บัตรเครดิตคืออะไร?

บัตรเครดิตเป็นบริการที่สถาบันทางการเงินต่างๆออกให้แก่ลูกค้า ซึ่งถือกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยเริ่มมีการใช้บัตรเครดิตครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2512  เพื่อใช้ช่วยลูกค้าให้ใช้จ่ายได้อย่างสะดวกครบครันแทนเงินสด และในปัจจุบันนี้ผู้คนก็นิยมใช้บัตรเครดิตมากขึ้นเพราะใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบายต่อความต้องการ และ บัตรเครดิตเปรียบเสมือนธนาคารเคลื่อนที่ เมื่อใช้งานบัตรเครดิตผู้ใช้สามารถนำบัตรมาซื้อสินค้าและบริการได้ตามวงเงินที่ทางธนาคารได้อนุมัติ เมื่อใช้บัตรเครดิตคุณก็จะได้รับสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นต่างๆมากมายในการซื้อสินค้า บัตรเครดิตสามารถใช้ได้ผ่านทางตู้ ATM และร้านค้าต่างๆมากมาย บัตรเครดิตเป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้ เมื่อเราเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไม่คาดคิด บัตรเครดิตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและกระทันโดยที่คุณไม่ต้องกังวลอะไร บัตรเครดิตสามารถจ่ายหรือชำระให้ได้โดยผู้ที่ถือบัตรเครดิตยังไม่ต้องชำระเงิน ณ เวลานั้น แต่สามารถแบ่งผ่อนชำระได้ในเดือนถัดไป แต่ถ้าคุณเลือกการแบ่งผ่อนชำระมักจะมีดอกเบี้ย ซึ่งผู้ที่ถือบัตรจะต้องเสียค่าดอกเบี้ยจนกระทั่งยอดค่าชำระจะเป็นศูนย์ วงเงินของบัตรเครดิต จะให้ 3 เท่าจากยอดเงินเดือนของคุณ คนที่มีสิทธิ์ใช้บัตรเครดิตนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จำทำ เพียงแค่ว่าทางคนที่ออกบัตรเค้าจะพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของเรา ในสมัยก่อนจะเป็นแบบเครื่องรูดบัตรเครดิต ร้านที่ค้าที่เราซื้อของนั้นจะต้องโทรศัพท์ติดต่อไปที่ทางธนาคาร แต่ในปัจจุบันนี้มีเครื่องรูดบัตรที่จะออนไลน์กับธนาคารเพื่อให้ได้รหัสอนุมัติได้ทันที จากผู้ที่ขายหรือผู้ที่ให้บริการจะให้บัตรสลิปแค่เจ้าของเพื่อให้เจ้าของได้เซ็นชื่อ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของบัตรจริงหรือไม่ โดยเทียบกับลายเซ็นต์ด้านหลังของบัตร แสดงให้เราเห็นว่าในปัจจุบันนี้บัตรเครดิตก็ถือเป็นส่วนนึงในชีวิตประจำของผู้คนที่ผู้คนนิยมใช้มากขึ้น

บัตรเครดิตมีบทบาทอย่างไรในประเทศไทย

ในปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักและนิยมใช้บัตรเครดิตเป็นส่วนมาก และบัตรเครดิตเองก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับเราที่เราใช้เป็นประจำ และบัตรเครดิตมีบทบาทหลายอย่าง อาทิเช่น ใช้แทนเงินสด ใช้ชำระสินค้า  สามารถซื้อของออนไลน์ใช้ได้อย่างสะดวก เพราะเราหลายคนเริ่มคุ้นชินกับบัตรเครดิตมากยิ่งขึ้น ก็มีการพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง นิยมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากยิ่งขึ้นและพกพาได้ง่าย นอกจากนี้ยังพบอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นในการซื้อของออนไลน์โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต บัตรเครดิตสามารถนำมาใช้ในยามฉุกเฉิน และ สามารถเบิก ถอน เงินสดล่วงหน้าได้  การที่ผู้คนใช้บัตรเครดิตทำให้เป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจ

