หากคุณคุ้นเคยอยู่แล้วกับพวกกองทุนรวม , การเทรดหุ้นเพื่อซื้อขายแบบ Real time  หรือ สร้างพอร์ตการลงทุนที่อ้างอิงผลตอบแทนตามดัชนีในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้พอร์ตเดียวกันนี้ได้เลย

รู้หรือไม่ ETFs ก็ทำได้คล้ายกันและยังถือเป็นหุ้นครูที่ช่วยสอนชีวิตการลงทุนรูปแบบ DCA ให้กับเราอีกด้วย.  ทุกคนคงอยากรู้จักกับ ‘กองทุน ETF’ ให้ดีกว่านี้กันแล้วล่ะสิ?! มาเจาะลึกไปพร้อมๆ กันดีกว่า ว่าจริงๆแล้ว ETF คืออะไรกันแน่  ต่างจาก ‘หุ้น’ และ ‘กองทุนรวม’ อย่างไร เหมาะกับใคร และจะใช่สำหรับเรารึป่าว ที่นี่ มีคำตอบค่ะ!

‘กองทุน ETF’ คือะไร

ETF ย่อมาจาก  ‘Exchange Traded Fund’ โดย ตัว E จะแทน Exchange  คือ  สามารถทำการซื้อขายหน่วยลงทุนกันในตลาดรอง (Secondary Market) หรือ ตลาดหลักทรัพย์ (The Stock Exchange)ได้

T จะแทน Traded คือ  ETF จะสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) / โบรกเกอร์ได้เหมือนๆกับหุ้น หรือ หลักทรัพย์จดทะเบียนตัวหนึ่ง โดยจะทำการซื้อขายได้ตลอดทั้งวันและทำได้ทันทีแบบ Real Time ด้วย. กองทุน ETF จึงมีสภาพคล่อง (Liquidity) ไม่ต่างไปจากหลักทรัพย์แบบจดทะเบียนทั่วๆไปค่ะ

และ F ที่มาจาก Fund ก็คือ ETF ยังจัดเป็นกองทุนรวม (Mutual Fund) ประเภทหนึ่ง ซึ่งลงทุนได้ในสินทรัพย์ที่หลากหลาย อาทิ หุ้นทั้งในและต่างประเทศ ตราสารหนี้ ไปจนถึงทองคำที่อ้างอิงราคาได้ทันที

สรุปแล้ว..  ถึงแม้จะมาจากทั้งคำว่า ‘หุ้น’ และ ‘กองทุนรวม’ แต่ ETF จัดว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่นำเอาทั้งจุดเด่นของหุ้นและกองทุนรวมมาเข้าไว้ด้วยกัน คือ เป็นกองทุนเปิดที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อขายได้สะดวกในแบบ Real time  เริ่มต้นจากเงินไม่ต้องสูงนักและมีค่าใช้จ่ายในการซื้อขายที่ต่ำเหมือนหุ้น

รวมไปถึงยังมีการบริหารจัดการกองทุนโดย บลจ. เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง (Passive Fund) คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายคล้ายกองทุนรวมชนิดหนึ่ง และมีผู้ดูแลสภาพคล่องให้กับเราค่ะ

ประเภทของการลงทุนและผลตอบแทน

ETF มีลักษณะการซื้อขายสินทรัพย์แบบมาเก็บไว้จริงๆ ดังนั้น หากราคาสินทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงมีการเปลี่ยนแปลง  ราคาก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

จึงมีการแบ่งเป็น 5 ประเภท ตามตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

Equity ETF จะมุ่งสร้างผลตอบแทนที่อ้างอิงราคาหุ้นในประเทศ เช่น  ESET50 & TDEX ซึ่งลงทุนในหุ้นจากดัชนี SET50

Sector ETF จะมุ่งสร้างผลตอบแทนที่อ้างอิงราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ENGY & ENY จากดัชนีหมวดธุรกิจ พลังงานและสาธารณูปโภค หรือ EBANK ที่อิงจากหมวดธุรกิจธนาคารค่ะ

Foreign ETF จะมุ่งสร้างผลตอบแทนที่อ้างอิงราคาหุ้นต่างประเทศ เช่น CHINA ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นในประเทศจีน;  MUS ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

Gold ETF จะมุ่งสร้างผลตอบแทนที่อ้างอิงราคาทองคำ เช่น  GLD  ซึ่งลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ที่มาจากราคาทองคำแท่ง

Bond ETF จะมุ่งสร้างผลตอบแทนที่อ้างอิงราคาตราสารหนี้ เช่น  ABFTH ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลไทย ตามโครงการจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียระยะที่2

