วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องของประกันกันบ้างนะคะ ซึ่งทุกคงจะคุ้นเคยกับการทำประกันกันแน่นอนเพราะสมัยนี้การทำประกันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ หรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสำหรับรถ ประกันสำหรับบ้าน ประกันสำหรับภัยพิบัติต่างๆ และประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต หรือแม้กระทั่งการเดินทางไปไหนมาไหนก็ต้องมีประกันคุ้มครอง แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้บางอย่างของเราก็ยังต้องมีประกันเลยนะเดี๋ยวนี้ ประกันถือว่าเป็นเครื่องรับประกันให้เกิดความมั่นใจความไว้วางใจไปแล้วเพื่อการใช้ชีวิตที่มั่นคงปลอดภัย และวันนี้เรามาพูดถึงทุนประกันกันค่ะ ว่าตัวเลขของทุนประกันสำคัญอย่างไรกับเราแล้วเราจะเลือกอย่างไรสำหรับเราค่ะ

ทุนประกัน คือ?

ทุนประกัน คือ?

ทุนประกันก็คือ เงินทดแทนหรือเรียกตามภาษาทางการของเขา คือ สินไหมทดแทนที่ทางบริษัทประกันจะต้องจ่ายให้กับผู้ที่เป็นลูกค้า หรือผู้ที่ทำประกันเอาไว้ ยกตัวอย่างการทำประกันชีวิต ผู้ที่ทำประกันจะได้ทุนประกันก็ต่อเมื่อในกรณีที่เสียชีวิตหรือครบกำหนดสัญญาซึ่งส่วนมาก เงินทุนประกันที่จะได้รับนี้จะเป็นเงินในจำนวนเยอะมากๆ หลักแสนขึ้นไป เมื่อเกิดกรณีที่ว่ามาคือเสียชีวิตหรือครบกำหนดสัญญา คุณก็จะได้ทุนประกันในจำนวนที่มีการตกลงไว้ในเงื่อนไขการสมัครตั้งแต่แรก โดยจะยกตัวอย่างการทำประกันชีวิต จะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ประกันชั่วระยะเวลา/ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ/ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์/ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน/ประกันชีวิตแบบเกษียณอายุ ดังนั้นการเลือกซื้อประกันต้องเลือกอย่างดีใช้เวลาสักหน่อยในการตัดสินใจ เลือกบริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดี หรือน่าเชื่อถือโดยสอบถามจากคนที่น่าเชื่อถือและเราไว้วางใจก็ได้ และสิ่งสำคัญอีกคือต้องทำความเข้าใจให้ดีเกี่ยวเงื่อนไขในสัญญาอ่านให้ละเอียดเสียเวลาตรงนี้สักหน่อยก่อนจะซื้อ และอาจจะเปรียบเทียบเงื่อนไขในสัญญากับประกันหลายๆบริษัทก็ได้ค่ะ วันนี้จะเอาแนวคิดในการคำนวณทุนประกันมาฝากกันค่ะ

แนวคิดในการคำนวณทุนประกันที่เหมาะสม

ในแต่ละบุคคลก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพกรณีนะคะ อาจจะเริ่มจากการคำนวณภาระรับผิดชอบที่สามารถทำได้ คือ จำนวนรายได้ทั้งหมดที่คุณคาดแล้วว่าคุณจะทำได้ในช่วงชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ หรือจนกว่าคุณจะหยุดการทำงานหรือเกษียณนั่นเอง แต่วงเงินที่คุณคำนวณมาได้นั้นก็อาจจะสูงกว่าทุนประกันที่มีขายให้กับคุณ ดังนั้นจึงมีการระบุว่าผู้ทำประกันควรมีเงินประกันเท่ากับ 5 เท่าของรายได้เพราะว่าเวลา 5 ปีเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอควร ส่วนการคำนวณภาระค่าใช้จ่ายหลังจากที่คุณจากไปให้กับครอบครัวนั้น ให้ดูตามความจำเป็นของครอบครัวว่าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเมื่อคุณเสียชีวิต โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็คือ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว ค่าเล่าเรียนของลูกๆหลานๆ หนี้สินที่ยังคงค้างชำระอยู่ ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชรา รวมถึงค่าใช้จ่ายครั้งล่าสุดอย่างการจ่ายค่าฌาปนกิจด้วยค่ะ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องคิดคำนวณรวมมาให้หมดเพื่อไม่ให้ตกหล่นและเป็นภาระเพราะทุนประกันไม่พอนะคะ เพราะการมีทุนประกันเหลือเฟือนั้นจะทำให้คนที่อยู่ข้างหลังอยู่อย่างสบาย ไม่เป็นภาระสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีกว่าไม่มีการทำประกันและการที่ทำประกันแต่เงินทุนประกันนั้นต่ำเกินไปเพราะขาดการคิดคำนวณวางแผนที่ดีค่ะ