การชำระเงินในบัตรเครดิตมีกระบวนการอย่างไรในทุกครั้ง

วิธีการชำระเงินมีกระบวนการที่ง่ายๆ และมีกระบวนการที่คล้ายแล้วแต่ของละบริษัทธนาคาร และในปัจจุบันนี้ขั้นตอนชำระก็สะดวกมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปถึงที่ธนาคารเพื่อทำการใช้จ่ายโดยเราสามารถทำเองได้ง่ายๆซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีกระบวนการดังนี้ ขั้นตอนแรก เราจะต้องเลือกที่เมนูบัญชีของฉัน ของแต่ละแอฟลิเคชั่นไม่เหมือนกัน เราเลยเสนอวิธีการทำของธนาคาร SCB เพื่อเป็นตัวอย่าง  ขั้นตอนที่2 เข้าไปเลือกที่เลือกบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสดที่ต้องชำระ ขั้นตอนที่3 เลือก จ่าย ขั้นตอนที่4 เลือกการจ่าย เต็มจำนวน ขั้นต่ำ ระบุจำนวน และ กดตรวจสอบข้อมูล ซึ่งในส่วนของขั้นตอนนี้คุณสามารถเลือกการจ่ายได้ อย่างสุดท้าย ตรวจสอบข้อมูลและยืนยัน ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญมากเพราะคุณเองต้องตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจว่าคุณได้ทำการชำระเงินให้แกใครและจำนวนเท่าไหร่เพื่อป้องกันการผิดพลาดได้

บริการทางการเงินที่ออกบัตรเครดิตคืออะไร

ในทุกวันนี้บริการทางการเงินสามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมพื้นฐาน เช่น การถอนเงิน  รับเงิน โอนเงิน  รวมทั้งการใช้บริการทางการเงินเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในชีวิตประจำวันและเป้าหมายระยะยาว สำนักงานเศรษฐกิจการคลังให้ค่าจำกัดความของ การเข้าถึงบริการทางการเงิน ว่า หมายถึงบุคคนทั่วไปมีโอกาสเข้าถึงและสามารถใช้ได้อย่างเหมาะสม ด้วยประสิทธิภาพที่ดี ต้นทุนที่เป็นธรรม และสอดคล้องกับรายได้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพื่อที่ทำให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่อุตสาหกรรม  การชำระเงินออนไลน์เป็นเหมือน ทางเชื่อม ไปยังบริการทางการเงิน และในยุคที่ทุกคนต่างมีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอดเวลา และขอแค่ให้มีอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เราก็สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างบนหน้าจอได้ เช่นเดียวกับการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ เราต่างก็คุ้นเคยกับความสะดวก และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้การจัดการการเงินเป็นเรื่องง่าย

ธนาคารอะไรบ้างที่ออกบัตรเครดิตในประเทศไทย

เดี๋ยวนี้มีบัตรเครดิต ของหลายธนาคารที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกตามความเหมาะสมของแต่ละคนเราจะมาดูกันว่ามีธนาคารไหนบ้างที่ออกบัตรเครดิตในประเทศไทย

