ธนาคารทั่วไปมีระบบอะไรบ้าง?

เมื่อพูดถึงธนาคารเราหลายๆคนก็จะนึกถึงการทำธุรกรรมด้านการเงิน เพราะว่าหน้าที่หลักของธนาคารก็คือการบริการด้านการเงิน เรียกได้ว่าการบริการด้านการเงินก็เป็นสินค้าหลักของธนาคารเลยก็ว่าได้ ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีระบบด้านการเงินมากมายหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เราเลือกแบบที่ตรงความต้องการของเราเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะคุ้นเคยกับการไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคาร แต่ก็มีอยู่บ้างที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าจริงๆแล้วธนาคารนั้นมีระบบการเงินอย่างอื่นด้วย นอกจากการเปิดบัญชีเงินฝาก และนั่นอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสดีๆที่เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งธนาคารทั่วไปก็จะมีระบบด้านการเงินต่อไปนี้

ระบบผลิตภัณฑ์เงินฝาก

ระบบผลิตภัณฑ์เงินฝากหรือที่เราหลายๆคนคุ้นเคยกันดีกับการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคาร ซึ่งจะเป็นการการันตีว่าเงินที่เราฝากไว้กับธนาคารนั้นจะไม่หายไปและช่วงเวลาที่เราฝากเงิน เราก็จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนตามข้อตกลงของธนาคาร และระบบผลิตภัณฑ์ฝากเงินก็จะแบ่งออกมาเป็น 2 แบบ คือ ระบบเงินฝากประจํา เป็นการเอาเงินที่เรามีไปฝากไว้กับทางธนาคารแบบกำหนดระยะเวลา เป็นการฝากเงินแบบที่ให้ดอกเบี้ยสูง แต่ว่าตลอดช่วงที่อยู่ในกำหนดเราจะเอาเงินออกมาใช้ก่อนไม่ได้ ถ้าเราเผลอเอาเงินออกมาใช้ก่อนเราก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินไว้ ส่วนอีกแบบก็คือระบบเงินฝากออมทรัพย์ หรือการเปิดบัญชีเงินฝากแบบที่มีสมุดคู่ฝาก ซึ่งเราส่วนใหญ่อาจจะเคยทำหรือคุ้นเคยกับระบบแบบนี้

ระบบผลิตภัณฑ์การลงทุน

ระบบผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับคนทั่วไปที่อยากเริ่มลงทุนธนาคารก็มีระบบการลงทุนมาให้เราได้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ระบบกองทุน การลงทุนกับกองทุนของธนาคารก็จะเหมือนกับว่า เราเอาเงินที่เรามีไปฝากให้ธนาคารเล่นหุ้นให้นั่นเอง แล้วเราก็จะได้รับเงินปันผลตามที่ตกลงไว้ การลงทุนอีกแบบก็คือ ระบบตราสารหนี้ซึ่งมีทั้งระยะยาวและระยะสั้น เป็นการลงทุนที่เราเป็นเจ้าหนี้และมีรัฐบาลทางธนาคารหรือบริษัทเอกชนเป็นลูกหนี้ของเรานั่นเอง

ระบบประกัน

การทำประกันภัยต่างๆก็ไม่จำเป็นต้องไปทำกับบริษัทประกันภัยเท่านั้นแม้แต่ทางธนาคารก็มีระบบประกันภัยให้เราเลือกตามความต้องการเช่นกัน คือระบบประกันชีวิต ซึ่งก็เป็นประกันที่เราหลายคนรู้จักกันดีและมองหากันเป็นอันดับแรก อีกแบบก็คือระบบประกันวินาศภัย อาจเป็นชื่อที่เราไม่ค่อยคุ้นเพราะไม่ค่อยได้ยินคำโฆษณาแต่ก็เป็นประกันภัยที่เราไม่ควรมองข้ามเพราะครอบคลุมหลายอย่างไม่ว่าจะการเดินทางหรืออุบัติเหตุ ก็จะคุ้มครองตามข้อตกลงของธนาคาร

ระบบสินเชื่อ

ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อรถยนต์ ก็มีมาเพื่อให้เรากู้เงินได้ง่ายขึ้น ได้เงินก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลัง แต่ก็ระวังการก่อหนี้โดยไม่จำเป็นด้วย

