องสังเกตตลอดเลยด้วย ก็อย่างที่บอกว่าขั้นตอนการเลือกรถยนต์รุ่นที่ชอบนั้นสำคัญ เพราะรถยนต์รุ่นที่เราชอบ พอได้ลองขับดูแล้วมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็เป็นได้

สมัครสินเชื่อรถยนต์

ถ้าอยากจะซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือว่ามือสอง การวางแผนเรื่องงบประมาณและกำลังในการซื้อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ใครที่มีเงินก้อนซื้อสดก็คงไม่คิดมาก แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถซื้อสดได้ก็ไม่จำเป็นต้องคิดมากจนเกินไป เพราะในทุกวันนี้มีสินเชื่อรถยนต์จากสถาบันการเงินต่างๆที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารต่างๆ บริษัทเอเจนท์ บริษัทลิสซิ่ง บริษัทไฟแนนซ์และรีไฟแนนซ์ ที่ให้บริการด้านสินเชื่อรถยนต์ และการสมัครสินเชื่อรถยนต์ในทุกวันนี้ก็ไม่ได้อยากเหมือนสมัยก่อน เพราะขั้นตอนหลักๆในการขอสินเชื่อรถยนต์ที่เราต้องทำมีแค่ 3 ขั้นตอนเท่านั้น คือ

แจ้งรายละเอียดรถยนต์

แจ้งรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็น ยี่ห้อ รุ่น ปี ของรถยนต์ที่ต้องการสมัครสินเชื่อ และต้องเตรียมเอกสารทุกอย่างที่ทางสถาบันการเงินขอให้พร้อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อประเมินและจัดวงเงินสินเชื่อให้กับเราได้ รวมทั้งเอกสารของผู้ค้ำประกันสำหรับการทำสัญญาเช่าซื้อด้วย

เซ็นสัญญา ต้องนัดทำการเซ็นสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้บริการด้านสินเชื่อรถยนต์ที่เราไปทำ และส่งเอกสารให้กับทางบริษัท ซึ่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อจะขอถ่ายรูปรถยนต์ไว้ และคัดลอกลายเลขเครื่อง เลขตัวถังรถ เพื่อใช้ประกอบการทำสัญญาเช่าซื้อ หลังจากนั้นก็รอผลอนุมัติการสมัครสินเชื่อรถยนต์ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเวลาอยู่ที่ 2-5 วันทำการ

รอแจ้งผล

เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะแจ้งผลการอนุมัติสมัครสินเชื่อรถยนต์ให้กับเรา เพื่อขอเล่มทะเบียนตัวจริงของรถยนต์ไปโอนที่สำนักงานขนส่งฯ และหลังจากนี้ บริษัทไฟแนนซ์จะจ่ายเงินค่ารถให้กับเรา ส่วนเราก็ต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และระบุชื่อผู้เช่าซื้อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ลงในสมุดคู่มือทะเบียนรถ

สินเชื่อรถยนต์มีช่องทางการชำระเงินอะไรบ้าง?

เจอรถยนต์ที่ชอบแบบที่ใช่ ขอสินเชื่อรถยนต์ผ่านแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องทำหน้าที่ผ่อนรถยนต์ที่ได้กันมา แต่สมัยนี้แล้วการชำระสินเชื่อรถยนต์ไม่จำเป็นต้องไปถึงบริษัทที่เราไปขอสินเชื่อ แต่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยช่องทางที่หลากหลาย อาทิเช่น

การชำระสินเชื่อรถยนต์ผ่านทางธนาคาร

คิดว่านี่เป็นวิธีพื้นฐานที่หลายๆคนรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็นการชำระทางเคาร์เตอร์สาขาของธนาคาร, ตู้ ATM, App Internet Banking และ Mobile Banking หรือจะระบบโทรศัพท์ของธนาคารเลยก็ได้

ชำระทางเคาน์เตอร์ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นทาง ไปรษณีย์ไทย, Tesco Lotus, บิ๊กซี, Family Mart และเคาน์เตอร์เซอร์วิสของ 7-11 ก็ทำได้ง่ายๆเพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีเคาน์เตอร์ต่างๆเหล่านี้

ชำระทาง App e-Wallet ต่างๆ

e-Wallet ที่เป็นเหมือนกระเป๋าเงินออนไลน์ สามารถใช้ชำระค่าสินเชื่อรถยนต์ได้ง่ายๆแค่ไม่กี่คลิก ซึ่งเดี๋ยวนี้ App e-Wallet ก็มีออกมามากมาย แต่ไม่ว่าจะเลือกชำระค่าสินเชื่อรถยนต์ช่องทางไหน สิ่งที่ควรจะระวังไว้เลยก็คือค่าธรรมเนียมของแต่ละช่องทาง ซึ่งก็จะมีมากน้อยตามนโยบายของแต่ละที่

รถป้ายแดงจะได้จดทะเบียนเป็นป้ายขาวเมื่อไหร่?

