ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบรีบเร่ง ไม่ว่าจะ กิน เดินทาง ท่องเที่ยวหรืออย่างอื่นก็รวดเร็วเเละสะดวกสบาย ทำให้เราทุกวันนี้ ก็ต้องใช้ชีวิตแบบเดียวกัน แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดผลดีมั้ย? เมื่อเราใช้ชีวิตแบบด่วน เร่งรีบ ทำให้เราอ่อนแรงเพราะเราทุ่มแรงกับสิ่งๆนั้นที่เราทำ ก็จะส่งผลกับสุขภาพด้วย นี่ไม่ก่อให้เกิดผลดีเลย จึงทำให้เดี๋ยวนี้มีความคิดใหม่ที่จะใช้ชีวิตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพราะมันก็ช่วยให้ดีขึ้นได้ อาชีพอย่างหนึ่งที่ว่านี้ คือ เกษตรกร นั่นเอง เป็นวิถีดั้งเดิมของไทย

แต่เราอาจมองว่าเป็นอาชีพที่ใช้แรงงานและเหนื่อยด้วย และมีปัญหาหลายอย่างเช่นกัน แต่ไม่ต้องห่วง เพราะว่าบทความนี้มีวิธีที่จะช่วยเราได้ให้ประสบความสำเร็จ ถ้าเรามองความเป็นจริงนั้นมันไม่ได้ยากอย่างที่เราคิดเพราะถ้าเรามัวแต่คิดว่ายากและเหนื่อย มันก็จะส่งผลทำให้เราเหนื่อย ดังนั้น เรามาดูกันว่าถ้าเราอยากลองทำอาชีพเกาตรกรอะไรจะช่วยเราให้ปะสบความสำเร็จ? 
# วิธีทำให้อาชีพเกษตรกรประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง?

3 สิ่งที่เราจะต้องมี คือ อุดมการณ์ วิชาการ ประสบการณ์ อาจจะไม่ถึง 100% แต่ก็พอมีความรู้เรื่องนี้บ้างเพื่อที่จะเป้นพื้นฐานในการเกษตรกรทำให้ไม่ยากเกินไปนั่นเอง

ดังนั้น ให้เรามาดู 3 ขั้นตอน ที่จะต้องดำเนินการ

1.มุ่งเน้นให้มีกินก่อนปลูก

เพื่อเรียนรู้ในพืชแต่ละชนิดทั้ง เรื่องโรค แมลง อายุการให้ผลผลิต (เอาไว้กิน, เหลือขาย) ปลูกพืช 3 ระยะ จะหายจน เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ จะมีกิน ปลูกพืช 3 ระยะคือ

  • พืชระยะสั้น คือ ผักต่างๆ เน้นเอาไว้กินก่อนที่เหลือขายเป็นการลดรายจ่ายมีเหลือขายเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน
  • พืชระยะกลาง คือ ไม้ผลและผลไม้ เช่น มะนาว กล้วย มะละกอ มะม่วง ขนุน มะพร้าว เอาไว้ใช้หนี้หรือเป็นเงินออม
  • พืชระยะยาว คือ ไม้เศรษฐกิจยืนต้น เช่น ไม้สัก ยางนา ประดู่ พะยูง เต็ง ไม้แดง เอาไว้เป็นบำนาญชีวิตหรือเป็นมรดก

2.ขายผลผลิตสร้างรายได้

การทำนอกฤดูหรือทำให้ออกในช่วงแพง เพื่อขายผลผลิต ก็จะทำให้ได้ราคาดีและไม่มีปัญหาด้านการตลาด หลังจากการเรียนรู้เเล้วก็ทดลองดูว่าทำได้ไหหม ลองทำน้อยๆก่อนถ้ามันได้ผลเราก็จะขยายไปเรื่อยๆเมื่อเราทำเช่นนี้ โอกาสที่จะขาดทุนก็จะน้อย

3.ขายผลพลอยได้

เช่น การทำกิ่งพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ขาย หรือแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า ยิ่งถ้ามีการทำให้เกิดการรวมกลุ่มจะยิ่งเกิดความเข้มแข็งหรืออาจทำเป็นศูนย์การเรียนรู้หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะทำให้มีคนเข้ามาศึกษาดูงานทั้งขายผลผลิต ผลพลอยได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทุกคนมีงานทำ มีรายได้ อาชีพการทำเกษตรจะเกิดความยั่งยืนนั่นเอง

ดังนั้น เกษตรกรเป็นวิธีการยังชีพอย่างหนึ่งของมนุษย์ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การเกษตรเป็นการทำงานเพื่อควบคุมธรรมชาติในอันที่จะผลิตพืชและสัตว์ให้ได้ตามความต้องการของมนุษย์ โดยอาศัยการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์เป็นพื้นฐาน มีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการอย่างมีระบบแบบแผน มีการวางแผนปฏิบัติงานล่วงหน้า คิดคำนวณรายได้-รายจ่ายในการดำเนินการทั้งหมดในการเกษตร พืช หมายถึง พืชสวน พืชไร่ ป่าไม้ สัตว์ หมายถึง สัตว์บก สัตว์น้ำ ทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า

ฉะนั้น การเกษตรจึงมีขอบเขตครอบคลุมการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมงนอกจากนี้ยังรวมไปถึงการสร้างเสริมบรรยากาศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยได้ตื่นตัวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพราะทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างมหาศาล และขาดการดูแลบำรุงรักษาป่าไม้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ฝนแล้ง และไฟไหม้ป่าทุกปี

สาเหตุหลักที่ทำให้อาชีพเกษตรกรไม่ประสบความสำเร็จคือ?

