การวางแผนทางการเงินก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเตรียมความพร้อมนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในชีวิตของเราได้ซึ่ง เราต้องเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยทางการเงิน จากการออมและก็การใช้เงินอย่างสมดุลและสมเหตุผลด้วย ตั้งแต่วัยเด็ก เราก็ได้รับการบ่มเพาะวินัยทางการเงิน จากพ่อแม่แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการวางแผนการเงิน รายได้ให้เพียงพอกับ การออมเงิน ตามเป้าหมายแล้วก็รายจ่ายรายรับต่างๆของเรา อย่างเหมาะสมและเมื่อจำเป็นต้องดูแลตัวเองและคนในครอบครัว การทำให้เราต้องมีความรับผิดชอบและยังมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นมาอีก เราต้องทำให้ การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้นที่ส่งผลกับตัวเองและครอบครัวอย่างมากเพราะเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าครอบครัว ที่จะทำให้ครอบครัว มีความมั่นคงได้ ถึงแม้จะเกษียณอายุไปก็ยังต้องวางแผนทางการเงินเขาว่า เป็นวัยที่มีรายได้ลดน้อยลงด้วยแต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิมและยังมีอยู่เรื่อยๆหรืออาจจะสูงขึ้น ในหลายๆอย่างเช่นค่ารักษาพยาบาล หรือรายรับรายจ่ายของ ลูกลูก ถ้าหากเราไม่มีการวางแผนที่ดี ก็จะทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นเรา จะต้องทดลองทำ แบบประเมินความรอบรู้ทางการเงินของเราเพื่อดูว่าปัจจุบันเรามีความมั่นคงและความสามารถทางการเงินมากน้อยขนาดไหนและมีทักษะความมั่นคงทางการเงิน อย่างไร ในส่วนบุคคลและความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เพียงพอหรือไม่ เพื่อจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนต่างๆในการ การต่อไปนะคะ

ดังนั้นให้เรามาดูกันว่าการวางแผนทางการเงินนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง ให้เรามาดูด้วยกันดังนี้ค่ะ

ประเมินฐานะการเงิน

ก่อนอื่นให้เรา มาดูว่าฐานะการเงินของเราเป็นอย่างไร เราต้องประเมินฐานะทางการเงิน ที่แท้จริงของเรา ไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีอยู่แต่ว่าเป็นควาย มั่งคั่งสุทธิ ซึ่งจะสามารถประเมินได้จากการจัดทำบัญชีของเรา ทรัพย์สินหนี้สินดังนั้นให้เรามาคำนวณด้วยการดังนี้ค่ะ

สิ่งที่เราควรทำก็คือคุณควรจดบันทึกเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายในชีวิตประจำวันของคุณ ว่าคุณจ่ายอะไรไปบ้างหรือว่าซื้ออะไรไปบ้าง ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมองเห็นถึงการประพฤติของคุณพฤติกรรมทางการเงินของคุณนั้น จะถูก ชี้แจงออกมาว่าคุณเป็นคนอย่างไรแต่ละรายการจะถูกแจกแจงออกมา อย่างชัดเจนจะทำให้คุณตระหนักว่าค่าใช้จ่ายไหนที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมันคุณก็จะ สามารถที่จะตัด ไปได้ เช่น การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือค่าบัตรเครดิต หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ท่องเที่ยว ดูหนัง หรือค่าใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ หลังจากทราบแล้วจึงค่อยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของคุณให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินออมการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น รวมทั้งยังทราบว่ารายได้ทางใดน้อยเกินไปจะสามารถหาได้เพิ่มอีกได้หรือไม่ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าเราควรเพิ่มหรือว่าควรลดลงไปจะทำให้ในการวางแผนของเรานั้นดีขึ้นค่ะ แต่ถ้าหากประเมินค่าใช้จ่ายที่มีในแต่ละเดือนแล้วพบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่การชำระหนี้สิน เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารถ หรือค่าบัตรเครดิต คุณอาจวางแผนลดภาระเหล่านี้ เช่น การรีไฟแนนซ์ โดยการกู้เงินก้อนใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อนำไปชำระหนี้ก้อนเก่าที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ก็จะช่วยให้ภาระและค่างวดลดลง สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยที่แต่ละสถาบันการเงินนำเสนอ รวมถึงรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน ระยะเวลาปลอดหนี้ เป็นต้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวคุณเองนั่นเองค่ะ นอกจากจะต้องลดภาระและค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว การเพิ่มรายได้ก็เป็นเรื่องสำคัญ การบริหารเงินออมจะช่วยให้สร้างรายได้มากขึ้น แทนที่จะฝากเงินไว้ที่ธนาคารเพียงอย่างเดียว ก็เปลี่ยนวิธีมาลงทุนในลักษณะต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ประกันแบบออมทรัพย์ ตราสารทางการเงินต่างๆ หรือกองทุนรวม เป็นต้น หากคุณเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษี อย่าลืมใช้สิทธิประโยชน์จากค่าลดหย่อนภาษีด้วยนะครับ สิทธิประโยชน์พื้นฐานเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มเงินออมของคุณอีกทางหนึ่งค่ะ

