คุณทราบหรือไม่? ว่าปัญหาทางการเงินของครัวเรือนไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูงและสร้างความกังวลใจให้แก่รัฐบาลอย่างมาก เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศนั้นขาดสภาพคล่อง โดยส่วนมากแล้วปัญหาด้านการเงินของครัวเรือนไทยนั้นมีสาเหตุหลักอยู่ 2 สาเหตุ คือ การก่อหนี้ และ ความไม่มั่นคงของรายได้ นั่นเอง ซึ่งสาเหตุทั้งสองอย่างที่เกี่ยวข้องกันอย่างมาก เช่น เมื่อมีการก่อหนี้ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้จริงเพราะมีรายได้ไม่เพียงพอทำให้เกิดการขาดภูมิคุ้มกันทางด้านการเงินทำให้ประชาชนมีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มขึ้นได้ง่ายขึ้น

เปรียบเทียบปัญหาด้านการเงินเหมือนอาการเจ็บป่วยแบบนี้ เมื่อคนเรามีอาการเจ็บป่วยก็ต้องได้รับการรักษาเช่นการรับประทานยาที่หมอจัดให้อย่างสม่ำเสมอถึงจะทำให้อาการเจ็บป่วยนั้นลดลงและหายไปแต่ถ้าเราไม่ทานยาตามที่หมอสั่งเป็นประจำอาการเจ็บป่วยก็จะกลับมาหรืออาจจะเป็นมากกว่าเดิมไม่มีวันหายจนกลายเป็นอาการเจ็บป่วยเรื้อรังได้ เปรียบเหมือนปัญหาทางการเงินเมื่อมีปัญหารเรื่องเงินการแก้ปัญหาคือการก่อหนี้เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนแต่ด้วยความที่ผู้ก่อหนี้ไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอแน่นอนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จนทำให้กลายเป็นปัญหาต่อเนื่องจึงเกิดการก่อหนี้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆจนกลายเป็นปัญหาทางการเงินที่เรื้อรังไม่ต่างจากอาการเจ็บป่วยที่พูดถึงนั่นเองค่ะ และนี่คือสาเหตุหลักๆที่ครัวเรือนไทยเผชิญมานานแล้วหลายปีค่ะ

แต่ว่าจาก 2 สาเหตุหลักที่ทำให้ครัวเรือนไทยมีปัญหาทางการเงินแล้วก็ยังมีรายละเอียดของปัญหามากกว่านั้นอีก ซึ่งในบทความนี้จะมาบอกถึงเรื่องจริงของปัญหาทางการเงินของครัวเรือนไทยแบบละเอียดถี่ถ้วนถึง 4 เรื่องด้วยกันการอ่านข้อมูลเรื่องนี้จะช่วยให้เราหันกลับมาตรวจสอบดูการเงินของครัวเรื่อนของเราแต่ละคนว่าปัญหาทางการเงินของเรานั้นมาจากสาเหตุใดกันแน่และยังช่วยให้เราป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองจากปัญหาทางการเงินที่เปรียบเหมือการเจ็บป่วยได้ด้วยค่ะ เรื่องจริง 4 เรื่องนั้นคือ 1. ภาระหนี้สินจากผู้กู้รายเดิม และ ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น / 2. รายได้ที่ไม่มั่นคง และ อัตราการออมลดลง / 3. สังคมรุ่นใหม่ และ เทคโนโลยีทำให้ไม่ระวังการใช้จ่าย / 4. มีรายได้เพิ่มแต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงิน เมื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้เราอาจจะพบว่าปัญหาทางการเงินนั้นก็เกิดขึ้นมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เราไม่คาดคิดเลยก็ได้แต่เพียงเราปรับเปลี่ยนสักหน่อยก็อาจจะดีขึ้นค่ะ

ภาระหนี้สินจากผู้กู้รายเดิมและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เช่นเดียวกับข้อมูลเบื้องต้นที่บอกไปว่าครัวเรือนไทยนั้นมีภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก จำนวนที่มากนี้ไม่ได้หมายถึงว่าประชากรมากกว่า 50% ใน 100% มีหนี้นะคะ แต่กลับหมายความว่าประชากรใน 50% นี่แหละที่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นเป็นผู้กู้รายเดิมที่ก่อหนี้เพิ่มขึ้นนั่นเองจึงกลายเป็นปัญหาการเงินเรื้อรังของผู้กู้รายเดิมค่ะซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสร้างหนี้ที่กระจุกตัวอยู่ที่เดียว คือคนที่เป็นหนี้ก็เป็นหนี้อยู่อย่างนั้นไม่สามารถปลดหนี้ได้สักทีแต่กลับมีแนวโน้มสร้างหนี้เพิ่มมากขึ้นไปอีกนี่คือปัญหาอย่างหนึ่งที่มีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศซึ่งปัญหานี้มีอย่างต่อเนื่องมาแล้วในช่วง 9 – 10 ปีที่ผ่านมาและยังไม่สามารถแก้ไขได้ค่ะ แต่สิ่งดีที่เห็นคือประชาชนมากกว่า 50% มีแนวโน้มเป็นบุคคลที่ไม่เป็นหนี้ แต่จุดอ่อนคือประชาชนที่น้อยกว่า 50% กลับมีหนี้เพิ่มมากขึ้นค่ะซึ่งปัญหาหนี้สินก็มีผลพวงมาจาการที่ได้รับรายได้ไม่เพียงพอไม่มั่นคงไม่สม่ำเสมอ และรวมไปถึงการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย ซึ่งปัญหาตรงนี้เมื่อคิดคำนวณจริงจังแล้วประชากรที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายนั้นมีส่วนน้อยเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น

