วิกฤต คือ สถานการณ์ที่ไม่ปกติ ถ้าเราจะกล่าวถึงวิฤตในช่วงหลายเดือนมานี้ ก็คงเป็นเรื่องของสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19 ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกแล้วในขณะนี้. แม้ใครที่เคยปลอบใจตัวเองว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส แต่สำหรับสถานการณ์วิกฤตนี้ เอาเข้าจริงแล้ว อาจจะเป็นทั้งการเปิดปัญหาที่เก็บอยู่ใต้พรมของเศรษฐกิจโลก หรือก็อาจจะเป็นความหวังอยู่รำไร แบบมีแสงสว่างไกลๆ อยู่ปลายอุโมงค์ก็ได้ด้วยเช่นกัน บทความนี้ จะพาเราไปเจาะประเด็น วิเคราะห์กันสักหน่อยถึงเรื่องสถานการณ์ของตลาดหุ้นที่ดูท่าผันผวนไม่หยุดนี้ว่า จากวิกฤตเรื่อง COVID-19 นี้ จะพาตลาดหุ้นทั้งในบ้านเราและต่างประเทศไปในทิศทางไหน กลุ่มไหนที่ยังดูน่าสนใจ และควรเสี่ยงในสถานการณ์ไม่ปกติ ที่เรารอคอยกันฟื้นตัวนี้ด้วย มาเช็คข่าวกันเลย

วิกฤตที่ส่งผลต่อตลาดหุ้น

วิกฤตเรื่อง COVID-19 ถือว่าได้ส่งต่อตลาดหุ้นโดยตรงด้วย อย่างที่เรารู้กันว่า ไวรัสนี้ ได้เริ่มการแพร่กระจายมาจากประเทศจีนก่อน แต่ก็ควบคุมไม่ได้ จนลามไปถึงยุโรป และทั่วโลกแล้วในตอนนี้ โดยมียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนประเทศอิตาลีเอง ต้องมีมาตรการรีบปิดประเทศเพราะยอดผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูง และจากการที่พวกเขามีหนี้ภาครัฐในอันดับที่ 2 ของฝั่งยุโรป ย่อมส่งผลต่อตลาดหุ้นในฝั่งนั้นเป็นแน่. และสถานการณ์หุ้นนี้ที่มีการขึ้นลงแรงๆ มี valuation ที่เปลี่ยนไวจนประเมินราคาหุ้นได้ยาก ย่อมส่งผลลามมาถึงฝั่งของบ้านเราด้วยเช่นกัน

โดยทางองค์การโลกอย่าง WHO ได้ประกาศไปแล้วว่า COVID-19 เป็นการระบาดใหญ่แบบทั่วโลก (Pandemic) จึงบังคับให้หลายๆประเทศต้องใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันต่อไป และมีการลดดอกเบี้ยฉุกเฉินในบางประเทศด้วยแล้วอย่างในสหรัฐ และอังกฤษ ส่วนไทยเรา ก็เริ่มใช้นโยบายลดดอกเบี้ยนี้ 1% แล้วตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา

อยากแนะนำว่า ใครที่มีหุ้นถูกอยู่ในมือ ก็อย่าพึ่งคิดจะล้างพอร์ตกัน เพราะผลกำไรขาดทุน ที่จะมาหักลบกลบหนี้ที่เกินคาดเดา ก็จะเกิดขึ้นได้ในช่วงหุ้นขาขึ้น และในส่วนของการสะสมหุ้นตัวใหม่เพราะกลัวตลาดจะเด้ง เราก็ไม่ควรเล็งแค่จุดต่ำสุดของตลาด แต่ควรจะรอดูปฎิกิริยาของตลาดหุ้นไปก่อนสักหน่อย รอให้นิ่งกว่านี้ แม้ราคาจะสูงขึ้นสัก 5-10 % นักเก็งกำไรมือโปรก็น่าจะไม่ย่อท้อกัน เพราะการมี Margin of Safety ที่มากกว่า รอดูปัญหาใต้พรมที่จะถูกเปิดออกมาเป็นรายวัน แล้วประเมินสถานการณ์ COVID-19 อย่างใกล้ชิด เราก็จะวิเคราะห์ผลกระทบที่ดีหรือเสีย ต่อตลาดหุ้นอย่างฉลาดกันได้แน่ๆ

ราคาตลาดหุ้นและสินทร้พย์ที่น่าสนใจ

เมื่อหุ้นทุกลุ่มต่างปรับตัวลดลงตามๆกัน จากสถานการณ์ COVID-19 ทั้งหุ้นกลุ่มธนาคารหรือการท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่มีปัญหาอยู่แล้วทางฟากฝั่งน้ำมันและอสังหาริมทรัพย์  แต่หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มการค้าปลีก อย่าง CHC , BJC หรือ ADVANC ก็ยังเอาตัวรอดได้ดีกันอยู่. ส่วนสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยอย่าง กองทุนตลาดเงิน กองทุนหุ้นปัญผล กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ พันธบัตรรัฐบาล อย่าง TMBTM , PHATRA MP ปัญหา COVID-19 ก็ถือว่ายังไม่ส่งผลต่อพื้นฐานกำไรมากนัก เราก็ยังคงทยอยลงทุนกันได้อยู่เรื่อยๆ