ทุนประกันกับเบี้ยประกัน

ทุนประกันกับเบี้ยประกัน

เมื่อมีทุนประกันก็ต้องมีเบี้ยประกัน สองอย่างนี้แตกต่างกันนะคะ เบี้ยประกันก็คือ จำนวนเงินที่ตัวคุณจะต้องจ่ายให้กับบริษัทที่คุณไปสมัครทำประกันกับเขานั่นเอง ซึ่งก็เป็นไปตามที่เงื่อนไขกำหนดเช่นกัน ส่วนมากจะมีการชำระเบี้ยประกันเป็นงวดๆ และมีการกำหนดระยะเวลาเพื่อให้ครบตามเวลาที่กำหนดแล้วจะได้ทุนประกันคืนมา ไม่ว่าคุณจะทำประกันประเภทไหนก็จะมีทั้งเบี้ยประกันและทุนประกัน ดังนั้นตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องดูให้แน่ใจว่าเหมาะสมสำหรับคุณหรือไม่

ทุนประกันกับการเคลม

ทุนประกันกับการเคลม

การเคลมประกัน ส่วนมากนั้นจะเป็นการทำประกันรถยนต์ การทำประกันรถยนต์ก็ถือว่าเป็นที่นิยมอย่างมากและถือเป็นกฏหทายบังคับใช้ด้วย ว่ารถยนต์อายุเท่านี้เท่านั้นต้องมีการทำประกันระยะเท่านี้ๆหรือต้องทำประกันรถยนต์ประเภทใดเพื่อให้เหมาะสมการใช้งานรถยนต์คันนั้นๆ การเคลมประกันก็จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือแม้แต่มอเตอร์ไซด์ก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้การแข่งขันประกันรถยนต์ก็ค่อนข้างสูง เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้ทำประกันก็มักจะชื่นชอบบริษัทประกันที่ ดูแลอย่างดี รวดเร็วทันใจไม่เสียเวลามาก ดังนั้นประกันรถยนต์จึงทำหน้าที่ในการเจรจากับคู่กรณี หรือไม่มีคู่กรณีก็จะช่วยเหลือดูแลรถของเราต่อไปไม่ว่าจะเรื่องการซ่อม หรือถ้าเรื่องใหญ่ถึงขึ้นโรงขึ้นศาลประกันก็เป็นอีกส่วนนึงที่จะช่วยคุณ ไม่ให้คุณเผชิญปัญหาตามลำพัง หรือคุณอาจจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ บางบริษัทประกันนั้นจัดการให้คุณหมดแทบจะทุกอย่างทุกปัญหาที่เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ แต่การเคลมประกันก็ไม่ได้ง่ายดายเสมอไปนัก บางครั้งก็ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน วันนี้จึงนำวิธีเคลมประกันไม่ให้ยุ่งยากมาฝากกันค่ะ

