คุณคิดว่าการทำธุรกิจในสมัยนี้เป็นอย่างไร? บางคนคิดว่ายากมากกว่าเมื่อก่อนเพราะมีการแข่งขันมากขึ้น ส่วนบางคนบอกว่าง่ายมากขึ้นเพราะมเทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ แต่ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณคิดอยากจะทำธุรกิจคุณก็ต้องลงมือทำและพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย และตามความต้องการของลูกค้า ยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ และ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปเร็วและไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆการทำธุรกิจก็ต้องเติบโตและพัฒนามากขึ้นตามไปให้ทัน เพราะถ้าคุณตามไม่ทันก็คงแย่  บทความวันนี้จะมาพาคุณมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆในยุคนี้สำหรับนักธุรกิจ โดยเฉพาะนักธุรกิจประเภท SME บางคนคงเคยได้ยินเรื่องของเทคโนโลยีที่ชื่อว่า สตาร์ทอัพ มาบ้างแล้ว ส่วนบางคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน หรือ ไม่คุ้นเคยกับคำว่าสตาร์ทอัพมากนัก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สตาร์ทอัพ เป็นสิ่งสำคัญมากๆที่ช่วยให้ธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้สามารถเติบโตก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าใครทำธุรกิจในตอนนี้แล้วยังไม่พึ่งพาสตาร์ทอัพคงต้องหาข้อมูลซะแล้ว!!! เพื่อเป็นการทำให้ธุรกิจของคุณนั้นเติบโตมั่นคงในชั่วโมงเร่งด่วนของโลกทุกวันนี้ค่ะ ดังนั้นการที่คุณเข้ามาอ่านบทความนี้ก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวังคุณจะได้รู้จักเรื่องราวของสตาร์ทอัพมากขึ้นจากบทความนี้แน่นอนค่ะ

สตาร์ทอัพคืออะไร?

สตาร์ทอัพเข้ามาในประเทศไทยของเราเมื่อตอนที่ประเทศไทยของเราเข้าสู่ยุค 4.0 ก็คือตั้งแต่ปี 2016 ค่ะ ดังนั้น สตาร์ทอัพนั้นเกิดขึ้นรอบๆตัวพวกเรามานานแล้วเหมือนกัน และไม่ใช่สิ่งใหม่ๆเพียงแต่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนในวงกว้างมากนัก แต่ตอนนี้ในปี 2020 นี้ดูเหมือนว่า สตาร์ทอัพนั้นกลับได้รับความสนใจมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้การทำธุรกิจแบบเดิมๆนั้นเริ่มไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงมีการหาข้อมูลหาวิธีต่างๆเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตและได้ผลดีในยุคนี้จึงทำให้สตาร์ทอัพกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่เหล่านักธุรกิจหันมาสนใจมากขึ้น เมื่อเราพอจะรู้ที่มาที่ไปและต้นตอของความน่าสนแล้วเราดูกันต่อว่าสตาร์ทอัพจริงๆแล้วคืออะไร?

จริงๆแล้วสตาร์ทอัพไม่ความหมายที่ชัดเจนอะไร ไม่สามารถบอกอย่างเฉพาะเจาะจง เพียงแต่เป็นคำคำหนึ่งที่ใช้ในวงการธุรกิจและใช้สำหรับธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดไม่ว่าธุรกิจนั้นๆจะใช้วิธีการอะไรก็ตาม หรือ จะใช้เทคโลโลยีอะไรก็ตามที่มีในทุกวันนี้ หรือ การใช้โลกออนไลน์สื่อโซเชียล เพื่อให้ธุรกิจเติบโต ทั้งหมดนี้สามารถเรียกว่า สตาร์ทอัพได้ทั้งหมดค่ะ โดยเฉพาะธุรกิจแบบ SME จะมีการนำเอาวิธีสตาร์ทอัพมาใช้มากที่สุด ซึ่งธุรกิจแบบอื่นๆก็สามารถใช้สตาร์ทอัพได้ด้วยเหมือนกันค่ะ ถ้าตมความเข้าใจของผู้เขียนผู้เขียนขอนิยามคำว่าสตาร์ทอัพว่า เป็นทำธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าไม่ถอยหลังค่ะ ซึ่งนักธุรกิจหลายๆคนก็ให้คำนิยามของคำว่าสตาร์ทอัพไม่เหมือนกันด้วยค่ะ เช่น บางคนบอกว่า สตาร์ทอัพคือการทำให้ธุรกิจเติบโตได้แม้ได้รับความกดดันหรือความไม่แน่นอน และบางคนก็บอกว่าสตาร์ทอัพคือธุรกิจที่มีความพร้อมจะเติบโต ดังนั้นความหมายของคำว่าสตาร์ทอัพก็รวมๆอยู่ในคำนิยามเหล่านี้แหละค่ะ แต่เป็นความคิดหรือเทคโนโลยีที่ดีมากถ้าเอามาใช้กับธุรกิจของคุณค่ะ

สตาร์ทอัพ กับ SME ต่างกันอย่างไร?