หลายคนที่ออกรถยนต์มาใหม่ๆ โดยเฉพาะรถใหม่ป้ายแดง ก็อยากจะติดป้ายนี้ไว้นานๆ แต่กฎหมายเมืองไทยให้รถยนต์ติดป้ายแดงนี้ได้แค่ 30 วันเท่านั้น ซึ่งนั่นแสดงว่าเราต้องเปลี่ยนทะเบียนรถป้ายแดงของเราเป็นป้ายขาวให้ได้ใน 30 วัน แต่ในระหว่างที่ยังเปลี่ยนเป็นป้ายขาวไม่ได้ในทันที ก็มีข้อห้ามที่รถใหม่ป้ายแดงต้องระวังอยู่ 4 ข้อด้วยกัน คือ

ต้องพกสมุดคู่มือประจำรถติดรถไว้เสมอ

ไม่ใช่แค่พกไว้เท่านั้น แต่ต้องจดรายละเอียดการขับขี่ทั้งสถานที่และก็เวลา รวมถึงชื่อคนที่ขับไว้ด้วย

ห้ามใช้เกิน 30 วัน

รถป้ายแดง ห้ามใช้เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รถออกมาหรือระยะทางต้องไม่เกิน 3,000 กม. นั่นเอง ถ้าใช้งานเกินระยะเวลาที่กำหนด ก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ และมีโทษปรับถึง 10,000 บาท

ขับรถป้ายแดงตอนกลางคืนไม่ได้

สามารถใช้รถป้ายแดงขับได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น.เท่านั้น และอนุโลมได้ไม่เกิน 20.00 น. ไม่งั้นจะโดนปรับสูงถึง 10,000 บาท

ห้ามขับรถป้ายแดงข้ามจังหวัด

เพราะรถป้ายแดงขับได้เฉพาะในจังหวัดที่จดทะเบียนกับขนส่งไว้เท่านั้น ถ้าฝ่าฝืนจะต้องโดนปรับถึง 10,000 บาท เลยทีเดียว

จะรับรถยนต์ได้เมื่อไหร่?

พอได้รถที่ชอบที่ถูกใจ ก็ทำการสมัครสินเชื่อรถยนต์ และเมื่อสินเชื่อที่เราขอได้รับการอนุมัติก็จะมีการตกลงกับเจ้าหน้าที่พนักงานว่าวันไหนที่เราสะดวกจะมารับรถและพนักงานมาเดินเรื่องเอกสารให้  ทีนี้ก็ต้องมีการเตรียมเอกสาร เมื่อเอกสารครบ จัดส่งเอกสารเสร็จ เก็บเลขป้ายทะเบียบรถ เลขตัวถังรถยนต์เรียบร้อย พอจ่ายค่ารถงวดแรกแล้ว เราก็สามารถนำรถออกมาได้เลย ซึ่งส่วนมากวันที่ทำการจ่ายค่ารถงวดแรก ก็จะทำกันในวันที่นำรถยนต์ออกมานั่นเอง

ทำประกันรถยนต์แบบไหนได้บ้าง?

เมื่อซื้อรถยนต์กับศูนย์ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือว่ามือสอง โดยเฉพาะรถใหม่ป้ายแดงที่ทำการสมัครสินเชื่อเอาไว้จะต้องทำประกันภัยอย่างน้อย 1 ปีแรก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทางบริษัทสินเชื่อหรือทางศูนย์ก็จะเสนอประกันภัยชั้น 1 มาให้ แต่เราสามารถเลือกได้เองว่าจะทำประกันภัยรถยนต์กับที่ไหน จะเลือกทำประกันภัยปีแรกกับศูนย์หรือบริษัทสินเชื่อ แล้วปีต่อมาไปทำประกันรถยนต์กับข้างนอกก็ยังได้

