สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร?

สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร?

สินเชื่อส่วนบุคคลคือการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ทำให้เราได้รับเงินเป็นเงินก้อนเพื่อจะเอาไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นหรือตามความต้องการของเราเอง โดยจำนวนเงินที่เราจะได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายนั้น จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเดือนที่เรามีด้วย ซึ่งทางสถาบันการเงินจะให้วงเงินอยู่ที่ประมาณ 5 เท่าของเงินเดือน และให้เราสามารถผ่อนชำระคืนได้ตามที่ตกลงกับสถาบันการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในกรณีที่เราจำเป็นต้องใช้เงิน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปหยิบยืมคนอื่นให้หนักใจ และเดี๋ยวนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก็ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลมาค้ำประกันหรือนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันอีกด้วย เพียงแค่มีเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ก็สามารถใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลได้ แล้วแต่เราเลือกเปรียบเทียบ อัตราดอกเบี้ยที่จะทำการผ่อนชำระคืนให้กับทางสถาบันการเงิน ว่าของธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยที่ราคาต่ำที่สุด เพื่อที่จะสามารถจ่ายหรือชำระคืนอัตราดอกเบี้ยในราคาที่ถูกที่สุดได้ ไม่ว่าเราจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานประจำ หรือเจ้าของธุรกิจก็สามารถเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคลได้ แต่ทางสถาบันการเงินจะมีการกำหนดเงื่อนไข สำหรับคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจและพนักงานประจำแตกต่างกันตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงินที่ได้ตั้งเอาไว้ บางครั้งจำนวนเงินเดือนก็จะไม่เท่ากัน สินเชื่อส่วนบุคคลดีตรงที่เราไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ในการค้ำประกัน หรือว่าไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน ก็สามารถใช้บริการได้ แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขอสินเชื่อส่วนบุคคลว่าจะเอาเงินนั้นไปทำอะไร บางคนเลือกที่จะเอาไปปลดหนี้ หรือบางคนเลือกที่จะเอาไปช่วยเหลือธุรกิจที่ทำอยู่กับเพื่อนๆ แล้วแต่ความสะดวกของบุคคลเลย

มีสินเชื่อบุคคลของธนาคารอะไรบ้าง?

มีสินเชื่อบุคคลของธนาคารอะไรบ้าง?

แทบทุกธนาคารเดี๋ยวนี้มีสินเชื่อส่วนบุคคล เครื่องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการให้สามารถเลือกได้ แล้วแต่อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระคืนที่เราจะเลือกบริการ ยิ่งถ้าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดก็ยิ่งดีแต่ต้องดูเงื่อนไขอื่นๆด้วย มีหลายธนาคารที่ให้บริการอย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, TMB, UOB, CIMB Thai, สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด, ธนชาต, TISCO, เมกะสากลพาณิชย์, เกียรตินาคิน, แลนด์แอนด์เฮ้าส์, ICBC, ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย, ธนาคารแห่งประเทศจีน, ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุยทรัสต์, Citibank และอื่นๆอีกมากมาย เราสามารถเปรียบเทียบราคาอัตราดอกเบี้ย เพื่อเลือกอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุด ซึ่งจะปรับไปตามระยะเวลาของแต่ละเดือนไม่เท่ากัน

ขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคลเพราะอะไร?

ขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคลเพราะอะไร?

เอาไปใช้จ่ายในสิ่งที่ตัวเองต้องการและคำนวณว่าสามารถผ่อนชำระคืนได้ อย่างเช่นกู้ยืมไปเรียน แล้วชำระคืนให้ภายหลังเรียนจบแล้ว เอาไปใช้จ่ายหนี้นอกระบบเพื่อที่จะมีหนี้เลยในระบบแทน จะได้พูดคุยเจรจาผ่อนชำระง่ายกว่า บางคนวางแผนจะแต่งงานขอสินเชื่อไปใช้จัดงานแต่งงาน บางคนเอาไปทำธุรกิจลงทุนกับเพื่อนๆ บางคนอยากมีอำนาจการใช้เงินมากขึ้น ขอสินเชื่อเพื่อไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและผ่อนคืนในเดือนถัดไป บางคนอยากใช้เอาเงินไปในการรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัว เอาไปซื้อรถผ่อนบ้าน ฝันว่าแล้วไม่ต้องพูดเอาไปตกแต่งบ้าน เอาไปซื้อทองเอาไว้เก็งกำไร เอาไปลงทุนในตลาดหุ้น เอาไปทำฟัน ก็เอาไปทำอะไรก็ตามแต่ขอให้นึกถึงตอนที่ผ่อนชำระคืนต้องทำได้ด้วย แต่ไม่แนะนำให้เอาไปลงทุนในการเล่นการพนันในแอปพลิเคชั่น ดูเว็บไซต์ออนไลน์การพนัน เพราะมีความเสี่ยงมากที่จะไม่สามารถทำให้ผ่อนชำระคืนได้