  1. KTC บัตรเครดิต ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พิเศษกว่าใคร
  2. Citibank  มีบริการที่น่าสนใจอย่างหลากหลายที่ตอบสนองความต้องการของคุณ
  3. Bangkok Bank  มีบริการหลายอย่างในการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า ให้ทุกธุรกิจเดินได้อย่างราบรื่น
  4. TMB เป็น ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บัตรเครดิตชำระเงินค่าสินค้า/บริการผ่านทางออนไลน์
  5. Thanachart เป็นบริการธนาคารออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าบุคคล ให้การทำธุรกรรมทางการเงินของคุณเป็นเรื่องง่ายๆ สะดวก สบาย มั่นใจ ปลอดภัยเหมือนไปธนาคารด้วยตนเอง
  6. Aeon ให้บริการบัตรเครดิต ให้สินเชื่อรายย่อยสำหรับลูกค้า สินเชื่อเช่าชื่อ และอื่นๆอีกมากมาย
  7. Krungsri เป็นบริการทางการเงินที่ออกได้ตรงตามไลฟ์สไตล์ของคุณ
  8. UOB เป็นบัตรเครดิตที่มีสิทธิพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำมากมาย เป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้
  9. K-Bank เป็นบัตรเครดิตที่ให้คุณเลือกใช้ได้อย่างประทับใจ
  10. Tesco Card เป็นบัตรเครดิตเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่ายของคุณ
  11. Standard Chartered บัตรเครดิตนี้ มีข้อเสนอร้านค้าพิเศษต่างๆอย่างมากมาย  เช่น ส่วนลดร้านค้า
  12. ICBC บัตรเครดิตธนาคารไอซีบีซี เป็นบัตรเครดิตสองสกุลเงินยูเนี่ยนเพล์ (UnionPay) และบัตรเครดิต วีซ่า (VISA)
  13. CIMB เป็นบัตรที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการซื้อสิ้นค้าในห้างสรรพสินค้า
  14. Cebtral Card บัตรเครดิตเซ็นทรัล อีกนนึ่งตัวเลือกที่ผู้คนเลือกใช้
  15. Bank of China เป็นบัตรเครดิต2สลุกเงินบาท หยวนในบัตรเดียว
  16. American Express เป็นบัตรที่มอบความคล่องตัวในการใช้
  17. Krungsri FirstChoice กดเงินสด ผ่อนเงินสด ได้ง่าย อนุมัติเร็ว

บัตรเครดิตและบัตรเดบิตแตกต่างกันอย่างไร

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าอยากจะสมัครบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตมีข้อแตกต่างกันอย่างไร ทางเราก็ได้จัดนำข้อมูลที่ทุกท่านสงสัย มาเปรียบเทียบให้ดูถึงข้อแตกต่าง บัตรเครดิตกับบัตรเดบิตมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  1. บัตรเครดิตวิธีการสมัครอาจจะค่อนข้างมีความยากสักนิดและมีเกณฑ์การสมัครถึง2เกณฑ์ นั่นคือ แบบเกณฑ์เงินฝากในการสมัคร แบบเกณฑ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีรายได้ประจำและการสมัครนี้เป็นแบบการสมัครโดยใช้การค้ำประกันเงินฝาก  ในส่วนเกณฑ์ที่2เป็นแบบรายได้ประจำในการสมัคร เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำหรือเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 15,000บาทขึ้นไปต่อเดือน  ในทางตรงกันข้ามกับบัตรเดบิต บัตรเดบิตนั้นเป็นบัตรที่สมัครได้รวดเร็วและง่าย มีขั้นตอนหรือเกณฑ์ในการสมัครไม่เยอะ
  2. บัตรเครดิตสามารถมีหลักบัตรได้เพียงแค่1ใบ เท่านั้น แต่ต้องเป็นภายใต้ชื่อ  ของตนเองเท่านั้น และสามารถมีบัตรเสริมได้ไม่เกิน4ใบ.  ในส่วนของบัตรเดบิตนั้น โดยบัญชีเงินฝาก1บัญชีสามารถทำบัตรเดบิตได้หลายใบแต่ต้องอยู่ภายใต้ชื่อ และ นามสกุล ของเจ้าของได้เพียงผู้เดียว.
  3. ในการสมัครบัตรเครดิตนั้นมีข้อกำหนดของผู้สมัครมากกว่าของการสมัครบัตรเดบิต โดยมีดังนี้
 3.1 ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของกิจการ โดยจะต้องมีรายได้หมุนเวียนบริษัทเดือนละ 100,000บาทขึ้นไป  ส่วนบัตรเสริม ผู้สมัครต้องมีอายุตั้งแต่ 15-18ปี ขึ้นไป ส่วนบัตรเดบิตนั้น แทบไม่มีคุณสมบัติในการสมัคร ขอแค่คุณเป็นบุคคลธรรมดาที่มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกระแสรายวันกับธนาคารก็สามารถทำได้ ตั้งแต่อายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

บริษัทอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิตในประเทศไทย

มีหลายบริษัทธนาคารน่ะคะ โดยในปัจจุบันนี้ธนาคารมีมากขึ้นและมีการแข่งกันกันและมีหลายธนาคารด้วย ส่งผลทำให้เราอาจะเลือกไม่ถูกว่าธนาคารที่ออกบัตรเครดิตบริษัทไหนที่ส่งผลต่อความต้องการของตัวเราเอง เพื่อที่เราจะได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น เราเลยได้หาข้อมูลของแต่ละธนาคารเพื่อช่วยให้คุณได้ทราบถึงข้อมูลและเพื่อที่ใช้ในการประกอบกับการสินใจได้ด้วย

  1. บ. แคปปิตอล โอเค จำกัด
  2. บ. ซิตี้ คอนซูเมอร์ โปรดักส์ ( ประเทศไทย) จำกัด
  3. บ. เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด
  4. บ. บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  5. บ. บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด
  6. บ. อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด

อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยเท่าไหร่

การใช้บัตรเครดิตจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะถ้าเราชำระไม่เต็มจำนวนหรือชำระไม่ตามกำหนดในแต่ละงวด หรือมีการเบิกเงินสดล่วงหน้า(Cash Advance) ออกมาใช้ อัตรดอกเบี้ยมีหลายแบบ แต่โดยส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารจะอยู่ที่ร้อยละ 18 ต่อปี โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนกำหนด  เพราะว่าในปัจจุบันนี้ได้มีธนาคารหลายธนาคารมากขึ้นและมีตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อที่เราจะเลือกได้ตรงกับความต้องการของเรา   แต่โดยบางธนาคารไม่มีบริการนี้

สถาบันการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 มีดังต่อไปนี้

  1. ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
  4. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  6. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แต่ธนาคารนี้จะมีอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 9.9 -18% ต่อปี

ข้อดีของการมีบัตรเครดิต

บัตรเครดิตมีข้อดีหลายอย่างมากมายเลยค่ะ และเป็นตัวช่วยชั้นดีหลายๆด้าน และหลายๆคนก็คุ้นเคยกับการใช้บัตรเครดิตเป็นอย่างดีด้วย เพราะจะช่วยให้ใช้จ่ายได้อย่างอิสระ พกพาสะดวก และเมื่อเดินทางไปยังประเทศต่างๆนอกจากประเทศไทยคุณก็ยังสามารถใช้บัตรเครดิตในการซื้อสิ่งของต่างๆได้อย่างมากมายค่ะ และบัตรเครดิตยังมีสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นต่างๆมากมายให้เราได้เลือกใช้ได้หลายหมวดหมู่ด้วย หากเจ้าของบัตรเครดิตใช้เป็นจะช่วยให้เจ้าของบัตรประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้นด้วย  และเมื่อคุณใช้บัตรเครดิตทุกครั้งคุณจะได้รับคะแนนสะสมทุกการใช้จ่ายของบัตรเครดิต คุณสามารถใช้จ่ายสำหรับชำระค่าสาธารณูปโภคได้อย่าสะดวกรวดเร็ว  บัตรเครดิตยังเป็นบัตรสากลที่ใช้ได้ทั่วโลกและมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะการที่เราพกเงินสดออกจากบ้านเป็นจำนวนมากจะทำให้เราต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังกับมิจฉาชีพที่มาในหลายรูปแบบนั่นจึงเป็นเหตุผลที่บัตรเครดิตตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัยได้มากกว่าหลายเท่า

