แน่นอนว่าทุกคนนั้นคงจะรู้จักโรงหนังกันเป็นอย่างดี และคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเคยไปกันอยู่บ้างแล้ว โรงภาพยนตร์หรือโรงหนังตามภาษาบ้านๆของเรานั้นเป็นสถานที่ที่เหล่ากลุ่มวัยรุ่นชอบกัน ไปนัดรวมตัวและดูหนังกัน เพราะเนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นหลายคนนั้นก็มีงานอดิเรกเป็นการดูหนัง หรือที่เรียกง่ายๆว่าชอบดูหนังนั้นเอง โดยที่หนังที่จะเข้าฉายนั้นจะเป็นหนังใหม่ที่หาดูที่ไหนไม่ได้นอกจากโรงหนัง อีกทั้งโรงหนังนั้นยังเป็นสื่อหนังที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย และแน่นอนว่าเมื่อเราจะเข้าไปดูหนังกันนั้น ก็คงจะไม่ครบเครื่องเท่าไรถ้าเราไม่มีขนมไปนั่งเคี้ยวเพลินๆตอนหนังฉาย และแน่นอนว่าสิ่งที่หลายๆคนเลือกซื้อก็คือป๊อบคอร์นกับน้ำอัดลมนั้นเอง และแน่นอนว่าใครที่จะไปซื้อป๊อบคอร์นนั้นก็ต้องมีบ่นๆกันบ้างแหละว่าราคาแพง วันนี้เราจะมาดูเบื้องหลังของป๊อบคอร์นที่มาราคาสูงกัน ว่าจริงๆมันมีที่มาอย่างไร และทำไมราคาต้องเกินเบอร์ขนาดนี้ และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ป๊อบคอร์นเข้ามามีบทบาทในธุรกิจโรงหนังมากขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันนั้นโลกของเราได้มีการปรับเปลี่ยนและเติบโตมากขึ้นในทางด้านของเทคโนโลยีและสารสนเทศ หรือแม้แต่พวกดิจิทัลมัลติมีเดียเองก็ตามมีการขยายความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งเราเองก็ตามไม่ทัน และเนื่องจากการเติบโตที่เร็วแบบนี้จึงส่งผลกระทบค่อนข้างแรงให้กับธุรกิจอย่างพวกโรงหนักพอสมควรเลยทีเดียว เพราะอะไรน่ะหรอ? ก็เพราะว่าเนื่องจากสื่อเข้ามามีบทบาทมากขึ้นจึงได้มีแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการถ่ายทอดสื่อใหม่ๆมากมาย อย่างเช่น Netflix, YouTube, LineTV, WeTv ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ตอนนี้ แล้วไหนจะพวกหนังออนไลน์ที่ไม่ว่าเราจะอยากดูหนังอะไร ปีไหนเราก็สามารถหาได้หมดแล้ว นี้เป็นจุดแข็งเลยก็ว่าได้เพราะเนื่องจากบ้างแอพพลิเคชั่นนั้นสามารถที่จะดูฟรีได้ หรือถ้าจ่ายตังค์นั้นก็ถูกกว่าไปดูที่โรงหนังเพียงครั้งเดียวแน่นอน นี้จึงทำให้ธุรกิจโรงหนังนั้นกำลังตกอยู่ช่วงวิกฤตนั้นเอง

แต่เพราะอะไร ทำไมธุรกิจโรงหนังนั้นยังไม่มีการปิดตัวลงล่ะ? เหตุผลก็เพราะว่ามีการรวมตัวของป๊อบคอร์น เครื่องดื่ม และโฆษณานั้นเองที่ยังค่อยเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจนี้ยังคงไม่ได้ปิดตัวลงนั้นเอง ธุรกิจพวกนี้มีส่วนเข้ามาช่วยให้ยอดพุ่งสูงขึ้นในทุกๆปี โดยที่ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย แต่ยังไงตั๋วหนังที่เป็นธุรกิจหลักกลับดันเป็นยอดที่ต่ำที่สุดของกราฟ โดยที่มีโฆษณาขึ้นนำเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาติดๆด้วยธุรกิจขายป๊อบคอร์นหน้าโรงหนัง แน่นอนว่าอับดับสุดท้ายก็คือตั๋วหนังนั้นเอง