สินเชื่อส่วนบุคคลมีข้อดีอะไรบ้าง?

สินเชื่อส่วนบุคคลมีข้อดีอะไรบ้าง?

สินเชื่อส่วนบุคคลทำให้เรามีเงินเอาไปทำสิ่งที่เราต้องการได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปหยิบยืมคนอื่นให้รำคาญใจ เพียงแค่เราเป็นคนที่มีเงินเดือนและมีรายได้ประจำตามเงื่อนไขของสถาบันการเงิน เราก็สามารถขอสินเชื่อเงินกู้ได้แล้ว ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันหรือทรัพย์สินในการค้ำประกันด้วย และในกรณีที่เราทำการผ่อนชำระคืนให้กับทางสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว จะทำให้เราเป็นคนที่มีเครดิตดี การที่เราชำระคืนตรงต่อเวลา จะช่วยให้เราสามารถขอสินเชื่อส่วนบุคคลในครั้งถัดไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกิจหรือการลงทุนของเราสะดวกและราบรื่น เพราะว่าเรามีสินเชื่อส่วนบุคคลเอาไว้ตอบสนองต่อความต้องการเรื่องเงินให้กับเราตลอดเวลา ทำให้ดูเหมือนว่าเรามีสภาพคล่องในการใช้เงินอยู่ตลอดด้วย

เวลาขอสินเชื่อส่วนบุคคล ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

เวลาขอสินเชื่อส่วนบุคคล ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

เอกสารยืนยันตัวตนก็คือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ ต้องมีสำเนาทะเบียนบ้านด้วยเพื่อที่จะยืนยันเกี่ยวกับที่อยู่ แล้วจำเป็นต้องมีสลิปเงินเดือนตัวจริงหรือสำเนาก็ได้  หนังสือรับรองเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ตัวจริง เพื่อแสดงว่าเรามีเงินเดือนที่จะผ่อนชำระคืนได้ จำเป็นต้องมีสำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 3 เดือนหรือ 6 เดือนด้วย

สำหรับในกรณีอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพื่อจะช่วยให้สถาบันการเงินมั่นใจว่าจะมีเงินชำระคืนหรือมีรายได้ที่แน่นอน ต้องมีสำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ของผู้สมัคร และสำเนาหน้าบัญชีสำหรับโอนเงินด้วย บางครั้งทางสถาบันการเงินก็จะเรียกร้องเอกสารบางอย่างที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นสลิปเงินเดือน บางทีก็แค่สลิปเงินเดือนเดือนล่าสุด หรือบางทีก็ใช้สลิปย้อนหลัง 3-6 เดือนเป็นต้น ดังนั้น เราจำเป็นต้องเช็คข้อมูลให้ละเอียดก่อนการสมัครอีกที

ชาวต่างชาติขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ไหม?

ชาวต่างชาติขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ไหม?

สามารถขอได้แล้ว เดี๋ยวนี้ทางธนาคารออกแบบให้คนที่เป็นชาวต่างชาติสามารถขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้แล้ว ไม่ว่าชาวต่างชาติจะกู้คนเดียว หรือไม่ได้สมรสกับคนไทย หรือแต่งงานกับคนไทยก็สามารถสมัครใช้บริการของสินเชื่อส่วนบุคคลได้แล้ว ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติที่พักในประเทศไทยจำเป็นต้องมีสำเนาหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตในการสมัครใช้บริการ สำเนาใบอนุญาตในการทำงานในประเทศไทย ตั้งแต่ 2 ปีเป็นต้นไป จำเป็นต้องมีสำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือน แล้วจำเป็นต้องมีรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3-6 เดือน เพื่อใช้ยืนยันในกรณีของรายได้ และเงินเดือนขั้นพื้นฐานที่ทางสถาบันการเงินจากกำหนดไว้สำหรับชาวต่างชาติ

วงเงินสินเชื่อที่สูงสุดคือเท่าไหร่?

