“หุ้น” ถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุน และเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มช่องทางการระดมทุนพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้กับเจ้าของกิจการ

แต่ทั้งมือเก่า-มือใหม่ ก็คงต้องยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้นก็มี “ความเสี่ยง” ที่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ดังนั้น ถ้าใครอยากประสบความสำเร็จจากการเลือกหุ้น เราจึงต้องทำการบ้านกันให้มากขึ้นกันหน่อย ไม่ใช่ว่าซื้อไปก่อนแล้วสุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัวกันทีหลัง

มีเคล็ดลับเด็ดอะไรที่จะช่วยผ่อนแรงเราได้บ้างในแบบที่เซียนหุ้นเขาทำกัน ลองมาศึกษาแนวทางของมือเก๋าที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีการลงทุนของคุณได้เลยค่ะ

เรียนรู้จากความผิดพลาด

ปรมาจารย์ด้านศาสตร์แห่งการลงทุน ที่ทุกท่านคงเคยผ่านหูอย่าง ‘วอเร็น บัฟเฟตต์’ คุณปู่เองก็เคยเจอกับความผิดพลาดเพราะการเลือกในบางสิ่งจนขาดทุนหนัก แต่ก็เรียนรู้จากสิ่งนั้นจนก้าวข้ามมาสู่ความสำเร็จได้ เช่น

กรณีหุ้น Dexter Shoes

เมื่อการลงทุนไม่เป็นดังคาดหวัง เพราะมองข้ามศักยภาพของบริษัทคู่แข่ง  เราจึงต้องตรวจเช็คดูว่าบริษัทที่ได้เล็งนั้นจะมีความได้เปรียบที่ยั่งยืนหรือไม่

กรณีหุ้น TESCO

ที่คุณปู่เทขายแม้พึ่งซื้อไปไม่นาน เพราะเริ่มกังวลกับทิศทางการบริหาร เราจึงมองได้ว่าอย่าลังเลที่จะก้าวออกมาถ้าเห็นว่าตัวเองกำลังเดินผิดทาง ไม่อย่านั้นอาจขาดทุนหนักกว่าได้

กรณีหุ้น General Re-insurance

ที่ทำให้เห็นว่าเราจะต้อง Re-check ข้อมูล เพื่อวิเคราะห์หุ้นที่ซื้อมาก่อนตัดสินใจเคาะซื้อ รวมถึงแนวรับ-แนวต้าน และ Indicators ต่างๆ อีกสักครั้งเพื่อกันความผิดพลาด   กรณีหุ้น Amazon

คุณปู่เคยให้สัมภาษณ์ว่า การลงทุนที่ตนเองไม่เข้าใจนั้นถือเป็นความเสี่ยงสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านั่นเป็นโอกาสที่ไม่ดี คล้ายกับการโยนเหรียญนั่นล่ะว่าจะออกหัวหรือก้อย

และหนึ่งในความผิดพลาดที่โจทย์จันของคุณปู่ คือ การลงทุนในบริษัท Berkshire Hathaway ในสมัยหนุ่มๆ เขาก็ยังคงใช้ชื่อบริษัทเดิมมาตลอดเพื่อย้ำเตือนตัวเองให้เห็นถึงความผิดพลาดนี้ แสดงว่าไม่เคยมีใครไม่ทำพลาด แต่สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนจะต้องก้าวเดินต่อไปให้ได้และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เราได้ผ่านมาค่ะ

เลือกหุ้นพื้นฐานดี

ย้อนอดีตกันมาสักพัก เราก็ต้องเดินหน้ากันต่อ ลองเริ่มต้นด้วย “หุ้นพื้นฐานดี” สิ! ซึ่งราคาของหุ้นมักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของตลาด และไม่ค่อยมีความผันผวนมากนัก เพื่อความสำเร็จในการลงทุนที่ดูแล้วอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ โดยมีคุณสมบัติเบื้องต้น คือ

  • มีจุดแข็งในเรื่องการเติบโตทางธุรกิจ และคงความได้เปรียบในด้านการแข่งขัน
  • บริษัทมีประวัติการดำเนินในอดีตย้อนหลัง 3-5 ปี ว่ามีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงการดำเนินงานในอนาคต
  • มีผลกำไรสะท้อนสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแสดงว่าไม่มีปัญหาด้านการขาดทุนจนไม่มีเงินเหลือมาจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น
  • ไม่ได้ก่อหนี้ในระยะยาวที่มากจนเกินไป และมีเงินทุนหมุนเวียนมากกว่าจำนวนหนี้สิน
  • การบริหารจัดการต้นทุนที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ใช้หลักธรรมาภิบาล พร้อมการดำเนินงานอย่างเปิดเผยไม่มีประโยชน์ทับซ้อน