สาเหตุหลักคือ การที่เราไม่มีความรู้จริงในพืชที่เราจะปลูก เช่น อาจจะชอบทำไร่ ไม่ได้ทำสวนและก็ปลูกพืชเพียงแค่แปลงเดียวซึ่งมีรายได้แค่ปีละครั้งแต่เรามีรายจ่ายทุกวัน ไม่ใช่แค่เราจะผลิตผลได้ดีเท่านั้น แต่จะต้องทำให้เรามีรายได้ที่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย การทำงานทุกงานก็เพื่อให้เรามีกินพอในทุกวันนี้นั่นเอง แต่มีวิธีแก้ไขไหม?

มีแนวทางแก้ไขคือ เราจะต้องพยายามศึกษาหาความรู้สิ่งที่เราอย่างจะปลูก และเมื่อลงมือทำจะตั้งใจที่จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ และเน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน ควรที่จะใสใจในการทำกินด้วย เพื่อที่จะลดรายจ่ายได้นั่นเอง

ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน สิ่งมีชีวิตถ้าไม่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจะต้องสูญพันธุ์ เกษตรกรไทยถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องสูญพันธุ์ อนาคตจะเหลือเกษตรกรแค่ 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มนายทุน 2. กลุ่มผู้รู้จริง

เพราะฉะนั้นในอนาคตจะต้องเลือกว่าจะอยู่กลุ่มไหนต่อถ้าจะทำเกษตรกรเชื่อว่าหลายๆคนคงจะเลือกกลุ่มที่ 2 เพราะคิดดูดีๆแล้วกลุ่มแรกคงจะทำไม่ได้ และกลุ่ม 2 จะต้องมาเรียนรู้และปรับตัวเองให้เลิกทำแบบเก่าๆ วึ่งปัจจุบันเราเห็นว่าคนรุ่นใหม่นั้นไม่ทำเกษตรกันแล้วและพ่อกับแม่ก็ไม่อยากที่จะให้ลูกลำบากแถมรายได้ไม่แน่ไม่นอน

ให้มาดูว่าเมื่อเราจะลงมือทำอาชีพนี้เราก็ต้องรับมือกับปัญหาอะไรบ้าง มี 3 สิ่งคือ

1.ดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ

เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงมากัดกิน เชื้อราบุก แถมยังทำให้ราคาถูก ดังนั้น ทำให้การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเสี่ยงมาก

2.แรงงานหายากและค่าแรงแพงมาก

แรงงานภาคเกษตรจะหายากเพราะโรงงานอุตสาหกรรมจะเข้ามาแย่งแรงงาน แรงงานต่างชาติจะเข้ามาน้อยลง เพราะเปิดการค้าเสรี การเปิดประเทศของพม่า ลาว เขมร เวียดนาม มีต่างชาติเข้าไปลงทุนมากเพราะเมืองไทยมีปัญหาทั้งเรื่องการเมืองไม่นิ่ง น้ำท่วม ค่าแรงแพง แม้แต่คนไทยเองก็ไม่อยากทำเกษตร

3. เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากทำเกษตร

ทำน้อยๆ ยังไม่อยากทำ ถ้าต้องทำมากๆ ยิ่งไม่อยากทำและถ้าทำแล้วขาดทุนหรือกำไรน้อยจะเลิกทันที

ดังนั้น เราจะต้องมีความคิดทำแบบเก่าๆแล้วเพราะว่าโลกเปลี่ยนไปทุกๆ วันเกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนตามและต้องตามให้ทัน ฉะนั้นการจะทำอาชีพเกษตรให้ประสบผลสำเร็จจึงต้องมีการเรียนรู้ การวางแผน การจัดการทั้งเรื่องพืชที่จะปลูก ทุน แรงงาน ตลาด ต้องคิดก่อนทำอยู่เสมอ และพื้นที่ทำเกษตรกรลดลง แต่ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น คนทำเกษตรลดลง เด็กรุ่นใหม่ไม่ทำเกษตร ภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต้องใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตร เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาอาหารคือของจริง อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ดีที่สุดเพราะเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงโลก เป็นการออกกำลังกายที่มีผลพลอยได้ เป็นผลผลิตกินได้

ข้อดีของการทำอาชีพเกษตรกรมีอะไรบ้าง?