ป๊อบคอร์นกำไรสูง

โดยหลักการตามการวิเคราะห์ก่อนที่เราจะหาคำตอบของจุดสุดท้ายนั้นเราต้องมารู็จักสิ่งแรกที่เป็นตัวนำพาไปหาคำตอบก่อนนั้นก็คือที่มา แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ต้องเคยกินป๊อบคอร์นและต้องเคยได้ยินชื่อเรียกของขนมชนิดนี้แน่นอน ป๊อบคอร์นที่มีอีกชื่อหนึ่งว่าขนมคลายเหงาเมื่อดูหนัง ทำไมขึ้นมีชื่อเรียกแบบนี้หล่ะ? ก็เพราะว่าเมื่อเราไปดูหนังหลายๆคนก็จะคิดถึงป๊อบคอร์นเป็นสิ่งแรกถ้าอยากกินยามไปดูหนังนั้นเอง และเมื่อเราดูหนังฝรั่งเวลาที่เขาดูหนังเขาก็จะมีของว่างเป็นป๊อบคอร์น และแน่นอนการกินป๊อบคอร์นกับการดูหนังเป็นของที่มาด้วยกันแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว หลายๆคนมักจะคุ้นเคยกับการกินป๊อบคอร์นเวลาดูหนังอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนที่เราจะไปรู้คำตอบในบทสุดท้ายให้เรามาดูที่มาของป๊อบคอร์นกันก่อนเลย

ขนมข้าวโพดคั่วแสนอร่อยหรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า ป๊อบคอร์น เป็นขนมที่ทำมาจากเมล็ดข้าวโพดชนิดหนึ่ง ที่แตกต่างออกไปจากข้าวโพดที่เรากินกันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ซีเมอร์เอเวอร์ต้าร์ (Zea mays everta) หรือในภาษาไทยคือข้าวโพดคั่ว เมล็ดชนิดนี้มีลักษณะคล้ายๆข้าวโพดหัวแข็งแต่จะเล็กกว่า เมล็คจะเป็นในแบบหนาและเหนียวเพราะมีเยื้อหุ้มเมล็ดอยู่ ป๊อบคอร์นที่ต้องใช้ประเภทนี้ก็เพราะว่าเมล็คซีเมอร์เอเวอร์ต้าร์เนี่ยเป็นประเภทเดียวที่มีแรงดันสูง เมื่อโดนความร้อนก็จะทำให้เมล็ดพองและแตกออกได้ง่ายกว่าประเภทอื่นๆ ภายในเมล็ดนี้ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไอน้ำในอากาศ และโปรตีน เมื่อทั้งหมดนี้มารวมตัวกันและได้รับความร้อนจากน้ำมันเนย ทำให้ไอน้ำในเมล็ดเริ่มร้อนขึ้นและเดือด ผลของความชื่นจากไอน้ำนั้นได้ทำให้คาร์โบไฮเดรตเริ่มอ่อนตัวลงและทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้เกิดรูรั่วและก็เกิดการระเบิดตัวของเมล็ดข้าวโพดและมีการขยายตัวใหญ่ขึ้นจนกลายมาเป็นป๊อบคอร์นนั้นเอง

ซึ่งป๊อบคอร์นที่เรากินที่โรงหนังนั้นจะมีรูปน่างคล้ายๆผีเสื้อ เราจึงเลือกป๊อนคอร์นชนิดนี้ว่า Butterfly ส่วนป๊อบคอร์นที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไปนั้นเรามักเรียกมันว่า Mushroom เพราะว่ามีรูปร่างเหมือนเห็ดนั้นเอง และเมื่อพูดถึงความเติบโตของธุรกิจนั้นแล้ว เราสามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าป๊อบคอร์นนั้นเข้ามามีส่วนช่วยให้ธุรกิจโรงหนังมีการกลับมานิยมอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่แค่ธุรกิจ
ป๊อบคอร์นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีพวกเครื่องดื่มต่างๆ แล้วก็พวกธุรกิจโฆษณาอีกด้วย โดยรวมแล้วพวกนี้สามารถที่จะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจโรงนั้นสูงขึ้นโดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นมากถึงปีละ 3% กันเลยทีเดียว

