เพราะการลงทุนที่ถูกทาง จะก่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดี และผลตอบแทนนี้ ก็จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้! แต่สำหรับ มนุษย์เงินเดือน หรือ คนที่เริ่มสร้างธุรกิจเล็กๆเป็นของตัวเองอย่างเรา อาจบ่นว่า มันยากที่จะลงทุนแล้วเก็บเงินได้เยอะ ไม่ต้องพูดถึงเงินล้านหรอก แค่บริหารให้มีเงินใช้แบบไม่ต้อง เดือนชนเดือน ก็ลำบากแล้ว หรือเมื่อพูดถึงการลงทุน ก็อาจจะคิดถึงการลงทุนในทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน ทองคำ หรือการลงทุนในตราสารทางการเงิน ที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงตามมา ทำให้หลายคนมักจะละเลย การลงทุนในตัวเอง หรือการลงทุนเพื่อตัวตนของเรานี่ล่ะ ที่จะให้ผลตอบแทนที่แน่นอน คุ้มและยั่งยืนในชีวิตของเรามากขึ้นได้ เพราะเป้าหมายก็มีไว้เพื่อความฝัน และมั่นคง  บทความนี้ จึงอยากแนะนำ 5 วิธี ที่น่าสนใจในการที่เราจะเลือกลงทุนเพื่อตัวเอง ไปดูกันเลย

ลงทุนในการศึกษาหาความรู้

การลงทุนในการเรียนรู้ นับว่าสำคัญอันดับแรกเลยล่ะ ถ้าเราไม่มีความรู้อะไรเลย เราก็คงไม่สามารถหาเงินได้ จริงมั้ยล่ะ!  กลับกัน ถ้าเรามีความรู้มากขึ้น เราก็จะยิ่งหาเงินได้มากขึ้นอย่างแน่นอน บ่อยครั้งที่เราควักเงินจากกระเป๋าเพื่อไปทำหลายสิ่งหลายอย่าง ก็อย่าลืมไปว่าทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดก็คือ “ตัวเราเองเอง” และคุณค่านี้ ยิ่งมากขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับมูลค่าที่คู่ควรมากขึ้นเท่านั้นด้วย. ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการหาความรู้ สังเกตสิ่งที่ตนถนัด เรียนรู้ด้วยตนเอง การฝึกทักษะเพื่อเติมความสามารถ เข้าอบรมสัมมนาเพื่อเรียนรู้จากวิทยากร หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำความรู้นั้น มาปรับใช้หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเองเช่น ลองแบ่งเงินสัก 10% ในแต่ละเดือน เพื่อใช้กับการพัฒนาตนเอง หรือการเข้าอบรมสัมมนาเรื่องการลงทุน ทำให้เรามีความรู้ ความชำนาญและความเชี่ยวชาญในการลงทุน  ได้สร้างสายสัมพันธ์กับคนที่มีประสบการณ์ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน การเรียนรู้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ก็จะอยู่กับเรานานที่สุด และเป็นการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุนได้!

ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด โลกของการลงทุนในอนาคตก็เช่นกัน หากอยากเป็นนักลงทุนที่ดี พอเราเริ่มที่เป็นคนรู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ รู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และทักษะจะเพิ่มพูนขึ้นตามประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ พอมีตะกอนทางความคิด ก็ไม่มีใครแย่งไปจากเราได้ เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการลงทุนมากได้มากขึ้นด้วย แต่ความรู้ของเรา ก็ต้องทันต่อเหตุการณ์เสมอด้วย สิ่งที่เคยใช้ได้เมื่ออาจไม่ใช่ในตอนนี้ จึงต้องแยกแยะข้อมูลที่เชื่อถือได้ อย่าคิดว่าการศึกษาความรู้ก่อนการลงทุนใดๆ จะไม่สำคัญ เพราะความรู้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างผลกำไรจากการลงทุนนั่นแหละ