วงเงินสินเชื่อที่สูงสุดคือเท่าไหร่?

แล้วแต่ว่าทางสถาบันการเงินจะกำหนดเอาไว้ อย่างเช่น SCB สามารถให้ขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ถึง 3 ล้านบาท แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ด้วย ซึ่งจำนวนวงเงินที่จะได้รับอนุมัติของแต่ละคนที่ขอสินเชื่อส่วนบุคคลจะได้รับไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายรับหรือเงินเดือนของแต่ละคนที่ได้รับในแต่ละเดือน แต่ไม่ว่าเราจะมีเงินเดือนมากขนาดไหนก็ตาม ก็มีการกำหนดวงเงินสูงสุดของแต่ละสินเชื่อเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งปกติแล้วจะมีการให้ได้รับอนุมัติวงเงินอยู่ที่ 1 ถึง 5 เท่าของรายได้ อย่างเช่นถ้าเรามีเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท เราสามารถได้รับอนุมัติวงเงินให้ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 100,000 บาท แต่ถ้าเรามีจำนวนเงินเดือนมากกว่า 20,000 บาท ก็ให้เราทำการคูณด้วย 5 เข้าไป ก็จะเป็นจำนวนวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งการอนุมัติก็เป็นไปตามที่ทางสถาบันการเงินจะอนุมัติให้กับเราด้วย

รายได้และวงเงินสูงสุดของสินเชื่อ เกี่ยวของกันอย่างไร?

รายได้และวงเงินสูงสุดของสินเชื่อ เกี่ยวของกันอย่างไร?

เกี่ยวข้องกันตรงที่ ยิ่งเรามีรายได้มากเท่าไหร่ต่อเดือน เราก็ยิ่งจะได้รับวงเงินในการอนุมัติให้ใช้สินเชื่อมากขึ้นไปด้วย

อย่างเช่น ถ้าเรามีรายได้อยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน เราอาจจะได้รับอนุมัติวงเงินไม่เกิน 2 เท่าของรายได้ แล้วแต่ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินได้กำหนดเอาไว้ตามเงื่อนไข

สมมุติ ถ้าเรามีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน เราจะได้รับวงเงินในการอนุมัติให้ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 150,000 บาท ทำให้เรารู้ว่ารายรับที่เราได้แต่ละเดือนเมื่อเราไปขออนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคล ยิ่งเรามีรายได้มากเท่าไหร่เราก็จะได้รับวงเงินในการอนุมัติมากเท่านั้นไปด้วย แต่ก็มีขีดจำกัดที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินได้กำหนดเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน ว่าจะสามารถให้ได้รับวงเงินที่ได้อนุมัติไม่เกินเท่าไหร่ บางสถาบันการเงินก็ไม่เกิน 3 ล้านบาท บางสถาบันการเงินก็ไม่เกิน 1 ล้านบาท

มีกำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตตอนขอสินเชื่อไหม?

มีกำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตตอนขอสินเชื่อไหม?

มีการกำหนดด้วย การกำหนดวงเงินในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตตอนที่เราขอสินเชื่อ จะคิดไปตามรายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือนตอนที่เราขออนุมัติสินเชื่อในตอนแรก เราจำเป็นต้องใช้สลิปเงินเดือนเพื่อยืนยันว่าเรามีเงินเดือนในแต่ละเดือนเท่าไหร่ จะมีการนำยอดเงินเดือนของเรามาทำการคำนวณเพื่อที่จะสามารถได้รับวงเงินอนุมัติให้ใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งการอนุมัติวงเงินจะอยู่ที่ 1 ถึง 5 เท่าของรายได้ ถ้าเรามีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน เราจะได้รับวงเงินอนุมัติให้ใช้จ่ายอยู่ที่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้าเราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เต็มวงเงินที่กำหนดไว้แล้ว จำเป็นต้องมีการผ่อนชำระคืนให้กับทางสถาบันการเงิน เพื่อที่จะสามารถใช้บัตรเครดิตต่อไปได้ ซึ่งจะมีการกำหนดเกี่ยวกับขั้นต่ำในการผ่อนชำระคืนเพื่อที่จะสามารถใช้บัตรเครดิตในรอบต่อไปได้ด้วย

อนุมัติสินเชื่อบุคคลต้องใช้เวลานานไหม?