หาจังหวะเหมาะๆ แล้วเข้าซื้อหุ้น

ชื่อคุณปู่วอเร็นมาแล้ว ในฝั่งไทยเองเราก็มี ‘ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร’ ที่เป็นกูรูด้านการรู้ลึกรู้จริง เกี่ยวกับการรอคอยจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม. โดยช่วงปี 2540 ที่ไทยเจอกับวิกฤตการเงิน “ต้มยำกุ้ง” จนนักลงทุนเจ็บหนัก มูลค่าหุ้นทั้งตลาดก็ร่วงกราว   แต่ดร.นิเวศน์ตัดสินใจ ซื้อหุ้นในขณะนั้นเมื่อเล็งเห็นว่าหุ้นบางตัวแม้มีราคาลดลงเยอะมาก ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เพราะกำไรหรือเงินปันผลทึ่ลดลง จึงได้ ‘ตีแตก’ ด้วยการนำเงินสะสมมูลค่า 10 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นที่ทำการวิเคราะห์แล้วว่าปลอดภัยและคุ้มค่าในการลงทุน ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ไม่ได้มองแบบนั้น   เพราะการเลือกหุ้นแบบนี้ เมื่อรวมกันทั้งพอร์ตก็จะมีความเสี่ยงต่ำ มีเงินปันผลที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก  ถึงยังไม่ขายออกก็พอจะอยู่ได้ด้วยเงินปันผล หากเศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้ง ราคาหุ้นเหล่านี้ก็สูงขึ้นเรื่อยๆได้ค่ะ

เปรียบเทียบ “Benchmark”

ใครๆ ก็บอกว่าเราควรทบทวนแผนการลงทุนบ้างอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม กลยุทธ์ที่เราเคยใช้ก็อาจไม่เกิดผลในตอนนี้ ดังนั้น วิธีนึงที่จะช่วยให้มองภาพได้ชัดขึ้น ก็คือการเปรียบเทียบโดยดูที่ ‘เกณฑ์มาตรฐาน’ หรือ ที่ใครอาจหุ้นหูคุ้นตาเวลากันตอนเลือกกองทุนรวม ก็คือ ‘Benchmark’ ค่ะ

โดยนักลงทุนจะสามารถใช้เป็นเกณฑ์เพื่อเปรียบเทียบว่าควรมีผลตอบแทนประมาณเท่าใดในช่วงระยะเวลาที่ใช้วัด หรือ การถือหุ้นต่อไป จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า หรือ ต่ำกว่า ผลตอบแทนที่ควรจะเป็น จึงช่วยเราสะท้อนการลงทุนได้ค่อนข้างดีทีเดียว จึงไม่อยากให้ใครละเลยกันไปด้วย

เลือกหุ้นที่โดนใจในสไตล์ที่ใช่ พร้อมต่อยอดความสำเร็จ!

ทุกคนคงเห็นแล้วว่า แม้การลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในตลาดหุ้นบ้านเรานั้นก็มักจะมีปัจจัยซึ่งเข้ามากระทบอยู่เสมอ อย่างสภาวะเศรษฐกิจโลก หรือราคาหุ้นที่พร้อมจะผันผวนในอีกตลอดเวลา แต่สำหรับในบางบริษัทก็ยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อฝ่าฟันไปได้อย่างสบายๆ

เราจึงแค่ต้องตามรอยเซียนหุ้นแล้วมองภาพรวมให้ออก อย่างที่ได้ยกตัวอย่างของ ดร.นิเวศน์ ขึ้นมาคุยไปบ้าง ท่านเองก็มีหลักเกณฑ์ที่น่าสนใจในการเลือกซื้อหุ้นไม่น้อย ทั้งหุ้นพื้นฐานดีที่รายได้-กำไรไม่ลด  หนี้ไม่เพิ่ม และมีความเสี่ยงที่น้อยมากโดยมีจุดแข็งทางด้านการตลาด เพื่อที่เราทุกคนจะสามารถนำมาปรับใช้ได้เมื่อเผชิญกับวิกฤตที่จำเป็นในชีวิต รวมถึงอีก 3 ปัจจัยที่ช่วยให้คิดอย่างรอบคอบขึ้นค่ะ

ดังนั้น ขอให้ทั้งมือเก๋าและมือใหม่ได้ลองทบทวนแผนการลงทุนของคุณดูอีกครั้ง พลาดตรงไหนก็จัดการอุดตรงนั้น จะได้ลดความวิตกกังวลไปได้มากที่สุด ที่เหลือจึงเป็นโอกาสที่เราจะคว้าชัยจากการค้นหาบริษัทฯ หรือ หุ้นตัวที่น่าพิจารณา และทำให้เป้าหมายในการลงทุนของเราก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีค่ะ