เมื่อเรามองถึงคู่แข่งทางการค้าของธุรกิจก็พูดได้เลยว่าเป็นศูนย์ แน่นอนคำถามลอยมาแล้วก็คือ ทำไมล่ะ ทั้งๆที่กำไรก็เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน แต่ทำไมกลับไม่มีคู่แข่งมาลงทุนแข่ง เหตุผลง่ายๆเลยก็คือ เพราะการที่จะทำป๊อบคอร์น เครื่องดื่ม และสื่อโฆษณานั้นจะขายออกได้แพงขนาดนี้ได้นั้นต้องมีตัวช่วยอย่างแน่นอน แล้วอะไรหล่ะที่เป็นตัวช่วยอยู่เบื้องหลัง แน่นอนว่าจัวช่วยที่สำคัญก็คือตัวโรงหนังนั้นเอง โรงหนังเป็นแหล่งตัวซัพพอร์ตที่ดีเลยแหละ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจนี้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นที่นิสัยหรือน่าจับตามองสักเท่าไร เพราะเนื่องด้วยต้นทุนที่สูง และค่าใช้จ่ายหลายๆอย่างที่ตามมาอีกมากมาย

ทำไมราคาป๊อบคอร์นถึงสูง

คนที่เคยได้กินป๊อบคอร์นหน้าโรงหนังคงได้รู้จักรสชาติของมันเป็นอย่าง เนื่องจากรสชาติที่อร่อยและแน่นอนไม่มีใครที่กินแล้วบอกว่าไม่อร่อย เพราะมันอร่อยจริงๆ แต่แน่นอนว่าของอร่อยก็มักจะมีอะไรที่ขัดใจกันบ้างแหละ แน่นอนว่าปัญหาที่ขัดใจของเจ้าป๊อบคอร์นโรงหนังนั้นก็คือราคาที่สูงกว่าชาวบ้านนั้นเอง ทั้งๆเราก็สามารถมองหาได้ตามท้องตลาดทั่วไปได้ เราจะมาดูเหตุผลหลักๆด้วยกัน เหตุผลแรกที่พ่อค้าแม่ค้าที่ทำอาหารขายนั้นเป็นอันต้องรู้จักดีเลยก็คือ เรื่องของต้นทุนนั้นเอง แน่นอน ว่าป๊อบคอร์นไม่ได้มีแค่เมล็ดข้าวโพดจริงไหม แต่มันมีส่วนผสมอย่างอื่นที่นำมาควบคู่กันด้วย เช่นคาราเมล แน่นอนว่าราคาก็ไม่ใช่น้อยๆและยิ่งถ้าเป็นคุณภาพดีราคาก็ย่อมสูงตามไปด้วย ไหนจะเครื่องที่อบป๊อบคอร์นอีก แน่นอนว่าต้องลงทุนให้กับเครื่องอบที่มีคุณภาพเพื่อการใช้งานที่มีระยะเวลายาว แล้วก็ต้องใหญ่ด้วยเพราะถ้าเครื่องเล็กก็คงจะเก็บป๊อบคอร์นจำนวนมากไม่ได้ ไหนจะเป็นในเรื่องของภาชนะที่ใส่อีก จะมาใช้ถุงกระดาษหรือถุงพลาสติกธรรมดาก็ไม่ได้