โดยผู้ถือ ‘กองทุน ETF’ จะได้รับผลตอบแทนจาก  2 รูปแบบ คือ ได้กำไรจากส่วนต่างของราคา หรือ Capital Gain  แสดงว่าหากเราซื้อมาในราคาที่ต่ำ แล้วขายได้สูงกว่าตอนที่ซื้อ ก็จะเป็นส่วนต่างที่จะได้จากราคาในตรงนี้ และยังมี เงินปันผล หรือ Dividend คือ การที่ผู้จัดการกองทุนจะจัดสรรเงินปันผลให้จากการถือหน่วยลงทุน แต่ต้องมีการหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนก่อนค่ะ

จุดเด่นและความเสี่ยง

อย่างที่บอกไปว่า ETFs ได้นำเอาทั้งจุดเด่นของหุ้นและกองทุนมารวมไว้ จึงมีจุดเด่นจากทั้งสองสินทรัพย์ แต่ยังคงลักษณะสำคัญที่แตกต่างอยู่ คือ..

  • เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงแบบต้นทุนต่ำ เพราะได้ลงทุนไปยังกลุ่มหลักทรัพย์หลายตัวจึงช่วยลดการเลือกหุ้นผิดตัว (Stock Select ion Error) ได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ
  • สามารถซื้อขายในราคา Real time โดยไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นวันจึงจะรู้ราคาเหมือนกองทุนอื่นๆ
  • มีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อช่วยเหลือผู้ลงทุนให้สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์  โดยราคาซื้อขายก็จะสอดคล้องกับการขึ้นลงของดัชนีอ้างอิง และมีการชี้แจงความโปร่งใสเพื่อให้ทราบสัดส่วนของการลงทุนเป็นประจำทุกวัน

นอกจากนี้ กองทุน ETF ยังมีค่าใช้จ่าย ตลอดจนค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการที่ต่ำกว่ากองทุนรวม (แต่เทียบเท่ากับหุ้น) และสำหรับผลกำไรที่ได้จากการซื้อขายนั้นก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยค่ะ

แต่เนื่องจากการลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยง!! กองทุน  ETF ถึงแม้จะมีสัดส่วนที่ต่ำกว่าเพราะเป็นการลงทุนเชิงรับ (Passive fund) แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่เรายังต้องคำนึงอยู่  โดยทำการสรุปได้จาก..

  • ความเสี่ยงด้านราคาของหลักทรัพย์ หรือ ความเสี่ยงของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จึงอาจทำให้กองทุน ETF มีมูลค่าลดลงไปตามทรัพย์สินที่อ้างอิงแบบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
  • ความเสี่ยงที่ผลตอบแทนของ ETF ไม่สามารถให้ได้เท่ากับการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิง (Tracking Error) เช่น การดำเนินงานของบริษัท ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

และสุดท้าย คือ ความเสี่ยงในเรื่องสภาพคล่องที่มาจากความต้องการด้านการซื้อขายของผู้ลงทุนอย่างเราๆนี่ล่ะค่ะ!

ETF เหมาะกับนักลงทุนทุกประเภท! ทั้งมือใหม่และผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว

อ่านมาจนถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วล่ะสิ ว่าตกลงกองทุน ETF นั้นเหมาะกับใครกันแน่ จะใช่เรารึเปล่านะ!!  ขอบอกเลยค่ะว่า ETFs ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับนักลงทุนทุกประเภท เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนในวิธีแบบ DCA ใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยกว่าหุ้น และมีมืออาชีพคอยบริหารจัดการหน่วยลงทุนให้ค่ะ

ส่วนผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว  หรือ มือเก๋าที่อยากเพิ่มรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจ ETFs ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีอีกเช่นกัน เพราะจะให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลในอนาคต โดยไม่ต้องคอยมานั่งกังวลว่าราคาของหุ้นจะขึ้นหรือจะลงรึป่าวด้วย

นี่จึงเป็นความหมายของ ‘กองทุน ETF’ ที่น่าสนใจมากๆ โดยมีความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์อย่าง ‘หุ้น’ และ ‘กองทุนรวม’ ที่เราได้นำมาเจาะลึกเพื่อเล่าสู่กันฟังในวันนี้.  แต่อย่างไรก็ตาม  Money Duck ก็อยากจะขอให้ทุกท่านไม่ลืมด้วยว่า ‘ทุกครั้งก่อนการลงทุน ควรจะต้องศึกษา-ทำความเข้าใจข้อมูลอย่างละเอียด และอ่านหนังสือชี้ชวนการลงทุนเสมอ!’  เพื่อให้เป้าหมายในเรื่องความสำเร็จที่คุณวางเอาไว้ก็จะลุล่วงไปด้วยดี. ขอเอาใจช่วยนักลงทุนทุกท่านนะคะ :)