ระบบบัตรเครดิต

บางคนอาจจะไม่มีบัตรเครดิต แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินชื่อบัตรเครดิตนี้เลย เป็นบัตรสุดสะดวกสบายที่ทำให้เราใช้จ่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องพกเงินสดติดตัว แต่ข้อควรระวังก็คือเราอาจจะเผลอใช้จ่ายจนลืมตัวก็ได้นะ และนี่คือระบบของธนาคารส่วนใหญ่ที่เราสามารถใช้บริการด้านการเงินได้

วิธีสร้างกองทุน

ในทุกวันนี้ธนาคารต่างๆก็มีระบบกองทุน ให้นักลงทุนเลือกหลากหลายรูปแบบ การจัดตั้งกองทุนขึ้นมาก็เพื่อเป็นการระดมเงินจากนักลงทุนจำนวนมาก และนำเงินของทุกคนที่เอามาลงทุนรวมกันไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลเพื่อที่จะตั้งกองทุนขึ้น และธนาคารก็จะทำหน้าที่ ผู้จัดการกองทุน นำเงินในกองทุนนั้นไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆตามนโยบายของหุ้นแต่ละตัว แล้วเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนในทรัพย์สินต่างๆก็จะนำมาเฉลี่ยให้กับผู้ลงทุนแต่ละราย สำหรับนักลงทุนมือใหม่แล้วการลงทุนถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะว่ากองทุนต่างๆก็จะมีมืออาชีพด้านการลงทุนคอยดูแลตลอดเวลา ทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆได้มากขึ้น เป็นเจ้าของหุ้นได้เยอะขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ซึ่งการจัดตั้งกองทุนในแต่ละครั้ง ก็จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ :

จัดตั้งคณะกรรมการ

ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยคนจากทางฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เข้ามาทำหน้าที่กรรมการฝ่ายกองทุน

เลือกและจ้างบริษัทจัดการ

ซึ่งทางคณะกรรมการจะเป็นคนเลือกและพิจารณาว่าจะให้บริษัทไหนเป็นคนบริหารเงินก้อนนี้ที่ลงทุนด้วยกัน

ทำสัญญา

ทำสัญญาก็คือสัญญาว่าจ้างบริษัทที่บริหารเงินลงทุนนั่นเอง

จดทะเบียนจัดตั้งกองทุน

จดทะเบียนจัดตั้งกองทุนเพื่อที่จะทำให้การจัดตั้งกองทุนที่เกิดขึ้นถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนในนามนิติบุคคล

บริหารกองทุนและรายงานผลการดำเนินการ

ซึ่งนายจ้างจะต้องหาคนที่รับผิดชอบเก็บรายละเอียดที่เกี่ยวกับเงินในกองทุน ทำทะเบียนสมาชิกในบริษัทอย่างชัดเจน และรายงานการเงินต่างๆ  ซึ่งสำหรับเราที่เป็นนักลงทุนการเอาเงินเข้ากองทุน เราก็จะได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่ได้ในการลงทุนนั้นๆ

ไม่ว่าจะเป็น การกู้ให้ยืมเงินขอสินเชื่อสินค้าทางการเงินต่างๆ หรือแม้แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ส่วนธนาคารนอกจากจะได้รับประโยชน์จากเงินปันผลในการลงทุนแต่ละอย่างแล้ว ธนาคารที่เป็นผู้จัดตั้งกองทุน ก็จะได้รับกำไรจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บรายปีจากผู้ลงทุน เพื่อเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนของพนักงาน ในฐานะผู้จัดการกองทุนเอง หรือแม้แต่ค่าระบบนั้นเอง แต่ค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้เยอะอย่างที่คิด เพียงแค่ปีละ 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และค่าธรรมเนียมอีกอย่างที่สร้างกำไรให้กับธนาคารก็คือเมื่อเกิดธุรกรรมการเงิน อย่างเช่น การซื้อ การขาย หรือการสับเปลี่ยนกองทุน เราก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารเรียกเก็บไป พ่อไม่ว่ายังไงธนาคารก็เป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไรและนี่คือวิธีที่กองทุนสามารถสร้างผลกำไรให้กับเราและทางธนาคาร

เอากองทุนนั้นไปใช้กับอะไรบ้าง?