แต่ MoneyDuck เเนะนำในปีแรกให้ทำประกันภัยรถยนต์ที่ศูนย์เสนอมาให้จะดีกว่า ถึงแม้ค่าเบี้ยประกันรถยนต์จะแพงกว่าข้างนอก แต่เราจะได้รับส่วนลดและของแถมมากมาย เมื่อคิดถึงส่วนได้ส่วนเสียแล้ว การทำประกันภัยรถยนต์ปีแรกกับศูนย์หรือบริษัทสินเชื่อก็ดูจะคุ้มกว่า หากไม่ชอบจริงๆปีต่อไปก็สามารถไปหาบริษัทประกันภัยที่ถูกใจเองได้ หรือไม่อยากทำประกันต่อก็ไม่เป็นไร เพราะที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์มีแค่ปีแรกเท่านั้น และประกันภัยรถยนค์เป็นแบบภาคสมัคนใจ ไม่บังคับ ไม่เหมือนกับการต่อ พ.ร.บ. ที่ต้องทำทุกปี แต่แนะนำให้ทำไว้จะดีกว่า โดยเฉพาะกับรถใหม่ป้ายแดงที่ทำการขอสินเชื่อ เพราะประกันภัยชั้น 1 และ ชั้น 2+ จะให้ความคุ้มครองไม่ใช่แค่กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีที่รถยนต์สูญหาย หรือไฟไหม ทำให้เราไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยตัวเอง

มีค่าธรรมเนียมอื่นๆที่ต้องจ่ายเวลาทำสัญญาไหม?

ถึงแม้การขอสินเชื่อรถยนต์ จะทำให้เราไม่ต้องควักเงินก้อนเดียวหมดกระเป๋าเพื่อให้ได้รถคันที่ใช่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเลย เพราะการขอสินเชื่อรถยนต์นั้น นอกจากเงินต้นที่เราต้องมีรวมทั้งเงินดาวน์หรือเงินผ่อนที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนแต่ละงวดแล้วนั้น ก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆที่มาพร้อมกับการถอยรถออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ป้ายแดงหรือรถมือสอง ต่างก็มีค่าใช้จ่าย ที่คล้ายกับค่าธรรมเนียมที่เราต้องออกอยู่เหมือนกัน อย่าง

ค่าโอนทะเบียนรถ

ไม่ว่าจะเป็นการโอนทะเบียนเข้า จดทะเบียนรถยนต์ใหม่ หรือโอนทะเบียนออก

ค่าอากรแสตมป์

ส่วนใหญ่แล้วจะเสียไม่เกิน 0.5% ของมูลค่มสัญญาหรือยอดประเมิน

ค่าเบี้ยประกันภัย

ค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ก็จะขึ้นอยู่กับว่าเราทำประกันชั้นไหน แต่ถ้าเราออกรถยนต์คันใหม่ สถาบันการเงินที่เราไปขอสินเชื่อรถยนต์ด้วยก็มักจะให้ทำประกันภัยชั้น 1 เอาไว้

ค่าภาษีรถยนต์

ที่เจ้าของรถทุกคันจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทุกปี โดยเฉพาะเมื่ออกรถมาใหม่ๆ

ค่าธรรมเนียมต่างๆ

เช่น ค่าบริการต่อภาษีของรถยนต์ ค่าธรรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าโอนย้าย ตรวจสอบบัญชี ค่าบริการต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะเรียกเก็บจากะนาคารและหักจากวงเงินของเราโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

คุณสมบัติ

ไม่ว่าจะขอสินเชื่ออะไร ทุกคนต่างก็ต้องผ่านข้อเรียกร้องพื้นฐานของทางสถาบันการเงินนั้นๆก่อน อย่างคุณสมบัติสำหรับคนที่จะขอสินเชื่อรถยนต์ นอกจาก ต้องมีที่อยู่อาศัยในประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติอื่นๆที่เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาขอสินเชื่อด้วย

มีรายได้ประจำ

เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่ผู้ขอสินเชื่อทุกคนต้องมี ซึ่งทางบริษัทที่ขอสินเชื่อก็จะขอดูบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน รวมทั้งดูอายุในการทำงานของเรา เพื่อดูความมั่นคงทางการเงินของเรานั่นเอง

ประวัติการเงินดี

ไม่ใช่เเค่ดูว่าเราเคยติดบัญชีดำ หรือมีเครดิตบูโรเท่านั้น แต่ยังดูด้วยว่าหนี้สินที่เรามีนั้นมีอะไรบ้าง มีปัญหาในการผ่อนชำระไหม? เป็นคุณสมบัติอีกอย่างที่มีผลกับการขออนุมัติสินเชื่อด้วย

อายุระหว่าง 20-65 ปี

บริษัทที่ขอสินเชื่อแต่ละที่ก็จะกำหนดคุณสมบัติเรื่องอายุต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่าง 20-65 ปี ซ่งเป็นช่วงอายุที่ยังมีกำลังผ่อนชำระค่างวดรถได้อยู่นั่นเอง