แต่เมื่อมีการรวมเอาค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเข้าไปด้วยทำให้กลายเป็นร้อยละ 30 ที่มีประชากรมีรายได้ไม่พอต่อรายจ่าย และเมื่อมีการเพิ่มภาระหนี้สินเข้าไปก็กลายเป็นร้อยละ 60 ของประชากรที่มีรายได้ไม่พอต่อรายจายค่ะ เหมือนกับเป็นห่วงโซ่อย่างไงอย่างงั้นเลยค่ะซึ่งเกี่ยวพันกันแบบนี้ รายได้ไม่เพียงพอไม่มั่นคงไม่สม่ำเสมอ > จึงเกิดการก่อหนี้สินขึ้นมา > เนื่องด้วยมีรายได้ไม่เพียงพอไม่สามารถชำระหนี้สินได้จึงก่อหนี้เพิ่ม > เมื่อมีการก่อหนี้เพิ่มบวกกับมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น > จึงเกิดการก่อหนี้เพิ่มอีกและรายได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อไป เห็นได้ว่าปัญหานี้แก้ไขได้ยากมากค่ะถ้าไม่มีนโยบายที่ดีมาช่วยประชาชนแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังโดยเฉพาะการช่วยให้ประชาชนปลดหนี้ให้ได้ถ้าแก้เรื่องนี้ได้สัดส่วนของครัวเรือนไทยที่มีปัญหาทางการเงินจะลดลงแน่นอนค่ะ

รายได้ที่ไม่มั่นคง และ อัตราการออมลดลง

จากหัวข้อย่อยแรกที่พูดถึงปัญหาของหนี้สอนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและมีการอธิบายว่ามันเป็นปัญหาห่วงโซ่อย่างไรก็ทำให้เห็นชัดว่าปัญหานั้นเริ่มต้นมาจากการที่ประชาชนมีรายได้ที่ไม่มั่นคงและไม่สม่ำเสมอมาเป็นอันดับแรกของปัญหาการเงินอื่นๆที่ตามมาค่ะ และเมื่อรายได้ไม่มั่นคงก็ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทำให้เกิดการก่อนหนี้และปัจจุบันการก่อหนี้ก็ง่ายมาขึ้นด้วยบริการทางการเงินขงอสถาบันการเงินและธนาคารต่างๆค่ะ ซึ่งปัญหาของหนี้สินก็ยังน้อยกว่าปัญหาของการที่ประชาชนขาดรายได้และรายได้ลดลงอีกค่ะ ในทุกๆปีมีสัดส่วนของคนที่มีรายได้ไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้นทั้งคนที่มีหนี้สิน และคนที่ไม่มีหนี้สินก็มีแนวโน้มที่มีรายได้ลดลงค่ะ

ปัญหารายได้ที่ไม่มั่นคงและลดลงนี้ก็มาจากเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำและมาจากสงครามทางการค้าของประเทศมหาอำนาจตอนนี้ด้วยส่งผลต่อการส่งออกทางด้านเกษตรของไทย การท่องเที่ยวที่ลดลงก็มีส่วนสำคัญให้รายได้ลดลงค่ะ แต่ก็ยังคงมีจุดอ่อนด้วยสำหรับคนที่ไม่รายได้มั่นคงก็จะมีจุดอ่อนในการก่อหนี้ด้วยเพราะส่วนมาแล้วสถาบันการเงินจะยอมให้ผู้ที่มีรายได้มั่นคงกู้เงินได้มากกว่าคนที่มีรายได้ไม่มั่นคงและสามารถกู้ได้ในจำนวนมากๆด้วยอย่างที่บอกว่าทุกวันนี้บริการทางการเงินนั้นสะดวกและง่ายดายการก่อหนี้ของคนที่รายได้มั่นคงก็ง่ายมากด้วยค่ะถ้าไม่ระวัง ดังนั้นแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาตรงนี้คุณทุกคนต้องตรวจสอบตัวเองเสมอและระวังตัวเองอยู่เสมอ

การระวังตัวเองหรือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตังเองทั้งคนที่มายได้มั่นคง และคนที่มีรายได้ไม่มั่นคงก็คือ การออมเงินนั่นเองค่ะแต่ดูเหมือนว่าประชากรส่วนใหญ่ในทุกวันนี้มีอัตราการออมลดลง แต่กลับสร้างค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพิ่มมากขึ้นแทนทำให้เกิดเป็นจุดอ่อนของการก่อหนี้ได้ง่ายๆค่ะ นี่พูดถึงทั้งที่มีรายได้มั่นคง และรายได้ไม่มั่นคงนะคะ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีรายได้เพียงพอหรือไม่เพียงพอก็เสี่ยงต่อการมีปัญหาทางการเงินได้ทั้งนั้นถ้าละเลยการออมเงินค่ะ และละเลยการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายแบบไม่ควบคุมค่าใช้จ่ายปล่อยให้ค่าใช้จ่ายนั้นเพิ่มสูงขึ้นตามรายได้แบบนั้นก็เป็นอันตรายของสถานะการเงินของคุณได้ค่ะ นี่คือข้อเท็จจริงที่เราทุกคนควรเอาใจใส่เรื่องการออมให้มากขึ้นนะคะ

สังคมรุ่นใหม่ และ เทคโนโลยีทำให้ไม่ระวังการใช้จ่าย

คุณอาจจะอยากรู้แล้วว่าทำไมค่าใช้จ่ายมันถึงสูงขึ้นได้ง่ายๆ? นั่นก็เพราะว่าโลกแห่งเทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นง่ายๆ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนเราเปลี่ยนไปค่าใช้จ่ายส่วนมากจะมาจากสิ่งที่ไม่จำเป็นซึ่งเทคโนโลยีเสนอให้เราค่ะ เช่น ค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ไอทีต่างๆ การบริการต่างๆที่ทันสมัย ความบันเทิงต่างๆของสังคมรุ่นใหม่ เรื่องนี้ทำให้ไม่ว่าคนนั้นจะมีรายได้มั่นคงไม่มีหนี้ก็ตกหลุมพรางของค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ง่ายกว่าคนที่มีปัญหาทางการเงินอยู่แล้วค่ะ และยิ่งไม่มีการออมแล้วด้วยก็ยิงร้างช่องโหว่ของการเกิดปัญหาทางการเงินได้ง่ายขึ้นจนกลายเป็นปัญหาอยู่ในตอนนี้ยังล่ะคะ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ค่ะ

มีรายได้เพิ่มแต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงิน

เคยได้ยินคำนี้ไหม? ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ประโยคนี้สามารถนำมาใช้ได้กับปัญหาทางการเงินก็เหมือนกับการแก้ปัญหาต่างๆที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุนั่นเองค่ะ หลายคนเอกที่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการหารายได้เพิ่มขึ้นโดยการทำงานมากขึ้นหรือทำงานหรือหารายได้เสริมซึ่งช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมารองรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของตัวเอง แต่การแก้ปัญหาที่ดีคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้ลดลงต่างหากจึงจะดีที่สุด แต่มีส่วนน้อยที่เลือกทำแบบนั้นส่วนมากจะหารายได้เพิ่มแต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าโดยวิธีนี้จะเห็นว่าไม่ค่อยได้ผลเลยค่ะ วิธีแบบนี้กลับจะสร้างปัญหาทางการเงินที่ใหญ่กว่าได้ในอนาคตเมื่อการหารายได้และการหารายได้นั้นยากมากขึ้นนั่นเองค่ะ นี่ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเราค่ะ

ค่าใช้จ่ายเรื่องสิ่งไม่จำเป็น และ การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักของปัญหาการเงิน

ทั้งหมดที่บอกว่าในบทความนี้คือความจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ครัวเรือนไทยนั้นมีปัญหาทางการเงินในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพราะขาดการออมและไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซ้ำร้ายกว่านั้นกลับพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทางส่วนทางภาครัฐเองก็ไม่ได้ยื่นมือเจ้ามาช่วยอย่างเต็มที่และจริงจัง มีแต่ภาคเอกชนอย่างสถาบันการเงินต่างๆที่กลับเป็นตัวปัญหาด้วยการบริการทางการเงินที่ง่ายทำให้การก่อหนี้นั้นง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีกนั่นเองค่ะ ทำให้ปัญหาการเงินนั้นเกิดขึ้นจากเรื่องใกล้ตัวของทุกคนแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นเล็กน้อยไปจนถึงค่าใช้จ่ายใหญ่ๆอย่างเช่นการท่องเที่ยวก็เป็นชนวนของปัญหาการเงินได้ถ้าไม่มีการวางแผนและการออมเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้ค่ะเราจะเห็นว่าสังคมไทยนั้นเน้นการพักผ่อนหย่อนใจความบันเทิงความสนุกสนานมากกว่าการทำงานความไม่สมดุลตรงนี้ก็เป็นปัจจัยของปัญหาทางการเงินได้ด้วยค่ะ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะนำไปสู่ปัญหาการเงินจึงสำคัญมากที่สุดที่จะแก้ไขปัญหาได้ค่ะ