ขั้นตอนการเคลมประกันที่เข้าใจง่ายๆ

  1. เอกสารกรมธรรม์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเก็บอย่างดีและหาเจอได้ง่าย ขอแนะนำว่าเอกสารทุกอย่างควรอยู่ในรถตลอดเวลาไว้ดีที่สุด เมื่อคุณเกิดปัญหาขึ้น ให้โทรหาบริษัทประกัน แจ้งหมายเลขกรมธรรม์ เลขทะเบียนรถ ตำแหน่งที่เกิดเหตุ และรายละเอียดเหตุการณ์ จากนั้นก็รอเจ้าหน้าที่เดินทางมาที่เกิดเหตุมาตรวจเช็คเอกสารและสภาพรถยนต์ทั้งของเราและคู่กรณี 2. ระหว่างที่คุณรอเจ้าหน้าที่ประกันอยู่นั้น คุณควรเตรียมเอกสารส่วนตัวของคุณ เช่น ใบขับขี่ หน้าตารางกรมธรรม์ และเล่มทะเบียนรถ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงจะได้ไม่เสียเวลาควานหาทีหลังจะได้ยื่นให้เขาไปเลยไม่ต้องรอเขาถามหาเอกสารนู่นนี่นั่นอยู่ 3. เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วก็จะออกใบเคลมประกันให้คุณเอารถไปซ่อม หรือไปปรับปรุงที่ร้านหรือสถานที่ที่กำหนดในระยะเวลที่กำหนดด้วย หรือถ้าเกิดในกรณีที่หาคู่กรณีไม่ได้ ชนแล้วหนี หรือความผิดพลาดอื่นๆที่เกิดจากตัวคุณก็อาจจะมีการเสียค่าเสียหายไปก่อนบ้างก็ต้องยอมจ่ายไป ไม่มากเท่าไหร่หรอกเพื่อไม่เสียเวลาและในภายหลังอาจจะมีการคืนให้คุณค่ะ 4. เมื่อคุณได้ใบเคลมประกันมาแล้ว นำรถของคุณไปซ่อมตามเงื่อนไขที่ใบเคลมออกมาให้ และทำตามอย่างเคร่งครัด ตามสถานที่ที่ทางบริษัทจัดให้เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องสำรองจ่าย จะได้เซฟเงินของคุณด้วยค่ะ เห็นมั้ยคะว่าการเคลมประกันรถยนต์ที่ยุ่งยากก็ง่ายขึ้นไปเลยด้วยขั้ตอนเหล่านี้ เมื่อเข้าใจแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้นคุณคงจะรู้วิธีกันแล้วนะคะเพื่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้นไม่เสียเวลามากมาย

ข้อดีและข้อเสียของการเลือกทุนประกันสูง

ข้อดีและข้อเสียของการเลือกทุนประกันสูง

ทุนประกันเป็นตัวเงินตัวเลขที่มีส่วนสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นสิ่งแรกๆ พอๆกันกับเบี้ยประกันเลยก็ว่าได้ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินของคุณด้วยเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าใครก็อยากได้ผลตอบแทนที่สูงกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเอาเงินไปลงทุนกับอะไร การทำประกันก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ดังนั้นเรามาพูดถึงการลงทุนหรือการจ่ายเบี้ยประกันที่สูงเพื่อจะได้ทุนประกันที่สูงตามมาด้วยนั้น มันมีผลดีผลเสียต่อตัวคุณอย่างไรบ้างค่ะ

ข้อดี

ข้อดีก็เห็นอย่างชัดเจน เมื่อทุนประกันคือค่าตอบแทนที่เราจะได้รับเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆอย่างที่เงื่อนไขกำหนด หรือการครบสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดและเราจะได้เงินส่วนที่สัญญากำหนดซึ่งจะเป็นเงินก้อนใหญ่จากเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปในทุกๆเดือน หรือทุกๆปีไปนั้นกลับคืนมา หรือมากกว่าที่ได้จ่ายไป การเลือกตัวเลขทุนประกันที่สูงผลของเงินที่ได้ในตอนสุดท้ายก็จะได้เยอะๆมากๆนั่นเองค่ะ