เดี๋ยวนี้หลายๆคนเลือกที่จะเอาเงินที่ตัวเองมีไปลงทุนกับกองทุนต่างๆมากกว่าแค่ฝากเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีไว้กับธนาคาร เพราะการเอาเงินไปลงกับกองทุนหรือหุ้นจะทำให้เราได้รับผลกำไรมากกว่าเอาเงินไปฝากไว้กับธนาคารแล้วรอกินดอก ระยะเวลาที่ใช้ก็สั้นกว่าด้วย แต่จะให้ไปลงทุนเองก็ไม่กล้า เพราะทุกวันนี้มีการลงทุนหลายรูปแบบ ทำให้หลายคนเลือกที่จะเข้าร่วมในกองทุนกับธนาคารต่างๆ เพื่อให้คนที่มีประสบการณ์ดูแลเงินในกองทุนของเรา ธนาคารก็จะนำเงินที่รวบรวมจาก "กองทุน" ให้กับ "ผู้จัดการกองทุน" ซึ่งทำหน้าที่นำเงินไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนที่บอกไว้ เพื่อค้าขายทำกำไรไม่ว่าจะเป็นจากการปล่อยกู้ ผ่านทางสินเชื่อ ลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือการให้บริการสินค้าทางการเงินรูปแบบต่างๆ ธนาคารก็จะนำเงินจากกองทุนเพื่อไปค้าขายทำกำไรต่อ และ เมื่อการลงทุนหรือ กองทุน ที่เอาไปลงทุนนั้นเกิดผลกำไรธนาคารก็จะได้รับประโยชน์จากเงินผันผลที่ว่า รวมทั้งเราที่เป็นคนซื้อกองทุนด้วย

ธนาคารมีระบบที่เป็นประโยชน์สำหรับเรา

เราต่างก็รู้ว่าธนาคารเป็นองค์กรหรือบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาก็เพื่อสร้างผลกำไรให้กับตัวเองแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนนั้นต่างก็ได้รับประโยชน์จากระบบการเงินต่างๆที่ธนาคารมีให้ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์เงินฝากหรือการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารนอกจากจะเป็นแหล่งเก็บเงินชั้นดีเราก็ยังได้รับดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาการฝากด้วย แลกเงินที่เราใช้ฝากในธนาคาร ก็สามารถถอนโอนไปยังบัญชีต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นการชำระสินค้าการจ่ายค่าบิลต่างๆเราก็สามารถทำได้ผ่านทางบัญชีธนาคารที่เรามี ผลิตภัณฑ์การลงทุน ก็ช่วยให้คนทั่วไปหรือนักลงทุนหน้าใหม่ๆสามารถเข้าถึงการลงทุนและหุ้นต่างๆได้ง่ายขึ้น ถึงแม้เราจะต้องเสียค่าธรรมเนียมบางอย่างให้กับธนาคาร แต่ก็ทำให้เราสร้างผลกำไรได้จากเงินปันผลในตัวหุ้นหรือกองทุนต่างๆ แถมยังใช้เพื่อเป็นการเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ประกัน ประกันภัยไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุประกันภัยชีวิตหรือประกันวินาศภัย ก็มีออกมาหลากหลายเพื่อให้เราเลือกได้ตามความต้องการ ถึงแม้เราจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันให้กับธนาคารนานหลายปีหรือเงินจำนวนที่เยอะ แต่เราก็ยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันประกันภัยที่เราทำก็ช่วยเราในตอนนั้นได้มากจริงๆ แม้แต่การขอสินเชื่อ เราต่างก็ยอมรับว่าไม่มีความจำเป็นด้านการเงินการขอสินเชื่อกับธนาคารก็ย่อมดีกว่าการกู้ยืมเงินนอกระบบ เพราะการขอสินเชื่อกับธนาคารนอกจากดอกเบี้ยจะถูกแล้วเรายังมีโอกาสผ่อนแบบทบต้นทบดอกซึ่งทำให้เราปลดหนี้ได้เร็วขึ้น และการขอสินเชื่อกู้ง่าย ทำให้ใครๆก็เข้าถึงการขอสินเชื่อได้และได้รับประโยชน์จากสินเชื่อของธนาคารต่างๆ  หรือสำหรับคนที่ไม่ชอบพกเงินสด ก็ยังมีระบบบัตรเครดิต ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ ไม่ว่าอยากจะซื้อของแพงหรือซื้อตอนไหนแค่รูดบัตรปุ๊บเราก็ซื้อได้เลยเป็นการเอาเงินมาใช้ล่วงหน้าแล้วก็ค่อยผ่อนจ่ายทีหลัง แถมยังมีโปรโมชั่นต่างๆมาให้เลือกใช้อีกมากมาย ถ้าเรารู้จักใช้ก็จะทำให้เราได้รับประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิตอย่างมาก  ถึงธนาคารจะสร้างระบบทางการเงินต่างๆเพื่อสร้างผลกำไรให้กับตัวเองและเราทุกคนต่างก็ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ระบบต่างๆที่ธนาคารสร้างขึ้นเช่นกัน