มีบัตรเครดิตประเภทอะไรบ้างในประเทศไทย

ถ้าพูดถึงบัตรเครดิต ในประเทศมีบัตรเครดิตหลายประเภท สามารถแจกจำแนกได้3ประเภท

  1. บัตรเครดิต ที่คุณสามารถใช้ได้ทั้งในและต่างประเทศ
  2. บัตรเครดิตที่ใช้เฉพาะร้านค้า
  3. บัตรเครดิต ที่ใช้ได้ภายในประเทศ แต่ถึงอย่างไรบัตรเครดิตก็ยังแยกลักษณะออกได้อีกหลายประเภท อาทิเช่น Credit Card หรือ Bank Card  เป็นบัตรเครดิตที่ออกโดยสถาบันการเงิน บัตรนี้มีประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับเรามากคือ ช่วยอำนวยความสะดวกของเราในการชำระค่าสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน

Store Card คือ บัตรเครดิตที่ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆออกให้ลูกค้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขายของร้านค้าต่างๆได้อย่างสะดวก อย่าเช่น บัตรเครดิต แมคโคร เป็นต้น

Cash Card คือบัตรเครดิตที่มีลักษณะคล้ายกับบัตรATM แต่สำหรับบัตรนี้สามารถถอนเงินสดล่วงหน้าได้โดยที่ไม่หักจากบัญชี

Debit Card เป็นบัตรที่เหมือนกับบัตร ATM แต่ต่างจากบัตร Cash Card อย่างนึงก็คือ บัตรนี้จะหักเงินโดยตรงจากบัญชีของเจ้าของหลัก   จากข้อมูลแสดงว่าประเภทของบัตรเครดิตแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกันและมีการใช้งานตามความต้องการของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันด้วย แต่ก็มีประโยชน์หลายด้านที่แต่ละบัตรมีเพื่อประโยชน์ที่เราได้ใช้ให้ถูกตามความต้องการของเราเผื่อผลตอนแทนที่ได้กลับมาดีกว่าด้วย

โปรโมชั่นบัตรเครดิตคืออะไร

โปรโมชั่นบัตรเครดิต คือ การที่เราสมัครของแต่ละบริษัทธนาคารก็จะมีโปรโมชั่นที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นจะมีโปรโมชั่นในการสมัครครั้งแรกอาจจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นในการเลือกซื้อสินค้า หรือ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ทางเราก็ได้เตรียมข้อมูลมาของแต่ละธนาคาร เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่คุณ

ธนาคารกสิกรไทย

ถ้าเกิดว่าคุณมีหรือเพิ่งสมัครบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทยทางธนาคารก็มีโปรโมชั่นหรือสิทธิพิเศษให้สำหรับลูกค้าให้เราได้เลือกอย่าคุ้มค่าค่ะ เช่น เราอยากที่จะเลือกช้อปซื้อของต่างๆ อาทิเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะมีส่วนลดต่างๆหรือคะแนนให้เราแลกได้ หรือไม่ก็ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบทางด้านอาหาร สุขภาพ ความงาม และอื่นๆมีให้เราได้เลือกได้อย่างครบครัน และคุณเองก็สามารถแลกแต้มคะแนนที่คุณได้เคยใช้ซื้อของเพื่อมาใช้แลกคะแนนสิ่งของที่คุณอยากได้ซึ่งมีอยู่ในโปรโมชั่นของบัตรเครดิต.

ธนาคารไทยพาณิชย์

ก็เช่นเดียวกับธนาคารกสิกรไทย โดยมีโปรโมชั่นสิทธิพิเศษต่างๆ แต่จะมีเพิ่มเติมคือ มีบริการโปรโมชั่นสำหรับ Drive Tru หรือ GrabFood เข้ามาเพิ่มเติมและมีสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย

มีเงื่อนไขอะไรบ้างในการสมัครบัตรเครดิต

เงื่อนไขในการสมัครบัตรเครดิตในอันดับแรกที่เราจำเป็นต้องรู้ คุณสมบัติก่อนที่จะสมัคร