อนุมัติสินเชื่อบุคคลต้องใช้เวลานานไหม?

อันนี้ก็แล้วแต่ทางสถาบันการเงินที่มีข้อกำหนดไว้ แต่โดยทั่วไปสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล จะมีการอนุมัติให้ใช้ได้ภายใน 3-4 วัน และในสินเชื่อส่วนบุคคลยังมีสินเชื่อที่สามารถใช้เวลาอนุมัติไวด้วย อย่างบางสินเชื่อก็ใช้แค่เวลาวันเดียวก็ได้รับอนุมัติแล้ว เช่น สินเชื่อบุคคลซิตี้ ซึ่งจะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีเอกสารครบแล้ว ใช้เวลาในการอนุมัติแค่ 1 วันหลังจากที่กรอกเอกสารและส่งเอกสารทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ดังนั้นต้องนับรวมระยะเวลาในการเตรียมเอกสารด้วย เมื่อสินเชื่ออนุมัติผ่านแล้วเราก็จะสามารถใช้วงเงินที่อยู่ในสินเชื่อดังกล่าวได้เท่าที่เราได้รับอนุมัติซึ่งมีค่าสูงสุดถึง 5 เท่า โดยจะมีการพิจารณาจากเงินเดือนขั้นต่ำของเรา ถ้าเงินเดือนขั้นต่ำของเรามากกว่า 30,000 บาทก็จะได้รับวงเงินสูงสุดถึง 5 เท่า แต่บางคนก็บอกว่าทำไมผมขอสมัครใช้บริการก่อนแต่ได้รับการอนุมัติทีหลังก็มีหลายปัจจัย บางครั้งเอกสารไม่ครบ หรือว่าทางสถาบันการเงินเช็คคุณสมบัติของผู้ขอกู้สินเชื่อ หรือว่าเช็คถึงความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ แต่เมื่อได้รับอนุมัติแล้วทางธนาคารจะโทรมาบอก ซึ่งอันนี้เราก็ต้องใช้เวลาในการรอคอย เพื่อจะได้รับอนุมัติให้ใช้สินเชื่อต่อไป

ทางธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลของผู้สมัครอย่างไรบ้าง?

ทางธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลของผู้สมัครอย่างไรบ้าง?

ทางธนาคารจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครผู้ขอกู้สินเชื่อ โดยการพิจารณาว่าผู้ที่ขอสินเชื่อนั้นต้องมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป อายุต่ำกว่านี้จะถือว่าเป็นผู้ที่ไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง อาจจะไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ แล้วถ้ามีอายุเกินกว่า 60 ปี ทางสถาบันการเงินจะถือว่าอยู่ในช่วงวัยเกษียณและเป็นผู้ไม่มีรายได้ แม้ว่าจะจริงๆแล้วทำงานอยู่ก็ตาม ก็จะไม่สามารถได้รับการอนุมัติผ่านเกณฑ์ได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือความสามารถในการชำระหนี้ จะมีการตรวจสอบว่าเราสามารถชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ โดยการเช็คประวัติหนี้สินของเรา ถ้าหากว่าเราขอกู้วงเงินที่สูงกว่าเกินความสามารถในการชำระหนี้ เราก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้ขอสินเชื่อ โดยพิจารณาจากหนี้สินปัจจุบันของผู้ขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต  ค่าผ่อนรถ บัตรกดเงินสด รวมภาระการชำระหนี้ต่อเดือนต้องไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ และอัตราการผ่อนชำระสินเชื่อต่อเดือนที่คุณกำลังขอคู่นั้นจะต้องไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ถ้าตรงกับอันใดอันหนึ่งก็จะไม่ได้รับอนุมัติให้ขอสินเชื่อ มีการพิจารณาจากเงินทุนหรือสินทรัพย์ด้วย คือเงินที่เราฝากไว้ในบัญชีเงินฝากของเรา เรามีสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าสินทรัพย์ของเราอาจไม่ได้มีไว้เพื่อการชำระหนี้ แต่ก็เป็นแหล่งเงินสำรองที่สามารถนำมาชำระหนี้ได้ หากเรามีเงินทุน สินทรัพย์  หรือเงินฝาก ก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือในการอนุมัติสินเชื่อก็จะง่ายขึ้นด้วย หากเราไม่สามารถที่จะชำระหนี้สินดังกล่าวได้ก็ยังมีทรัพย์สินอื่นๆที่จะเอามาชำระหนี้แทนได้นั่นเอง ปัจจัยภายนอกก็สำคัญเช่นเดียวกันอย่างเช่นสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น สภาวะเงินเฟ้อ หรือปัญหาสงคราม สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงของงานและรายได้ของผู้ของกูขอสินเชื่อ ถ้าหากผู้ขอสินเชื่อมีปัญหา แน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบต่อการชำระหนี้สินอีกต่างหาก และนอกจากนั้นอาจจะกู้ไม่ผ่านเพราะสถาบันการเงินเองก็ได้ อาจจะเกิดปัญหาทางการเงินของสถาบันการเงินเองทำให้ไม่สามารถกูได้แค่นั้นเอง