มีข้อดี 3 ข้อดังต่อไปนี้

1.สนับสนุนการพึ่งพาความหลากหลายของสายพันธุ์พืช

การปลูกพืชด้วยสายพันธุ์ที่หลากหลายหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพราะพืชแต่ละสายพันธุ์ต้องการแร่ธาตุและสารอาหารจากดินที่แตกต่างกันออกไป เปิดโอกาสให้ผืนดินได้พักและปรับตัวเพื่อฟื้นฟูแร่ธาตุในดินตามธรรมชาติ ในขณะที่เกษตรอุตสาหกรรมโหมใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพงด้วยความเชื่อว่าจะช่วยปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นแต่กลับทำให้คุณภาพดินเสื่อมโทรมลงนั่นเอง

2.สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน

หลายครั้งหลายคราอาหารที่เราบริโภคถูกปลูกในพื้นที่ที่ห่างไกล การขนส่งอาหารเหล่านี้จากแหล่งกำเนิดที่ห่างไกลนั้นจำเป็นต้องอาศัยระบบขนส่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นำเข้าจากต่างประเทศโดยเครื่องบินหรือเรือ ขนส่งจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่งโดยรถบรรทุก วิธีการขนส่งอาหารเหล่านี้อาศัยพลังงานจำนวนมหาศาล การบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและสร้างความสุขในการบริโภคได้ไม่ต่างกัน คือ การบริโภคอาหารที่ผลิตในชุมชนของตนเอง ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานที่น้อยกว่าที่จะต้องสูญเสียไปกับการขนส่งด้วยระยะทางไกลที่ไม่จำเป็น และยังหมายถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพ

ในอดีตเกษตรกรและผู้บริโภครู้จักใกล้ชิดและอยู่ในชุมชนเดียวกัน เกษตรกรรู้ว่าเขาผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัวใดบ้าง และผู้บริโภคก็รู้ถึงที่มาของอาหารเหล่านั้น แต่ปัจจุบันด้วยกระแสเกษตรอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนรูปแบบการเกษตรจากการปลูกเพื่อหล่อเลี้ยงชุมชนกลายมาเป็นการปลูกเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดภายนอก ทำให้คนส่วนใหญ่ซื้ออาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ตโดยที่ไม่รู้เลยว่าอาหารเหล่านั้นมาจากที่ใด และปลูกด้วยกระบวนการที่ปลอดภัยเพียงใด เกษตรเชิงนิเวศเป็นตัวช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคให้เข้มแข็ง

3.ผลิตอาหารที่ปลอดภัยกว่า

ปุ๋ยธรรมชาติช่วยเกษตรกรปลูกพืชที่ปลอดภัยกว่าเพราะไม่มีสารเคมี ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และมีความยั่งยืนเพราะวัตถุดิบที่ใช้ล้วนหาได้ในชุมชนและมาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ไส้เดือน จุลินทรีย์ มูลสัตว์ เป็นต้น เกษตรเชิงนิเวศคืนอิสระภาพให้กับปศุสัตว์ด้วยการไม่ล้อมคอก และให้พื้นที่ปศุสัตว์มากกว่าการเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งปศุสัตว์ถูกเลี้ยงด้วยความกดดันและผิดไปจากธรรมชาติ นอกจากนี้ปศุสัตว์ในระบบเกษตรเชิงนิเวศถูกเลี้ยงดูด้วยอาหารธรรมชาติที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ปศุสัต

สรุป อาชีพเกษตรกรสร้างรายได้ที่ดีจริงหรือไม่?

อาชีพเกษตรกรนั้น สร้างรายได้ที่ดีจริงๆแน่นอน ถ้าหากเรามีความรู้จริงเราจะประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่รายได้ที่ดีแล้วแต่จะทำให้เราใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ฟุ่มเฟือยอีกด้วย งานนี้เป็นการสนับสนุนอย่างดีเมื่อเราผลิตผลอาหารที่ปลอดภัย หลายคนคิดว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อยและได้เงินน้อย คนรุ่นใหม่เขาไม่ทำกันแล้ว แต่จะว่าอย่างไรถ้าหากไม่มีคนทำสวนในอนาคต คนที่เขาทำอาชีพนี้พวกเขาจะรู้ดีที่สุดว่ามันสร้างรายได้ที่ดีอย่างไรบ้าง ดังนั้น คนที่จะทำอาชีพนี้ได้ก็ต้องเริ่มจากหัวใจนั่นเอง ที่รู้สึกรักสิ่งที่ทำอยู่ สร้างรายได้ดีด้วย ได้ความรู้ที่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย จากที่เราได้อ่านไปได้จะเห็นว่า เกษตรกรสร้างรายได้ดีมากจริงๆ คนไหนที่เริ่มจะทำก็ควรที่จะลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อจะประสบความสำเร็จนั่นเอง