มีช่องทางชำระเงินให้หลากหลาย

เราต่างก็รู้ว่าสังคมในบ้านเราส่วนใหญ่ยังคงเป็นสังคมพกเงินสดกันอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า ตั้งแต่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาก็ทำให้วิธีการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่เปลี่ยนไป อย่างการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอล หรือ E-Payment ที่เข้ามามีบทบาทในบ้านเรา ทำให้การชำระเงินผ่านช่องทางธนาคารมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งช่องทางยอดฮิตที่ผู้คนส่วนใหญ่ชอบใช้กัน หรือแม้แต่เราเองก็อาจจะใช้งานอยู่มี

  1. เดบิตการ์ด (Debit Card)
  2. เครดิตการ์ด (Credit Card)
  3. โมบาย แบงค์กิ้ง (Mobile Banking)
  4. ATM Card บัตรเอทีเอ็ม
  5. อินเตอร์เน็ต แบงค์กิ้ง (Internet Banking)

นี่เป็นช่องทางการชำระเงินหลากหลายซึ่งธนาคารส่วนใหญ่ หรือเกือบแทบทุกธนาคารรองรับ นี้ยังไม่รวมถึงแอปพลิเคชั่น กระเป๋าตังออนไลน์ (e-Wallet) แบบต่างๆ ที่ธนาคารก็รองรับกันมากขึ้น ทำให้เรามีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายที่สามารถเชื่องต่อกับบัญชีในธนาคารของเราได้และทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายยิ่งมากขึ้น

มีบริการโอนเงินระหว่างประเทศง่ายๆ

เดี๋ยวนี้จะค้าขาย หรือซื้อของออนไลน์ เราก็สามารถโอนเงินได้ง่ายๆผ่านช่องทางต่างๆของธนาคาร แม้แต่การซื้อของต่างประเทศ ซึ่งมีบริษัทกลางเราก็สามารถซื้อของจากเมืองนอกได้แล้ว หรือแม้แต่การโอนเงินไปให้อีกคนหนึ่งที่ต่างประเทศ อาจจะเป็นการทำธุรกิจ หรือเพื่อธุระบางอย่าง เราก็สามารถทำได้ง่ายๆผ่านช่องทางที่ธนาคารจัดไว้ แต่ค่าธรรมเนียมอาจจะสูงอยู่สักหน่อย ให้เราไปสาขาของธนาคารที่มีบริการโอนเงินต่างประเทศ ให้เราไป SWIFT ที่สาขาของธนาคาร เราสามารถโอนเงินไปให้ใครก็ได้ ข้อมูลที่เราต้องมีก็เพียงแค่

  1. ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี และที่อยู่ของคนรับเงินที่อยู่ในต่างประเทศ
  2. ชื่อและที่อยู่ของธนาคารที่คนรับเงินเปิดบัญชีไว้
  3. SWIFT Code หรือ Address SWIFT SWIFT Code หรือ Address SWIFT ของธนาคารที่คนรับเงินเปิดบัญชีไว้จะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ มีชื่อของธนาคาร และบางครั้งก็อาจจะมีตัวเลขด้วย แต่รวมทั้งหมดแล้วจะไม่เกิน 11 ตัวอักษร
  4. เอกสารแสดงวัตถุประสงค์ของการโอนเงินในครั้งนี้ นี่ไม่ได้จำกัดจำนวนเงินในการโอนเอาไว้ แต่ต้องเป็นการโอนที่จำนวนเงินไม่เกิน 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่าในสกุลเงินต่างๆ  เพียงเท่านี้การทำธุรกรรมโอนเงินจากบัญชีในธนาคารของเรา ไปยังอีกบัญชีที่อยู่ต่างประเทศก็เสร็จสิ้น

การสร้างเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ (Money Creation) คืออะไร?