อัตราส่วนหนี้สินคืออะไร?

อัตราส่วนหนี้สินคืออะไร?

อัตราส่วนหนี้สิน หรือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สินรวม เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างทรัพย์สินทั้งหมดของกิจการกับเงินที่กู้มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าหนี้สินรวมทั้งหมดของกิจการเป็นกี่เท่าของทรัพย์สินรวมของกิจการซึ่งอัตราส่วนหนี้สินจะวิเคราะห์ได้ว่าสภาพคล่องของกิจการว่ากิจการเวลานี้มีหนี้มากแค่ไหนและอัตราส่วนหนี้สินจะมีผลการขอกู้เงินของบริษัทเพื่อประเมินความสามารถและโอกาสจ่ายหนี้ของบริษัทด้วย

แล้วคำนวณอัตราส่วนหนี้อย่างไร?

แล้วคำนวณอัตราส่วนหนี้อย่างไร?

อัตราส่วนหนี้สินเป็นอัตรส่วนทางการเงินที่วัดระหว่างหนี้สินรวมกับสินทรัพย์รวมซึ่งเป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกว่ากิจการมีการกู้ยืมเงินเป็นส่วนเท่าไหร่ต่อสินทรัพย์รวมซึ่ง การคำนวณอัตราหนี้สินได้จาก:

อัตราส่วนหนี้สิน = หนี้สินรวม/สินทรัพย์รวม  (เท่า)

ตัวอย่าง บริษัท (ก) ก่อสร้างจำกัด มีหนี้สินรวม 780,000 บาทและมีทรัพย์สินรวม 1,500,000 บาทจะคำนวณหาอัตราส่วนหนี้สินของบริษัท (ก) ก่อ สร้างจำกัด  อัตราส่วนหนี้สิน = 780,000 / 1,500,000 = 0.52 เท่า

สรุปผลการคำนวณว่าบริษัทก ก่อสร้างจำกัดมีอัตราส่วนหนี้สิน = 0.52 เท่า ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างน้อย ทำให้กิจการของบริษัท (ก) ก่อสร้างจำกัดมีความเสี่ยงน้อยและความต้องการกู้ยืมเงินในอนาคตสามารถทำได้ง่ายเพราะมีเครดิตการการเงินที่ดี

คำนวณยอดผ่อนชำระต่อเดือนอย่างไร?

คำนวณยอดผ่อนชำระต่อเดือนอย่างไร?

การขอสินเชื่อส่วนบุคคลทางสถาบันการเงินหรือธนาคารผู้กู้จะต้องมีรายได้ประจำ หรือเจ้าของกิจการ ซึ่งมีรายได้ตามที่สถาบันการเงินหรือธนาคารกำหนดจึงจะสามารถขอกู้สินเชื่อได้ เมื่อมีการอนุมัติสินเชื่อก็จะมีการคำนวณยอดผ่อนชำระต่อเดือนที่ผู้ขอกู้จะต้องจ่ายชำระ จะมีตัวอย่างการคำนวณยอดผ่อนชำระต่อเดือนที่คุณสามารถดูได้ในเว็บไซต์ของธนาคาร แต่คุณต้องจำเอาไว้ว่ายอดผ่อนชำระต่อเดือนที่คุณเห็นในเว็บไซต์อาจแตกต่างจากจำนวนเงินที่คุณต้องผ่อนชำระจริง เนื่องจากว่ามีการคิดเงินต้นรวมด้วยและขึ้นอยู่กับจำนวนงวด ยิ่งจำนวนเยอะมากขึ้น ดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ถ้าคุณต้องการรู้ว่าคุณจะต้องจ่ายเท่าไหร่แต่ละเดือน MoneyDuck แนะนำให้คุณไปปรึกษากับธนาคารที่คุณสนใจโดยตรง เว็บไซต์ MoneyDuck ก็มีข้อมูลหลากหลายเกี่ยวกับสินเชื่อบุคคล ลองเช็คดูได้

มีช่องทางผ่อนชำระสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไหนบ้าง?