  1. ผู้ที่ถือบัตรหลัก ต้องเป็นบุคคลที่มีรายได้ขั้นต่ำ15,000บาทต่อเดือน และจำเป็นต้องมีรายได้ต่อเดือนทุกเดือนไม่ต่ำกว่า15,000บาทเสมอ และต้องแสดงบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน
  2. ผู้ที่ถือบัตรเสริม คนที่ถือบัตรเสริมอาจจะเป็นคนในครอบครัวของผู้ที่มีบัตรหลักซึ่งก็คือ ลูก หรือ ภรรยา หรือ สามีแต่ต้องใช้จ่ายวงเงินอยู่ภายใต้บัตรหลักเท่านั้น

อย่างที่ 2 ที่เราต้องรู้คือ ผู้ที่ถือบัตรหมายถึงใคร บัตรหลัก และ บัตรเสริม หมายถึงอะไร ใครเป็นผู้ที่ออกบัตรเครดิต โดยอย่างแรก ผู้ที่ออกบัตรเครดิตคือ ธนาคารต่างๆ ผู้ที่ถือบัตรเครดิตคือ บุคคลทั่วไป บัตรหลัก คือ บัตรที่ทางธนาคารออกให้ผู้ที่มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ตามบัตรเครดิตได้ ในส่วนของบัตรเสริม คือ บัตรที่ออกให้บุคคลทั่วไปแต่ต้องใช้วงเงินร่วมกับบัตรหลัก  อันดับที่สามที่เราจำเป็นต้องรู้คือ เงื่อนไข ดอกเบี้ย ค่าบริการค่าธรรมเนียมของบัตรเครดิต ซึ่งก็คือ ทางธนาคารที่เราได้สมัครบัตรเครดิตจะเป็นผู้ทำหน้าที่แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารอนุมัติบัตรเครดิตเพื่อให้ทราบ

ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการสมัครบัตรเครดิต

หลายท่านคงสงสัยว่าถ้าสนใจที่อยากจะสมัครบัตรเครดิตต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง มีเอกสารหลายที่ต้องเตรียมให้ยุ่งยากหรือไม่อย่างไร  ทางเราได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน โดยเอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  1. ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน เพราะว่าถือเป็นหนึ่งในเอกสารที่สำคัญที่สุด แต่คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่าบัตรประจำตัวประชาชนของคุณหมดอายุหรือไม่

  2. สำเนาทะเบียนบ้าน ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดด้วยว่าที่อยู่ปัจจุบันของคุณตรงกับที่อยู่ในทะเบียนบ้านหรือไม่

  3. หนังสือรับรองเงินเดือนหรือสลิปเงินเดือนย้อนหลัง ในส่วนของเอกสารนี้สามารถนำมาทดแทนกันได้  แต่สำเนาสลิปเงินเดือนก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน เพราะเพื่อเป็นข้อยืนยันให้กับทางธนาคาร แต่ว่าบางธนาคารจะขอสลิปเงินเดือนไม่เหมือนกัน

  4. สมุดเงินฝาก  ต้องมีข้อมูลให้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดชื่อ นามสกุล ให้ถูกต้อง  
 สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการที่จะสมัคร ต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้

  5. ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ ให้ใช้หนังสือเดินทาง หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน(ถ้ามี)

  6. หนังสือรับรองเงินเดือน หรือ สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6เดือน

  7. สำเนาใบอนุญาติทำงาน work permit

  8. หนังสือรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์ (เอกสารสำหรับกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ)

แต่เอกสารเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละธนาคารจะมีเอกสารไม่เหมือนกันบางอย่างแต่โดยรวมจะต้องใช้เอกสารตามที่ระบุไว้ในนี้

ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิตคืออะไร

บัตรเครดิต คือเครื่องมือที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและใช้งานได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วเหมือนคุณพกเงินสดติดตัวไว้หลายบาท ในการใช้บัตรเครดิตนั้นมีความปลอดภัยในการใช้งาน เมื่อพูดถึงค่าธรรมเนียมในบัตรเครดิต เราจะนึกถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม  เพราะค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตนั้น โดยมีค่าธรรมเนียมที่มาพร้อมกับบัตรเครดิต ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นค่าธรรมเนียมจะมาพร้อมกับดอกเบี้ย เพราะถ้าเราใช้จ่ายและไม่คืนชำระเต็มจำนวนเงินที่เราใช้นั้นหรือไม่ชำระตามที่ได้กำหนดในแต่ละงวดของบัตรเครดิต นั่นก็จะทำให้เกิดดอกเบี้ย โดยตามกฎแล้วผู้ออกบัตรจะเป็นผู้ที่เรียกเก็บดอกเบี้ยค้างชำระ

ค่าธรรมเนียมมีอะไรบ้าง?