ในเรื่องของรสชาติแน่นอนว่ากว่าที่จะได้รสชาติที่อร่อยและแตกต่างจากเจ้าอื่นวัตถุดิบที่นำมาเป็นส่วนผสมก็ต้องไม่ใช่เกรดไหนก็ได้ มันจะต้องมีการคัดสรรอย่างดี มีคุณภาพ และในส่วนของเนยที่ทางโรงหนังได้ทำการเลือกมาใช้นั้นไม่ใช่เนยธรรมดาแต่เป็นน้ำมันเนย เพื่อที่จะให้ตัวป๊อบคอร์นนั้นไม่แฉะและเละจนเกินไป แล้วไหนจะเป็นเรื่องของผงชีส หรือส่วนผสมต่างๆที่ทำให้ป๊อบคอร์นมีรสชาติต่างๆมากมาย แน่นอนว่าวัตถุดิบในส่วนของตรงนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ จึงไม่แปลกที่จะทำให่ราคาของป๊อบคอร์นหน้าโรงหนังแพง เพราะมันแพงตามคุณภาพของวัตถุดิบต่าง ภาระชนะที่ไว้ใส่ป๊อบคอร์น อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในการปรุงแต่งให้ป๊อบคอร์นนี้เกิดเป็นรูปเป็นร่างและมีรสชาติที่แสนอร่อย อีกเหตุผลหนึ่งเลยก็คือการจ้างแม่บ้านเพื่อทำความสะอาด เป็นเรื่องยากมากที่จะทำความสะอาดเก้าอี้แบบเบาะที่เป็นเนื้อผ้า เพราะมันไม่สามารถแค่เช็ดๆได้เหมือนเก้าอี้พลาสติก แต่เก้าอี้แบบนี้นั้นต้องมีการใช้เครื่องดูดฝุ่นเข้ามาช่วย ต้องจ่ายค่าแอร์ที่ว่าเยอะแล้วยังมีค่าไฟสำหรับเครื่องดูดฝุ่นอีก ตรงนี้ก็เลยได้เอาไปบวกรวมกับค่าป๊อบคอร์นแล้วนั้นเอง เพราะราคาเพียงแค่ค่าตั๋วหนังนั้นไม่สามารถที่จะจ่ายทั้งหมดนี้ได้จริง

เหตุผลตามหลัการอื่นๆ

เหตุผลตามหลักปรัชญาที่ทำให้เกิดธุรกิจป๊อบอคอร์นหน้าโรงหนังก็คือธุรกิจหนังอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะทำรายได้ที่ดีได้ เหตุนี้จึงเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจป๊อบคอร์น ธุรกิจเครื่องดื่มและรวมไปถึงธุรกิจโฆษณาด้วย โดยรวมแล้วธุรกิจพวกนี้เป็นตัวทำรายได้ที่ดีมากให้กับธุรกิจโรงหนังเลยก็ว่าได้ เพราะโดยลำพังแค่การฉายหนังอย่างเดียวนั้นก็ไม่สามารถทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่จะมีตัวช่วยเข้ามา แม้ว่าผู้คนส่วนมากจะบ่นถึงหลักเกณฑ์ราคาของป๊อบคอร์นเพราะมันก็แพงไปจริงๆแหละ แต่ธุรกิจนี้จะไม่สามารถทำรายได้ถ้าไม่มีผู้คนมาซื้อ ดังนั้นการที่ราคายังคงสูงอยู่นั้นก็เกิดจากการที่ยังมีคนซื้ออยู่ ลองคิดถึงสภาพตอนไม่มีคนซื้อเลยก็คงจะมีการปรับลดราคาลงเยอะอยู่แน่ๆ เพราะธุรกิจป๊อบคอร์นก็ต้องโปรโหมดเพื่อให้ตัวธุรกิจนั้นกลับมาทำยอดขายที่สูงอีกครั้ง และในตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่ามีการแลกพอยท์เพื่อนำมาลดราคาป๊อบคอร์นและเคื่องดื่ม การทำแบบนี้ก็เป็นการทำให้ผู้คนหันมาสนใจซื้อป๊อบคอร์นกันมากขึ้น และแน่นอนว่าธุรกิจนี้ไมค่อยมีคู่แข่งดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะไม่ต้องโปรโหมดอะไรมากเพื่อแข่งขัน แต่เป็นการโปรโหมดเรื่อยๆเพื่อให้ยอดขายยังคงมาเรื่อยๆแบบไม่หายไปในตอนสุดท้าย