มีช่องทางผ่อนชำระสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไหนบ้าง?

การขอสินเชื่อส่วนบุคคลกับสถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆ ที่ให้บริการสินเชื่อนี้ ผู้ขอสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อทางสถาบันการเงินหรือธนาคารจะมีช่องทางในการผ่อนชำระสินเชื่อได้หลายทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

อย่างเช่นสินเชื่อส่วนบุคคลธนาคาร Citibank สามารถจ่ายชำระสินเชื่อ ชำระตัดผ่านบัญชีเงินฝากของธนาคาร ชำระโดยพร้อมเพย์ ด้วยคิวอาร์โค้ดผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆ  ที่เทสโก้โลตัส และ เทสโก้โลตัส เอ็กซ์เพรส บิ๊กซี ทรูมันนี่ จุดรับชำระทรูมันนี่ ซีพี เฟรชมาร์ท และที่ทำการไปรษณีย์ มีทางเลือกหลากหลาย

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) คืออะไร?

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) คืออะไร?

อัตราดอกเบี้ยคงที่คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขเฉพาะไม่ขึ้นไม่ลงตามต้นทุนของสถาบันการเงินและจะคงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้หรือในช่วงเวลาที่กำหนดเช่นระยะเวลากู้ 5 ปีในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปีนี่หมายถึงผู้กู้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 9 ตลอดระยะเวลา 5 ปีโดยไม่มีการเพิ่มหรือลด ซึ่งอัตราดอกเบี้ยแบบนี้สามารถแบ่งออกเป็น:

อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้

ทางธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือตายตัวตามประกาศของธนาคารในขณะที่ขอกู้โดยไม่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสถานการณ์ตลาดการเงินหรือต้นทุนทางการเงิน

อัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงแรกจากนั้นเป็นลอยตัว

ธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นใน 1-5 ปีแล้วจะเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดการเงินและต้นทุนทางการเงินของธนาคารในขณะนั้น

อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว

ทางธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยแบบคงที่ในระยะสั้นประมาณ 1-5 ปีแต่ในระหว่างนั้นอาจจะกำหนดคงที่แบบขั้นบันไดเช่นกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ในปีแรก อยู่ที่ 2% ปีที่2 อยู่ที่ 2.5%ในปีที่ 3 อยูที่ 3% หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) คืออะไร?

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) คืออะไร?

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินที่กำหนดมาแล้วแต่จะไม่คงที่ตายตัวตลอดเวลาที่กู้ ซึ่งผู้กู้จะต้องจ่ายให้แก่สถานบันการเงินซึ่งเป็นผู้ให้กู้ ในอัตราที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถานบันการเงินหรือตามอัตราที่กำหนด โดยที่สถานบันการเงินจะประกาศออกมาเป็นคราวๆไป อย่างเช่น เงินกู้เพื่อการหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจซึ่งผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาในอัตราที่สถานบันการเงินประกาศ ซึ่งบางปีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 4-5 ครั้งแต่บางปีก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็มี

คำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างไร?

คำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างไร?

เพื่อที่จะคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล จะมีดอกเบี้ย 3 อย่างนี้เกี่ยวข้องกัน:

การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Interest Rate)

การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Interest Rate) ดอกเบี้ยจะถูกคิดคำนวณจากจำนวนเงินต้นทั้งก้อนแบบเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญาแล้วจะรวมเข้าไปกับเงินต้นแล้วจะเฉลี่ยเป็นรายงวดๆละเท่าๆกัน

มีวิธีการคิดคำนวณดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้ตามสูตรดังนี้: จำนวนดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา = (เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ต่อปี x จำนวนปีที่ผ่อนชำระ) การคำนวณค่างวด = (เงินต้น + อัตราดอกเบี้ย) / จำนวนงวดที่ผ่อนชำระ