  1. ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี (Annual Fee) โดยส่วนใหญ่ บริษัทจะคิดค่าธรรมเนียมรายปี แต่อาจจะมีบางบริษัทที่ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม (ในปีแรก)
  2. ค่าธรรมเนียมการติดตามทวงหนี้ ถ้าหากว่าในกรณีที่คุณได้การชำระเงินล่าช้า ผู้ออกบัตรให้คุณจะติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ที่ค้างชำระและค่าธรรมเนียมนี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีบัตรเครดิตของคุณ3.ค่าธรรมเนียมขอใบแจ้งยอดบัญชี
  3. ดอกเบี้ยรายปี ส่วนใหญ่สถาบันทางการเงินจะเก็บค่าบริการนี้โดยขึ้นอยู่กับว่าจะเรียกเก็บร้อยละเท่าไหร่
  4. ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่
  5. ค่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสกุลเงิน  เมื่อคุณใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศโดยปกติแล้วคุณก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเช่นกัน โดยปกติจะคิดเป็นตัวเลข 2-2.5% ซึ่งมักจะแฝงรวมค่าธรรมเนียม 1% ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตนี้ขึ้นกับการใช้งานของคุณ
  6. ค่าธรรมเนียมอื่นๆ อย่างเช่น ค่าธรรมเนียมที่ใช้ในการชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่ไม่ใช่ช่องทางของเจ้าของบัตรเครดิตโดยตรง ตัวอย่าเช่น ถ้าคุณถือบัตร Aeon แต่ต้องการที่จะไปชำระค่าบิลบัตรเครดิตผ่านทางเคาน์เตอร์ของธนาคารอื่น คุณก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในส่วนตรงนั้นด้วย
  7. ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด หากคุณต้องการที่จะเบิกเงินสดล่วงหน้า จากบัตรเครดิต สิ่งที่ต้องเสียก็คือค่าธรรมเนียม 3% 
 ก่อนที่คุณจะทำธุรกรรมใดๆก็ตามคุณต้องคำณวณถึงสิ่งเหล่านี้ให้ดีก่อนเผื่อที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มมากขึ้น

คำณวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตได้อย่างไร

การคำนวณอัตราดอกเบี้ยมีประโยชน์สำหรับเรามากเพื่อช่วยเราในการควบคุมการใช้จ่ายบัตรเครดิตโดยที่เราจะได้ไม่ใช้จ่ายมากจนเกินไปเกิดเป็นหนี้ได้ เ หลักการคำนวณก็ไม่ยากเลยค่ะ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน/365วัน  เราจะคิดจาก ยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เราได้บันทึกรายการจนถึง วันสรุปยอดค่าใช้จ่าย  ตัวอย่างเช่น   ถ้าคุณซื้อของโดยผ่านทางบัตรเครดิตเมื่อ วันที่1มกราคม จำนวณ 20,000บาท ธนาคารจะสรุปยอดค่าใช้จ่ายทุกวันที่25ของเดือน(ก็คือวันที่เราได้ทำบัตรเครดิตครั้งแรก)  และกำหนดชำระเงินทุกวันที่10ของเดือนถัดไป ซึ่งธนาคารคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม20%ต่อปี วันที่จ่ายกับวันที่ธนาคารสรุปยอดจะเป็นวันที่ระบุนี้แบบตายตัวแต่วันที่เราใช้เราใช้เมื่อไหร่ก็ได้แต่เราต้องจ่ายในวันที่ธนาคารกำหนด ถ้าคุณจ่ายก่อนภายในวันที่10ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เสียแค่เงินที่เรารูดบัตรใช้ ถ้าคุณจ่ายเงินขั้นต่ำ10%ในวันที่10กุมภาพันธ์คือ 2,000 บาท