สตาร์ทอัพ กับ SME ต่างกันในหลายๆแง่มุมเพียงแต่มีความเกี่ยวข้องกันก็เท่านั้นเองค่ะ ซึ่งการบอกถึงความแตกต่างของสตาร์ทอัพ กับ SME ในแบบที่ชัดเจนนั้นก็พูดยากไม่ต่างจากการบอกความหมายที่ชัดเจนของสตาร์ทอัพเลยค่ะ แต่ก็สามารถบอกถึงความต่างได้อยู่บ้างแค่เพียงว่าถ้าเป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพนั้นจะมีความแตกต่างจาก SME ตรงที่ว่าสตาร์ทอัพนั้นมีการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในธุรกิจอ่างเต็มที่ แล้วธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่สร้างความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ และที่สำคัญธุรกิจที่อาศัยสตาร์ทอัพนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ก็มีอยู่บ้างในธุรกิจแบบ SME แต่ก็มีไม่ครบทุกอย่างเหมือนธุรกิจแบบสตาร์ทอัพค่ะ

ยกตัวอย่างธุรกิจร้านขนมปังสองร้านที่แตกต่างกันเพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้นว่าสตาร์ทอัพนั้นจำเป็นในชีวิตทุกวันนี้อย่างไร? มีร้านขนมปังร้านแรกดำเนินธุรกิจในแบบ SME ที่ไม่มีการขายออนไลน์ไม่มีส่งเดลิเวอรี่เน้นขายหน้าร้านอย่างเดียวแต่ในขณะเดียวกันขนมปังร้านนั้นอร่อยและมีคุณภาพมากๆร้านก็ตกแต่งอย่างสวยงาม แล้วในเวลาเดียวกันก็มีร้านขนมปังร้านที่สองที่อร่อยมีคุณภาพอีกร้านหนึ่งที่เปิดขายออนไลน์ไม่มีหน้าร้านมีส่งเดลิเวอรี่แถมที่มาของร้านขนมปังอีกร้านนึงนั้นก็อยู่ในละแวกเดียวกับร้านขนมปังร้านแรก คุณคิดว่าลูกค้าในละแวกนั้นและที่ห่างไกลออกไปจะเลือกซื้อขนมปังร้านไหน? แล้วร้านขนมปังร้านไหนมีโอกาสเติบโตไปได้มากกว่ากัน?เมื่อมองตามความเป็นจริงของสังคมทุกวันนี้ก็ตอบไม่ยากว่า ร้านที่สองแน่นอนที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า และมีลูกค้าทั้งใกล้ และไกลเลือกซื้อมากกว่าค่ะ ร้านขนมปังร้านที่สองนี้มีโอกาสเติบโตไปไกลทั่วประเทศจนถึงต่างประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้นร้านขนมปังร้านแรกคือธุรกิจในแบบ SME เต็มรูปแบบ ส่วนร้านขนมปังร้านที่สองคือธุรกิจในรูปแบบสตาร์ทอัพเต็มรูปแบบค่ะ ซึ่งสตาร์ทอัพนั้นตอบสนองความต้องการของสังคมทุกวันนี้มากกว่า ทำให้ธุรกิจในรูปแบบสตาร์ทอัพไปไกลกว่าค่ะ ตอนนี้คุณคงเข้าใจและแยกออกได้บ้างแล้วนะคะว่า SME กับ สตาร์ทอัพต่างกันอย่างไร?

สตาร์ทอัพมีบทบาทในชีวิตเราอย่างไร?

ทำไมสตาร์ทอัพมีบทบาทต่อการทำธุรกิจในทุกวันนี้มากๆ? นั่นก็เพราะว่าลูกค้า หรือสังคมทุกวันนี้มีความต้องการแบบนั้นทุกวันนี้เราเกือบทุกคนมองเห็นว่าการช้อปออนไลน์ หรือร้านค้าออนไลน์ หรือการใช้บริการต่างๆผ่าน Application นั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วทำให้ธุรกิจที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ได้เปรียบมากกว่า และเติบโตได้มากกว่า แล้วธุรกิจที่ทำแบบนั้นได้เราเรียกว่าธุรกิจในแบบสตาร์ทอัพค่ะ แล้วธุรกิจในแบบสตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้จากฐานลูกค้าทั่วโลกด้วยโดยไม่ต้องมีหน้าร้านในประเทศอื่นๆ หรือไม่ต้องมีเลยก็ได้ ธุรกิจในรูปแบบสตาร์อัพได้ฉีกทุกกฎของธุรกิจรูปแบบเดิมๆไปหมดแล้วแถมยังตรงต่อความต้องการของลูกค้าดังนั้นไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจและนิยมมากกว่า และเติบโตไปได้เร็วและไกลกว่าเดิมค่ะ

สตาร์ทอัพไม่มีความหมายที่ชัดเจนแต่เน้นการเติบโต

จากการอธิบายในบทความนี้คุณคงคุ้นเคยกับคำว่าสตาร์ทอัพมากขึ้นแล้วนะคะ และหวังว่าคุณยังสามารถแยกออกระหว่างธุรกิจแบบ SME และธุรกิจแบบสตาร์ทอัพได้บ้างแล้ว ดังนั้นการสร้างธุรกิจที่ฉลาดในทุกวันนี้ต้องอาศัยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพค่ะ และการใช้เทคโนโลยีต่างๆให้เต็มที่รับรองว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตไปไกลกว่าที่คุณคิดแน่นอน แถมธุรกิจแบบสตาร์ทอัพยังสามารถต่อยอดเปลี่ยนแลงไปด้อีกเรื่อยไม่สิ้นสุดด้วยเมื่อมีสถานการณ์เปลี่ยนไปอีกค่ะ แล้วถ้าในฐานะที่คุณไม่คิดจะสร้างธุรกิจแต่อยู่ในฐานะลูกค้าก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าธุรกิจแบบไหนที่คุณจะเลือกไปเป็นลูกค้าใช่มั้ยคะ? จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสตาร์ทอัพนั้นมีส่วนในชีวิตของคนเราทุกวันนี้มากจริงๆ