ถ้ายกตัวอย่างวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อสิบกว่าปีก่อนขึ้นมา แม้หุ้นทั้งกระดานพากันติดลบหมด และตกลงไปที่แถวๆ 400 จุด ก็ยังมีหุ้นใหญ่อย่าง AOT ปรับตัวแซงทะลุใครๆขึ้นมาปรับตัวถึง 4000% จึงเป็นตัวอย่างดีๆด้วย ให้เรารู้ว่า ทุกวิกฤตมันย่อมมีโอกาส ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในหุ้นด้วย. ซึ่งทาง ASPS ก็ยังได้แจงหุ้นปันผลรายชื่อเด่นๆออกมาอีกระลอก ที่มีการเติบโตแบบต่อเนื่องสูงสุดในรอบ 12 ปี ให้เราเลือกได้อย่าง ADVANC, AOT, TISCO, MCS, MINT, SCC, LH, PYLON, BBL, BDMS, PTT, INTUCH, TU, RATCH, DPS, CPF, TOP, HMPRO, TFFIF และ CPALL ซึ่งหุ้นเหล่านี้เคยผ่านวิกฤตมาแล้วอย่างไร ก็หวังว่าจะพาเราผ่าน COVID-19 ไปได้เช่นกันด้วย

หุ้นไทย VS หุ้นต่างประเทศ กลุ่มไหนได้ไปต่อ?!

ด้วยจำนวนคนตกงานที่เพิ่มเป็น 1-2 ล้านคนในธุรกิจแรงงานในสหรัฐฯ ถือว่าสูงที่สุดในรอบปี ตั้งแต่ปี 1982 และยังมีทีท่าว่าจะทะลุกราฟขึ้นไปอีก ทำให้เราเดาได้เลยว่า หุ้นต่างประเทศน่าจะได้รับผลกระทบไปเต็มๆแน่ สัก 80 %  ส่งผลให้หุ้นถูกลง รวมกับการที่ Volume การซื้อขายย้อนหลัง 3 ปี ทำให้เห็นว่า ต่างชาติพากันขายหุ้นออกมามากด้วย ถึง 460,000 ลบ. เพราะปัญหา Impact ทางเศรษฐกิจในรอบนี้ที่หนักเอาการ

แต่ในส่วนของหุ้นไทย ด้วยกำไรในไตรมาสที่ 1 และ 2 ในปีนี้ ก็อาจส่งผลให้ SET ต้องประกาศปรับตัวลดลงไปอีกประมาณ 600-700 จุด เราจึงจะดูแค่ค่า P/E, P/BV และ Dividend Yield กันไม่ได้แล้ว เพราะจะส่งผลเป็นทุนติดลบได้ ไม่เว้นแต่หุ้นของโรงไฟฟ้าเองด้วยที่อาจเคยมองว่าดีที่สุดด้วย จึงต้องดูเรื่องของ สัญญาซื้อ และสัญญาขาย กันอีกสักหน่อยด้วย

แต่หากถามว่า หุ้นไทย หรือ หุ้นต่างประเทศจะดีกว่ากัน คำตอบก็คือ หุ้นต่างประเทศน่าจะดีกว่าในช่วงระยะยาว เพราะบริษัทใหญ่ๆ ถึงจะล้มก็ไม่เจ็บหนัก รวมถึงมีรัฐบาลที่มีการเงินเข้มแข็งกว่าเราคอยพยุง ส่วนหุ้นไทย ที่เกี่ยวข้อกับการท่องเที่ยวจะลดลงแน่ๆ ด้วยค่า GDP ที่ชี้ชัด และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยแล้ว การดีดตัวเพื่อฟื้นตัวจากสถานการณ์ COVID-19 หากไม่มีอุตสหกรรมใหม่ๆเข้ามาพยุง การลงทุนระยะยาวก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่เราก็สามารถรอดูสถานการณ์ได้หลังปิดช่วงไตรมาสที่ 2 ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากสถานการณ์ COVID-19 ซาลงด้วย

มุมมองของตลาดหุ้นที่เราพลาดไม่ได้เพราะสถานการณ์ COVID-19

วิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยความรู้และความพร้อมในการรับมือ เพื่อการนำพาตัวเองออกจากสถานการณ์ไม่ปกติ และรอดผ่านวิกฤตไปได้. ยิ่งการมีสถานการณ์เสี่ยงระดับโลก เรื่อง COVID-19 เข้ามา ยิ่งส่งผลวิกฤติต่อตลาดหุ้นได้โดยตรงด้วย อย่างที่ WHO ได้ออกมากดดันให้หลายๆประเทศใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันมากขึ้น เช่นในไทยเรา ก็เริ่มใช้นโยบายลดดอกเบี้ยนี้ 1% แล้วตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2563 ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้น ยังถือว่าเป็นช่องทางในการให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจจริงๆ เราจึงไม่น่าจะกลัว จนไม่กล้ากันไป

ส่วนเทคนิคที่ยังใช้ได้ดี เราก็ไม่ควรเล็งแค่จุดต่ำสุดของตลาด แต่ต้องรอดูปฎิกิริยาของตลาดหุ้นไปก่อนสักหน่อย แล้วเลือกหุ้นปันผล หรือเล็งกองทุนและสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เพราะถึงในระยะยาวหุ้นต่างประเทศจะสดใสกว่า แต่หุ้นในบ้านเราก็มีทีท่าจะฟื้นตัวได้เร็วเช่นกัน หลังสถานการณ์ COVID-19 ในบ้านเราควบคุมได้. เพราะเราต่างก็ยังเชื่อในความหวังกันทุกคน หวังว่า COVID-19 ที่ไม่ชอบอากาศร้อน จะผ่านประเทศไทยเราไปได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เศรษฐกิจภายในกลับมาพื้นตัวและแข็งแรง เพราะทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเสมอ อยู่ที่ว่าเราพยายามได้มากพอหรือยัง เท่านั้นเอง