ข้อเสีย

แต่ผลเสียก็มีตามมา การที่คุณเลือกสมัครหรือซื้อประกันที่มีทุนประกัน หรือค่าตอบแทนเยอะมากๆนั้น ก็คือ ค่าเบี้ยประกันที่คุณต้องรับผิดชอบชำระในแต่ละงวด บางสัญญาก็เป็นเดือนบางสัญญาก็เป็นปี ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาว ถ้าเราไม่ดูอย่างรอบคอบว่าเรามีกำลังที่จะจ่ายเบี้ยประกันไหวหรือไม่อาจเป็นปัญหาในที่สุด คือเมื่อเราไม่สามารถชำระเบี้ยประกันได้อย่างต่อเนื่องเพราะเป็นจำนวนที่มากเกินไปจากรายได้ต่อเดือนต่อปีของเราเราก็อาจจะขาดการส่งเบี้ยประกัน และเมื่อเลยระยะเวลาที่กำหนดสัญญาอาจจะถูกยกเลิกได้ ส่งผลให้เราสูญเสียเงินหรือเบี้ยประกันที่จ่ายไปแล้วแบบเอากลับคืนมาไม่ได้และก็ยังไม่ทันได้ใช้ประโยชน์จากประกันที่เราซื้อมา เกิดความเสียดายแน่นอน ดังนั้นเมื่อคุณเลือกทุนประกันที่สูงการชำระเบี้ยประกันก็จะสูงตามมาด้วย จึงควรวางแผนควบคู่ไปกับการเงินของเราให้ดีเพื่อสัญญาจะไม่ถูกยกเลิกกลางคันเพราะจ่ายเบี้ยประกันไม่ไหวนะคะ

ข้อดีและข้อเสียของการเลือกทุนประกันที่ต่ำ

ข้อดีและข้อเสียของการเลือกทุนประกันที่ต่ำ

คุณก็ได้ทราบกันไปแล้วว่าทุนประกันคืออะไร ดังนั้นควรเลือกตามความเหมาะสมและความจำเป็นของเรา ข้างต้นได้บอกไปว่าทุนประกันที่สูงก็มีผลดี แต่ต้องเลือกอย่างระวัง ระวังที่เบี้ยประกันไม่งั้นก็จะทำให้เป็นข้อเสียไปได้ ดังนั้นสำหรับบางคนได้เลือกทุนประกันที่ต่ำก็มีทั้งข้อดีข้อเสียเช่นกันค่ะ

ข้อดี

ทุนประกันที่ต่ำข้อดี คือ การชำระเบี้ยประกันในแต่ละงวดก็จะต่ำลงไปด้วย การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดก็อาจจะเกิดขึ้นได้ยากเพราะยังไงก็สามารถที่จะจ่ายเบี้ยประกันเป็นประจำได้อยู่แล้ว เหมาะกับคนที่มีรายได้ไม่ค่อยมากแต่อยากได้ความคุ้มครองในด้านต่างมาเติมเต็มในการใช้ชีวิต

ข้อเสีย

แต่ข้อเสียก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทุนประกันที่ได้อาจจะไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายในการแก้ไขปัญหาก็ได้ เช่นถ้าทำประกันอุบัติเหตุ แต่ทุนประกันที่ได้นั้นไม่พอสำหรับค่ารักษาพยาบาลต้องออกเงินตัวเองเพิ่มไปอีกอย่างนี้ก็ไม่คุ้มนะคะ ดังนั้นนั่นแหละสิ่งสำคัญจึงควรจะวางแผนและดูตามความเหมาะสมเพื่อให้การซื้อประกันของคุณนั้นเกิดประโยชน์มากที่สุด เพราะก็เหมือนการลงทุนถ้ามันไม่คุ้มก็ไม่น่าลงทุนลงเงินไป เมื่อคุณลงเงินชำระเบี้ยประกันไปแล้วถึงแม้จะเป็นในจำนวนที่น้อยก็ควรให้คุ้มค่ากับที่เสียไปเพราะบางครั้งเงินเล็กน้อยที่ชำระเป็นระยะเวลายาวนานก็ถือมากเป็นเงินจำนวนมากได้เหมือนกัน เมื่อชำระไปนานๆแล้วทุนประกันที่ได้เมื่อครบกำหนดสัญญาและเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นน้อยเกินไปและไม่พอก็เสียดายเปล่าๆค่ะ