การสร้างเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ หรือ Money Creation เป็นแนวคิดเงินฝาก ของระบบธนาคารพาณิชย์ แล้วก็การปล่อยกู้ โดยการขอสินเชื่อ ที่ส่งผลทำให้ปริมาณเงินที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือเป็นเงินที่ได้มาด้วยหนี้ที่สร้างจากธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรานำเงินไปฝากไว้กับธนาคาร 1,000 บาท เราก็จะได้สมุดบัญชีเงินฝากที่แสดงยอดเงินของเราที่มีอยู่ในบัญชี ก็คือ 1,000 บาทที่เรานำไปฝากไว้ แล้วทีนี้ธนาคารก็จะนำเงินของเราไปปล่อยกู้เพื่อสร้างผลกำไรและก็จ่ายดอกเบี้ยให้กับเรา แต่ตามกฎหมายแล้วธนาคารไม่สามารถปล่อยกู้ได้ทั้งหมด จะต้องเก็บเงินบางส่วนไว้ สมมุติว่าธนาคารนำเงินของเราไปปล่อยกู้ ให้นาย ข 900 บาท เท่ากับว่าตอนนี้เงินของเราไปอยู่ในมือคนอื่น 900 บาท แสดงว่าเราก็จะเหลือเงินอยู่ในธนาคาร 100 บาทใช่ไหม? แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเงินในบัญชีธนาคารของเราก็ยังเป็น 1,000 บาทเหมือนเดิม เท่ากับว่าจำนวนเงินฝากของเราในตอนนี้ก็คือ 1,900 บาท แล้วถ้าสมมุตินาย ข นำเงินไปฝากเข้าธนาคาร และธนาคารก็นำเงินไปปล่อยกู้ต่อทำให้จำนวนเงินก็มากกว่าจำนวนเงินสดที่มีจริงๆ ที่ธนาคารสามารถทำแบบนี้ได้ก็เพราะว่ามีรัฐบาลรองรับไว้ว่า ถ้าธนาคารล้มละลาย รัฐบาลสามารถผลิตเงินสดมาให้ใหม่ได้ แต่จำนวนเงินสดจริงๆก็ยังคงเป็น 1,000 บาทอยู่ และการสร้างเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ก็จะประกอบไปด้วย 2 อย่างนี้

อย่างแรกคือ สินทรัพย์ (Assets) และ อย่างที่สองก็คือ หนี้สินและทุน (Liabilities and Capital) ถ้าเราสังเกตง่ายๆเดี๋ยวนี้ทุกครั้งเวลาเราจะขอสินเชื่อหรือไปกู้เงินกับธนาคาร ธนาคารก็จะให้เราเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารนั้นด้วย แล้วเมื่อเรากู้เงินเราก็ไม่ได้รับเงินสดมาเลย แต่ธนาคารจะใส่ตัวเลขเข้าไปในบัญชีของเราแทน และตัวเลขจำนวนเงินที่เข้ามาอยู่ในบัญชีของเราก็ไม่ใช่เงินสดจริงๆ แต่เป็น "หนี้" จากการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์นั่นเอง

ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน

ในทุกวันนี้การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ และธนาคารต่างๆก็มีผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนที่ตอบโจทย์ผู้คนหลายกลุ่ม เราอาจจะรู้จักการลงทุนในหุ้น หรือการลงทุนในกองทุนต่างๆ แต่จริงๆแล้ว ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนมีมากกว่านั้น อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์กองทุน ที่เป็นการรวมเอาเงินของทุกคนไปลงทุนในหุ้นตัวเดียวในนามของนิติบุคคล แล้วก็เฉลี่ยผลกำไรตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวม โดยจะมีผู้ร่วมลงทุนหลายคนและเป็นการลงทุนในหลากหลายรูปแบบทำให้เรามีโอกาสจะได้รับกำไรจากส่วนเกินทุนหรือว่าเงินปันผลโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี กองทุนรวมเพื่อการออม เป็นการลงทุนกึ่งออมเงิน ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขในการลงทุนก็จะขึ้นอยู่กับธนาคารที่เราไปลงทุนด้วย กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณและก็ช่วยลดหย่อนภาษี หรือแม้แต่กองทุน รวมบลจ.แบบอื่นๆ ต่างก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนทั้งนั้น หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆ เช่น หุ้นกู้ คือตราสารทางการเงินที่มีอายุระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ที่ออกโดยบริษัทเอกชนในฐานะ "ลูกหนี้" แล้วก็มีการจ่ายเงินคืนให้กับ "เจ้าหนี้" ตามมูลค่าหุ้นกู้ในอนาคตพร้อมดอกเบี้ย พันธบัตร คือตราสารทางการเงินที่ออกโดยรัฐบาล ในฐานะ "ลูกหนี้" แล้วก็จะมีจะการจ่ายเงินคืนตามมูลค่าของหุ้นกู้ในอนาคตพร้อมกับดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ให้ "เจ้าหนี้" และตั๋วเงินคลัง ก็คือหลักทรัพย์ที่รัฐบาลเป็นผู้ออกโดยกระทรวงการคลัง เพื่อให้ประชาชนกู้ยืมเงินในระยะสั้น ซึ่งตั๋วเงินคลังจะไม่มีการกำหนดดอกเบี้ยเป็นเงินปันผลตอบแทน แต่ จะได้เป็นส่วนลดจากราคาหน้าตั๋ว เมื่อตั๋วเงินคลังครบกำหนดไถ่ถอนคืน