ตั้งเป้าหมายสอดคล้องกับความสามารถทางการเงิน

เราควรมีการตั้งเป้าหมายและเวลาที่กำหนดเพื่อจะทำให้เป้าหมายของเรานั้นชัดเจนยิ่งขึ้น นี่รวมถึงการจัดลำดับ ของความสำคัญของเป้าหมายให้สอดคล้องกับความสามารถทางการเงินของเราด้วย ในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ เช่นหากในขณะนี้เรามีรายได้น้อยหรือภาระทางการเงินมาก ก็อาจเลื่อนเป้าหมายที่ไม่สำคัญออกไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญหรือเร่งด่วนก่อน ควรนำ “สิ่งที่จำเป็นต้องมี” มากำหนดเป็นเป้าหมายก่อน “สิ่งที่อยากได้” โดยเป้าหมายที่ดี ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1.เฉพาะเจาะจง ควรเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ มีความเฉพาะเจาะจงว่าเราควรทำอะไรและทำสิ่งนี้เพื่ออะไร 2. ความพอประมาณ สิ่งนี้ สามารถวัดผล เป็นตัวเลขหรือจะเป็นเงินก็ได้เช่นกัน เพื่อเราจะได้รู้ว่าความก้าวหน้าหรือความพัฒนาของเราใกล้ถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง 3.ความสามารถที่จะทำได้ เราจะสามารถทำสำเป้าหมายเร็จได้และรู้วิธีที่จะทำให้สำเร็จ 4.ทำได้จริง จะต้องเป็นสิ่งที่อยู่บนพื้นฐานความจริง 5. จัดเวลาที่แน่นอน ก็คือมีกรอบเวลาที่แน่ชัด ว่าจะเริ่มทำเมื่อไหร่ใช้เวลานานเท่าไรจนถึง เป้าหมาย โดยแบ่งเวลาเป็นระยะสั้น ภาคกลางและระยะยาว ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่มักจะผิดพลาดในเรื่องนี้ เช่น ไม่เคยรู้เลยว่าตอนเกษียณเราควรต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ หรือ ถ้าจะส่งลูกเรียนเราควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ ก็อยากให้ทุก ๆ ท่านจัดลำดับเป้าหมายตามความสำคัญ และ ตามระยะเวลาด้วย เช่น ถ้าเป้าหมายระยะยาวเกินกว่า 10 ปีนี้ เรามีเรื่องอะไรที่กังวล อาจจะเป็นเรื่องการเกษียณอายุ หรือการเก็บเงินให้ลูก เป็นต้น หรือถ้าเป้าหมายระยะกลาง ๆ ได้แก่ ต้องการแต่งงานในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ อยากซื้อบ้านใหม่ใน 3 ปี ควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ดี เป็นต้น ข้อนี้คือส่วนสำคัญมาก ๆ ของแผนการเงินแบบองค์รวมเช่นกันเพราะในชีวิตของคนเราทุก ๆ คนอาจจะต้อง ประสบกับเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งอาจจะใหญ่บ้าง รุนแรงบ้าง เช่น ไฟไหม้โรงงาน รถชน รถหาย เป็นโรคร้ายแรง หรือ กลายเป็นคนพิการทุพพลภาพ หรือ อาจจะเล็กน้อยบ้าง เช่น หกล้ม รถเฉี่ยว ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนั้น ถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้วไม่มีผลกับสถานะการเงินของเรา ก็แสดงว่าเราวางแผนดีแล้ว แต่ถ้ามันเกิดกับเราแล้วมีผลทำให้การเงินของเราเสียหาย ก็แสดงว่าแผนการเงินของเราน่าจะยังจัดการเรื่องนี้ไม่ดี ดังนั้นการจัดการที่เหมาะสมกับเรื่องนี้ก็คือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประกันรถ ประกันไฟไหม้บ้าน ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ซึ่งก็ควรจัดให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของเราด้วย ไม่ทำมากเกินไปจนจ่ายเบี้ยไม่ไหว หรือ ทำน้อยเกินไปจนไม่สามารถช่วยอะไรได้หากต้องเจอเหตุการณ์ร้ายแรงจริง ๆค่ะ