ตัวอย่าง นาย อมรต้องการกู้เงินจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งจำนวน 100,000 บาทโดยต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 8% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี นายอมรจะต้องผ่อนจ่ายชำระต่อเดือนเท่าไร วิธีคิด ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา = 100,000 x 8% x 5 = 40,000 บาท ค่างวดต่อเดือน = (100,000 +40,000) / 60 = 2,333 บาท / เดือน

การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)

การคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate) ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะคำนวณจากยอดหนี้ที่เหลืออยู่โดยคิดจากยอดเงินต้นที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระเงินต้นหมด เมื่อผู้กู้ชำระเงินไม่ว่าจะตามยอดที่เรียกเก็บหรือมากกว่านั้นจะทำให้เงินต้นที่กู้มาลดลงและจะทำให้ดอกเบี้ยที่คำนวณจากเงินต้นลดลงตามสัดส่วนเงินต้นที่ลดลงด้วย

มีวิธีคิดคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกได้ตามสูตรดังนี้:

จำนวนดอกเบี้ยแต่ละเดือน  = ( เงินต้นคงเหลือ xจำนวนวัน x อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกต่อปี ) / 365

การคำนวณเงินต้นคงเหลือ  = เงินต้นงวดที่แล้ว + จำนวนดอกเบี้ยต่องวด - จำนวนที่ผ่อนต่องวด

ตัวอย่าง นางสาวดวงใจต้องการกู้เงิน 1,500,000 บาท ซื้อบ้าน ในอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี โดยที่ธนาคารได้กำหนดให้ผ่อนจ่ายชำระ 10,000 บาทต่อเดือน

วิธีคิด คำนวณดอกเบี้ยงวดที่ 1  = เงินต้นคงเหลือ x จำนวนวัน x อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกต่อปี) / 365  = (1,500,000 x 30 x 3%) / 365  = 3,698.63 บาท

คำนวณเงินต้นคงเหลืองวดที่ 1  = เงินต้นงวดที่แล้ว + จำนวนดอกเบี้ยต่องวด - จำนวนเงินที่ผ่อนต่องวด  = 1,500,000 + 3,698 - 10,000  =1,493,698 บาท

คำนวณดอกเบี้ยงวดที่ 2  = (เงินต้นคงเหลือ x จำนวนวัน x อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกต่อปี) / 365   = (1,493,698 x 30 x 3%) / 365  = 3,683 บาท

คำนวณเงินต้นคงเหลืองวดที่ 2  = เงินต้นงวดที่แล้ว + จำนวนดอกเบี้ยต่องวด - จำนวนเงินผ่อนต่องวด  = 1,493698 + 3,683 - 10,000  = 1,487,381 บาท

มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเมื่อขอสินเชื่อส่วนบุคคล?

มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเมื่อขอสินเชื่อส่วนบุคคล?

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าการขอสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆนอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้วยังมีค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ทางสถานบันการเงินและธนาคารเรียกเก็บจากเราซึ่งบางแห่งจะมีการเรียกเก็บแบบยิบย่อย

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการขอกู้จะต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนทำสัญญาการขอกู้ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมหลักที่ผู้กู้ต้องจ่ายให้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินได้แก่ ค่าธรรมเนียมการดำเนินการ การธรรมเนียมในการชำระคืนเร็วกว่ากำหนด ค่าอากรแสตมป์ และ ค่าประเมินราคาและค่าสำรวจของหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอสินเชื่อ

หลายคนที่คิดจะขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคลอาจไม่รู้มาก่อนว่ามีการคิดค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อหรือค่าธรรมเนียมการดำเนินการด้วย ซึ่งค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการขอสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ว่าการเตรียมเอกสาร หรือการทำหนังสือ แต่ละขั้นตอนจะกลายเป็นรายจ่ายที่หลายคนคิดไม่ถึงซึ่งไม่ว่าสินเชื่อนั้นได้จะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะคิดค่าใช้จ่ายส่วนการดำเนินการนี้แตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวงเงินที่ได้รับอนุมัติอีกด้วย ถ้าหากว่าวงเงินอนุมัติสูงค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะสูงตามไปด้วย

ดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยคือ ค่าตอบแทนที่ผู้ให้กู้เรียกเก็บจากผู้กู้โดยมีอัตราการคิดอยู่ที่ร้อยละต่อปี ต่อเดือนหรือต่อวัน ขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันในครั้งแรกระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ แต่โดยส่วนใหญ่การเก็บเงินกู้จะเป็นร้อยละต่อปี เป็นหลัการการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารที่เรียกเก็บเพื่อเป็นผลตอบแทนจากการให้กู้ยืม อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะมีหลายรูปแบบ หลายอัตราจะขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อนั้นๆ โดยส่วนมากที่ใช้อยู่ประกอบด้วย สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate Loan), สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating  Rate Loan), และ สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Mixed Rate Loan)

ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด / ค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า

ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนก่อนกำหนด

ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนก่อนกำหนด เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้กู้เรียกเก็บในกรณีที่ผู้ขอกู้ ได้จ่ายเงินคืนเร็วกว่ากำหนดของธนาคารซึ่งนั่นทำให้รายได้จากดอกเบี้ยรายเดือนที่ธนาคารควรจะได้รับกลับหายไป จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นโดยที่ทำการคิดก็ต่อเมื่อผู้ขอกู้ได้มีการตัดสินใจที่จะชำระเงินกู้ทั้งหมดก่อนที่สินเชื่อจะครบกำหนดผ่อนหมด แต่ส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารด้วยว่าจะมีการเรียกเก็บอย่างไรซึ่งบางธนาคารก็ไม่เรียกเก็บเลยก็ได้

ค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า

ค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้าเป็นค่าธรรมเนียมที่ถูกเรียกเก็บจากผู้ขอกู้เพิ่มเติมในกรณีที่ผู้ขอกู้ผิดนัดชำระ เงินค่างวดและชำระเงินล่าช้าหรือเลยวันที่ครบกำหนด โดยที่ธนาคารจะคิดเป็นเปอร์เซนต์จากยอดเงินที่ยังคงเหลืออยู่

ค่าอากรเเสตมป์

ในการขอกู้เงินทุกครั้งผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์ด้วย ซึ่งอากรแสตมป์เป็นภาษีที่กำหนดขึ้นตามประมวลรัษฎากร ซึ่งมีการเก็บจากการกระทำตามตราสาร 28 ลักษณะ ที่มีการกำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ของกรมสรรพกร โดยปกติอัตราใช้อยู่ที่ประมาณ 0.05% ของวงเงินสินเชื่อแต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยที่เงินส่วนนี้จะจ่ายให้แก่รัฐบาลตามกฏหมายเมื่อมีการกู้เงิน

คุณสมบัติของผู้สมัคร

คุณสมบัติของผู้สมัคร

คุณสมบัติของผู้ขอกู้สินเชื่อมีดังต่อไปนี้ จำเป็นต้องมีอายุระหว่าง 20 ถึง 60 ปีบริบูรณ์ จำเป็นต้องมีรายได้ขั้นต่ำประจำต่อเดือนตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือเจ้าของธุรกิจ ต้องมีเงินเดือนหรือเงินหมุนเวียนตามที่ธนาคารได้กำหนดไว้ ต้องเป็นคนไทยหรือสัญชาติไทยเท่านั้น หากเป็นชาวต่างชาติจำเป็นต้องมี work permit ในการทำงานและที่พักในประเทศไทย สำหรับเอกสารที่ใช้ในการสมัครขอสินเชื่อ ทั้งในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา และพนักงานบริษัท หรือทำงานเป็นข้าราชการ จำเป็นต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ต้องมีรายได้การเดินบัญชีย้อนหลัง 3-6 เดือน ต้องมีสำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือนด้วย ต้องมีสำเนาสมุดบัญชีธนาคาร ในกรณีที่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ สามารถใช้บัตรประจำตัวอื่นๆที่ราชการออกให้แทนบัตรประจำตัวประชาชนในการสมัครได้ และเอกสารการยืนยันรายได้ก็ใช้ตามปกติที่กล่าวไปข้างต้น ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติที่พักในประเทศและทำงานในประเทศไทย จำเป็นต้องมีสำเนาหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต ต้องมีสำเนาใบอนุญาตในการทำงานในประเทศไทย 2 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องมีสำเนาหนังสือรับรองเงินเดือนหรือสลิปเงินเดือน หาแฟนเจ้าของหรือกิจการอาชีพอิสระ นอกจากสลิปเงินเดือนแล้วจำเป็นต้องใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนหรือทะเบียนการค้า และจำเป็นต้องมีสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นด้วย เพียงเท่านี้ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถสมัครใช้บริการของสินเชื่อส่วนบุคคลได้แล้ว