บริการตู้นิรภัย คืออะไร?

ของสำคัญ ของมีค่า ใครๆก็อยากเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย และเพราะความต้องการนี้เองทำให้ทางธนาคารหลายธนาคารก็เปิดบริการ ให้เช่าตู้นิรภัย เพื่อเก็บทรัพย์สินที่มีค่าหรือเอกสารสำคัญของเรา ซึ่งบริการให้เช่าตู้นิรภัยของธนาคารส่วนใหญ่จะมีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และเราสามารถเลือกขนาดของตู้นิรภัยได้ ไม่ว่าจะเป็น ตู้ขนาดเล็ก ตู้ขนาดกลาง ตู้ขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ตู้ขนาดใหญ่พิเศษ เราก็สามารถเลือกตามความต้องการของเราได้จะมีค่าแรกเข้าและก็ค่าเช่ารายปี ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของตู้นิรภัยที่เราเลือก ข้อดีอีกอย่างของการใช้บริการตู้นิรภัยกับทางธนาคารคือเราสามารถเก็บของมีค่าหรือเอกสารสำคัญและสิ่งที่เราเก็บนั้นก็จะมีความเป็นส่วนตัว แม้แต่ทางธนาคารเองก็ไม่มีสิทธิ์รู้ว่าสิ่งที่เราเก็บไว้คืออะไร นี้ทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บเอกสารสำคัญหลายอย่างไว้กับตู้นิรภัยของธนาคาร และระบบรักษาความปลอดภัยของตู้นิรภัยก็จะมีตั้งแต่ระบบกุญแจไปจนถึงคีย์การ์ดและก็สแกนลายนิ้วมือได้เงื่อนไขในการเปิดใช้บริการตู้นิรภัยของแต่ละธนาคารมันต่างกัน บางธนาคารขอแค่มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารนั้นๆจ่ายค่าแรกเข้าแล้วก็ค่ารายปีเราก็สามารถเปิดใช้บริการตู้นิรภัยได้แล้ว แต่กับบางธนาคารเราจำเป็นต้องทำประกันชีวิตไว้ด้วยถึงจะสามารถเปิดใช้บริการตู้นิรภัยได้

ธนาคารมีบทบาทอะไรบ้างในประเทศไทย?

เราต่างก็รู้ว่าธนาคารนั้นมีบทบาทสำคัญในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมการเงินต่างๆเราก็ทำผ่านธนาคาร หรือแม้แต่สภาพเศรษฐกิจของประเทศบ่อยครั้งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารของธนาคารในประเทศไทย แต่นอกจากการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ปล่อยสินเชื่อ หรือผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆ ธนาคารก็ยังมีบทบาทสำคัญอื่นๆต่อของประเทศ เช่น

ออกและจัดการธนบัตรของรัฐบาลและบัตรธนาคาร

นี่หมายความว่าทางธนาคารจะเป็นคนออกธนบัตรของรัฐบาลภายใต้กฎหมายที่กำหนด

กำหนดและดำเนินนโยบายการเงิน

ธนาคารจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินให้กับสถาบันการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงิน หรือการรับฝากเงิน เป็นต้น