จัดวางแผนสู่เป้าหมาย

ดังนั้น มันสามารถ นำเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการหรือไม่ ซึ่งถ้ามั่นใจว่าได้ ก็ขอแสดงความยินดีว่าคุณเริ่มเข้าใจคำว่าวางแผนการเงินดีขึ้นแล้วครับ แต่ถ้าใครยังตอบไม่ได้หรือไม่มั่นใจ ก็ควรต้องรีบกลับไปตรวจสอบแผนการเงินของตัวเองแล้วว่าเราต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เราต้องไปลงทุนตรงไหนเพิ่ม หรือ เราต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนไหนหรือไม่ ควรมีการจัดทำแผนการบริหารเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น เราจะใช้จ่ายเงินอย่างไร หารายได้เพิ่มเติมจากแหล่งไหน หรือนำไปลงทุนอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยต้องจัดสรรระยะเวลาของแผนให้สัมพันธ์กับรายได้และภาระทางการเงิน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ และไม่กดดันตัวเองจนเกินไป​นั่นเองค่ะ

เคร่งครัดกับเป้าหมาย

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นและมีวินัย เพราะหากขาดการปฏิบัติที่จริงจังและต่อเนื่อง ก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ควรวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับ โดยพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมีอะไรบ้าง แล้วกันรายรับส่วนหนึ่งไว้สำหรับเงินออมและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน หากพบว่ารายรับไม่เพียงพอก็ควรหาทางลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้​ ควรเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน มีเงินออมเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉินที่ครอบคลุมรายจ่ายประจำอย่างน้อย 6 เดือนตรวจสอบสวัสดิการและประกันสุขภาพที่มีอยู่ว่าครอบคลุมแค่ไหน หากไม่เพียงพอ การทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งพิจารณาเรื่องความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต ก่อนตัดสินใจกู้ยืมเงินทุกครั้งอาจหาแหล่งรายได้เสริมหรือนำสินทรัพย์ที่มีไปลงทุนให้งอกเงยขึ้น​

ตรวจสอบอยู่เสมอ

ดังนั้นเป็นการดีที่จะ ควรหมั่นตรวจสอบอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือนว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่หากไม่ก็ต้องหาสาเหตุว่า เกิดจากตัวเราหรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผน แล้วปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หากทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดวินัยทางการเงินและมีความมั่นคงทางการเงินอย่างแน่นอนค่ะ

สรุป

ถ้าหากเรารู้ล่วงหน้าว่าจำเป็นจะต้องใช้เงินมากเราควรที่จะวางแผนทางการเงินในการเก็บเงินไว้แต่เนิ่นๆบริหารเงิน เอาให้มันมากขึ้นเช่นไปฝากธนาคารซื้อพันธบัตรซื้อประกันสะสมทรัพย์ ซื้อกองทุนรวม ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามเราก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจรูปแบบการออมและรวมทั้งความเสี่ยงทั้งติดตามข่าวภาวะเศรษฐกิจต่างๆที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเราด้วย เช่นภาวะการเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย แล้วถ้าหากคุณใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลควรใช้อย่างมีวินัยด้วยนะคะ แล้วถ้าหากคุณใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลควรใช้อย่างมีวินัยด้วยนะคะจัดเก็บใบเสร็จเพื่อที่จะ ตรวจสอบอยู่เสมอและจ่ายเงินตรงตามเวลา กำหนด ถ้าจะไม่ได้ ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็นนั่นเองค่ะ การก่อหนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากมีการบริหารจัดการที่ดี และเลือกก่อหนี้ที่มีประโยชน์ เช่น การกู้ซื้อบ้านหรือกู้เพื่อประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตาม ควรประเมินความสามารถในการชำระคืนก่อน โดยภาระการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ทุกประเภทในแต่ละเดือนรวมกัน ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน หากมีหนี้สินเกินตัว ก็ต้องพยายามปลดหนี้ด้วยการประหยัด ทยอยผ่อนชำระ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบและหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ที่สำคัญไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม หากไม่สามารถชำระคืนได้ ก็ควรหารือกับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน นะคะ และหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วยเพื่อครอบครัวและระบบทางการเงินของคุณจะมีฐานที่มั่นคงและไม่เกิดปัญหาค่ะ