ในรอบบิลถัดไป25กุมภาพันธ์จะคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้

ยอดทั้งหมด 20,000 บาท x 20% x 25วัน/365 = 273.97 บาท(1มกราคม-25มกราคม) ยอดค้าง 18,000 บาท x 20% x 16 วัน / 365= 157.80 บาท (10 กุมภาพันธ์ - 25 กุมภาพันธ์) ดังนั้นยอดที่ถูกเรียกเก็บคือ 18,000 + 273.97 + 157.80 = 18,431.77 บาท

ธนาคารให้วงเงินในการออกบัตรเครดิตเท่าไหร่

เป็นคำถามสำคัญที่ทุกคนอยากทราบว่าทางธนาคารให้วงเงินบัตรเครดิตเท่าไหร่ หลายคนคิดว่าถ้าได้วงเงินยิ่งสูงยิ่งดี โดยทั่วไปเวลาที่คุณได้ทำบัตรเครดิตของแต่ละธนาคาร ปกติแล้วต้องมีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ไม่เกิน15,000บาท คุณก็จะได้วงเงินมา20,000บาท โดยทางธนาคารจะมีเกณฑ์การออกวงเงินไม่เกิน1.5เท่าของเดือน แต่ว่าการที่เราจะได้รับวงเงินนั้นขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายเงินจากบัญชีธนาคาร แต่ถ้าคุณอยากได้วงเงินที่มากขึ้น ทางเราแนะนำว่า เป็นไปได้ที่ที่สุดที่คุณจะสร้างเครดิตและความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณเองเพื่อที่ทางธนาคารจะได้เชื่อมั่นและเห็นว่าคุณสามารถที่จะได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นและสำคัญที่สุดเวลาคุณใช้จ่ายแล้วสำคัญที่คุณจะจ่ายเงินให้ครบกำหนดตามเวลา  ขอให้ระวังที่จะไม่ใช้วงเงินที่ทางธนาคารให้มาเกินครึ่งนึงของเงินที่ได้รับ อย่างเช่น คุณได้รับวงเงิน 10000 บาท ขอแค่คุณไม่ใช้เกินวงเงินที่ทางธนาคารกำหนดมากเกินไปจากที่ยกตัวอย่างมานี้ คุณก็สามารถมีโอกาสสร้างเครดิตให้กับตัวคุณเองและกับทางธนาคาร

ธุรกรรมที่ใช้บัตรเครดิตมีความปลอดภัยอย่างไร

บัตรเครดิตมีความปลอดภัย  ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำสมาร์ทโฟนเข้ามาใช้เพื่อที่เราสามารถไม่ต้องพกพาบัตรเครดิตและมาคอยกังวลว่าเราจะลืมบัตรไว้ที่ไหน และในเวลาที่คุณทำธุรกรรมบัตรเครดิตก่อนที่เราจะทำธุรกรรมต่างๆอย่างเช่น ใช้กับ ATM เคลื่อนที่ก่อนที่เราจะเข้าได้นั้นก็จะมีความปลอดภัยนั่นคือ จะมีการเข้ารหัสที่เจ้าของบัตรได้ทำการตั้งรหัสไว้เพื่อที่จะสามารถป้องกันบุคคลอื่นที่ไม่ได้ตัวเองใช้ได้ และในอีกอย่างหนึ่งเวลาเราทำธุรกรรมต่างๆกับบัตรเครดิตจะมีการแจ้งข้อมูลต่างๆที่เราได้ทำธุรกรรมมาในทางโทรศัพท์ เราสามารถตรวจสอบได้ว่าเราเราใช้บัตรเครดิตในสถานที่ใดบ้างและรวมถึงการบอกเวลานั้นๆ  ในทางกลับกันถ้าคุณไม่ระวังในการใช้อาจเกิดมีมิฉาชีพปลอมแปลเอกสารของคุณได้