บริการจัดการสินทรัพย์ของ ธปท. ธนาคารเป็นการนำสินทรัพย์ที่มีไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์แบบที่คำนึงถึงความมั่นคงสภาพคล่องและก็ผลประโยชน์ตอบแทนของสินทรัพย์

เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล

ธนาคารมีอำนาจหน้าที่ในการรับจ่ายเงินเพื่อบัญชีฝากของกระทรวงการคลัง เก็บรักษาเงินหลักทรัพย์ หรือแม้แต่ของมีค่าอย่างอื่นเพื่อประโยชน์ของรัฐบาล รวมทั้งยังเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการซื้อขายโลหะทองคำและเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อและโอนตั๋วแลกเงินหลักทรัพย์และใบหุ้น เป็นต้น

เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน

ธนาคารได้รับอำนาจหน้าที่ในการให้กู้ยืมเงินหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินต่างๆ เก็บรักษาเงินหลักทรัพย์หรือของมีค่าอย่างอื่นของสถาบันการเงิน รวมทั้งยังสามารถสั่งให้สถาบันการเงินส่งรายงาน หรืออธิบายเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน ต่างๆได้

จัดตั้งหรือสนับสนุนการจัดตั้งระบบการชำระเงิน

ธนาคารเป็นระบบการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงินและบริหารจัดการระบบให้เกิดความปลอดภัยและก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน

ธนาคารคอยตรวจสอบวิเคราะห์และดำเนินการตลอดจนบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเพื่อให้มีความมั่นคงมากขึ้น

บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ธนาคารบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรารวมทั้งบริหารจัดการสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตรา ตามที่กฎหมายกำหนด

ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

ธนาคารทำให้เราเห็นว่าบทบาทของธนาคารในประเทศไทยก็ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและสำคัญมากเพื่อที่จะประคองเศรษฐกิจในประเทศของเรา

ประเภทตามวัตถุประสงค์

ธนาคาร ก็คือสถาบันทางการเงินที่มีไว้เพื่อรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป ถ้าเรานำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร เราก็จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนเงินฝากของเรา และธนาคารก็จะมีสินค้าทางการเงินรูปแบบต่างๆ ทำให้เราคิดว่าจะธนาคารไหนก็เหมือนกันทั้งหมด แต่จริงๆแล้วในประเทศไทยของเราก็มีการแยกประเภทของธนาคารอยู่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งจะแบ่งออกมาได้ 3 ประเภทคือ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารประเภทนี้มีหน้าที่หลักในการดูแลเรื่องเงินของประเทศ ควบคุมสถาบันการเงิน รวมทั้งออกกฎหมายแล้วก็คอยดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินตราสกุลอื่นๆ

ธนาคารพาณิชย์

นี่เป็นธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์

ธนาคารวัตถุประสงค์พิเศษ

ก็คือสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นมา เพื่อพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจ มีอำนาจมอบหมายและเข้ามาดำเนินการจัดการ เรื่องความเสี่ยง แกธนาคารต่างๆ เช่น มี ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) และ ธนาคารสงเคราะห์ ซี่งเป็นธนาคารของรัฐบาลที่ให้สินเชื่อด้านการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและนี่ก็คือประเภทของธนาคารที่มีในประเทศไทย

ประเภทตามกรรมสิทธิ์

ไม่ว่าจะเป็น ห้าง บริษัท หรือสถาบันธุรกิจต่างก็มีเจ้าของกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว อย่างธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยที่เรารู้จักกันนั้น เป็นธนาคารกลางของประเทศ มีองค์กรรัฐเป็นเจ้าของ แต่เพราะว่าไม่ได้เป็นบริษัทหรือองค์กรที่แสวงหาผลกำไร ดังนั้น จึงไม่มีผู้ถือหุ้นหรือคนที่ได้รับเงินปันผลโดยเฉพาะ สำหรับธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบันเรียกว่าเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่สุดเลยก็ว่าได้ คนที่เป็นเจ้าของและถือกรรมสิทธิ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบันก็คือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง  สำหรับธนาคารเฉพาะกิจ ก็เป็นสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินงานตามนโยบายของภาครัฐ ช่วยส่งเสริมธุรกิจในประเทศ แต่กรรมสิทธิ์ของธนาคารเฉพาะกิจจะตกเป็นของกระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจมอบหมายให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดำเนินการในธนาคารเฉพาะกิจแห่งนี้