ลงทุนในสุขภาพ

สุขภาพที่ดี  ไม่มีขาย และยังช่วยสร้างโอกาสรวยกับเราได้ด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือสุขภาพใจ  นั้นก็มีผลจริงๆ ต่อการทำงาน สร้างรายได้ และการใช้ชีวิตของเราทั้งนั้น ร่างกาย จึงจัดเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด ในชีวิตเรานั้นแหละ ควรนึกถึงสุขภาพตัวเองและบุคคลที่เรารัก เริ่มตั้งแต่การดูแลเรื่องอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับวัย ทำจิตใจให้เบิกบาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าทุกการลงทุนทางการเงินที่เราจะทุ่มเทไป พอดอกผลงอกเงยขึ้นได้ แต่เรากลัวปล่อยปละละเลยร่างกายตัวเองเสียจนต้องนอนโรงพยาบาล ก็เท่ากับว่าตัวเราขยันทำมาหาเงินแทบตาย สุดท้ายก็เอามาใช้รักษาตัวดีๆ นี่เอง ไม่คุ้มกัน จึงต้องเลือกการออกกำลังกาย การพักผ่อนนอนหลับ  และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ หรือวางแผนการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบความผิดปกติหรือมีอาการของการเจ็บป่วยเกิดขึ้น จะได้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที

และควรวางแผนเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาวด้วย หลายกรณีพบว่า แม้แต่คนที่ดูแลตัวเองดีที่สุด ก็ยังมีโอกาสเจอกับโรคร้ายที่ไม่คาดคิดได้ ดังนั้น การลงทุนในสุขภาพอีกแบบที่หลายคนควรมี ก็คือ ประกันสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้อุ่นใจ แต่เพราะหากเราหรือใครในครอบครัวเจอเข้าจริงๆ จะได้มีเงินสำรองจ่ายแบบไม่ต้องลำบากมาก แต่ถ้าดีที่สุดคือไม่ป่วยเลย ก็ยังมีเงินเหลือเก็บสบายๆ ในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงดีอีกด้วย เพราะค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้ถูกๆ เอาเสียด้วยใช่ไหมล่ะ

LTF - RMF เพื่อจัดการกับภาษี

สุภาษิตนึงของฝรั่งบอกว่า สิ่งที่แน่นอนในโลกมี 2 อย่าง คือ ความตาย และภาษี! เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การเอาภาษีคืนด้วยการลงทุนที่เกิดผล อย่าง LTF หรือ RMF จึงเป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะก่อนที่เราจะให้น้ำหนักในการต่อยอดเพื่อความมั่งคั่ง ผ่านสินทรัพย์ต่างๆ  สิ่งสำคัญที่บั่นทอนความรวยของเราโดยไม่รู้ตัว ก็คือ “ภาษี” นี่ล่ะ และสำหรับวิธีจัดการภาษีก็มีเพียงแค่ 2 วิธี คือ จะยอมเสียมันไป  หรือ จะทวงมันกลับคืน มา ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ สิ่งที่จะช่วยเราเรียกคืนเรื่องการลงทุน ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ LTF หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund: LTF) และ RMF หรือ  กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF) นี่ล่ะ เพราะทำให้เราได้ลงทุน แล้วยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกควบคู่กันไปด้วย โดยเราสามารถเลือกได้

  • กองทุน LTF จะลงทุนในหุ้นไม่น้อยว่า 65% ของเงินลงทุน  โดยจะนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี เช่น ถ้าเรามีรายได้ทั้งปี 1 ล้านบาท มีอัตราภาษีอยู่ที่ 20% ก็จะลงทุนได้ไม่เกิน 1,000,000 x 15% = 150,000 บาท ขอคืนภาษีได้ 150,000 x 20% = 30,000 บาท แต่จำนวนปีถือครองต้องไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน คือต้องนับปีเป็นหลัก
  • กองทุน RMF กองทุนนี้ มีให้เราเลือกได้หลากหลาย เช่น ตราสารหนี้ และหุ้นในประเทศ/ต่างประเทศ ทองคำ หรือ น้ำมัน โดยเมื่อรวมกับประกันบำนาญ จะนำมามาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี เช่น ถ้าเรามีรายได้ทั้งปี 1 ล้านบาท มีอัตราภาษีอยู่ที่ 20% มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 50,000 บาท แต่ไม่มีประกันบำนาญ ก็จะ ลงทุนได้ไม่เกิน 1,000,000 x 15% - 50,000 = 100,000 บาท ขอคืนภาษีได้ 100,000 x 20% = 20,000 บาท ทั้งนี้จำนวนปีถือครองต้องให้ถึงอายุครบ 55 ปี และลงทุนขั้นต่ำสุดอย่างน้อยปีเว้นปี โดยปีที่ลงทุนต้องมียอดซื้อกองทุนไม่น้อยกว่า 5,000 บาท

อสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญคือบ้าน

แน่นอน ว่า “บ้าน” ก็เป็นทรัพย์สินในการลงทุนที่เราคู่ควร แต่เราก็ต้องวางแผนและรับมือเป็นอย่างดี เพราะถึงแม้เป็น หนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีต และกินเวลาที่นานที่สุด แต่ “หนี้บ้าน” หากเราสร้างวินัยในการเก็บออม ก็เป็นการลงทุนให้กับตัวเอง แบบที่มั่นคงและน่าสนใจ ซึ่งแน่นอนว่า ข้อดีของอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ก็มีหลายมิติเลยล่ะ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่ครอบครอง เช่น ให้เรามีเสี่ยงที่น้อยกว่าหุ้น แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนจูงใจก็มากกว่าเงินฝากได้ , ช่วยเอาชนะความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้เพราะราคาบ้านเปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจเสมอ , ต้นทุนของดอกเบี้ยต่ำมาก เมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นๆ , ผ่อนต่อเดือนน้อยมากใช้เงินลงทุนไม่เยอะ และ แต่ต้องเตรียมเงินก้อนสำหรับการดาวน์และโอนไว้ด้วย , ถ้าเป็นทำเลที่ดี หรือ ที่ดินมีจำกัดก็ได้ได้ราคาดีและจะได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว และถือว่าเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่ทำให้เราอุ่นใจ เพราะการมีบ้านเป็นของตัวเองย่อมรู้สึกมั่นคงได้

แต่เราก็ต้องสนใจเพิ่มเติมในเรื่อง ทำเลที่ตั้งแบบที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรา การรักษาความปลอดภัย และคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ไม่เหนื่อย และก็เป็นการดีที่เราจะมองหาบ้านหลังที่ใกล้เคียงกับความสามารถในการผ่อนชำระบ้านของเรา ราคาของบ้านจึงต้องเหมาะสมกับรายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือน โดยที่ เมื่อมาหักกับค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายเป็นประจำ  จะอยู่ที่ไม่เกิน 40% ของเงินเดือน เป็นต้น

ลงทุนในหุ้น

ตลาดหุ้นมักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่นักลงทุนสนใจ เมื่ออยากให้เงินทำงานแทนเรา เพราะความรวดเร็วในการซื้อขาย และมีตัวเลือกในธุรกิจมากมายให้ได้ลงทุนด้วย เมื่อเราเริ่มมองหาการลงทุนจุดนี้ แสดงว่าเราทำงานที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” มากนานแล้ว ก็อยากมองหาการลงทุนที่มี “ความเสี่ยงสูง” ดูบ้าง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมนุษย์เงินเดือน ถึงจะมีความมั่นคงมากกว่าคนที่ทำอาชีพอิสระ หรือ นักธุรกิจ เนื่องรายได้ที่แน่นอน  มีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างต่ำกว่า หาก ลาพักร้อน ลาป่วย หรือ ลากิจ ก็ยังมีรายได้เหมือนเดิม แต่หากเปรียบเทียบแล้ว โอกาสได้รับผลตอบแทนต่ำอาจสูงกว่าอาชีพอื่น ถ้าต้องการความมั่งคั่งก็คงต้องใช้เวลานานกว่าคนที่ทำอาชีพอิสระ หรือ นักธุรกิจ ดังนั้น การลงทุนแบบที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น หรือหุ้นพื้นฐานดี จะช่วยให้เงินเรางอกเงยเร็ว เพิ่มค่าทันกับเงินเฟ้อ หรือพอใช้ในยามเกษียณไปได้

แต่การ “เล่นหุ้น” ก็มีความเสี่ยงมาก สำหรับมือใหม่ก็อาจเริ่มจาก การลงทุนระยะยาวที่เลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี แล้วพิจารณาการซื้อขายจากงบการเงินของบริษัทที่น่าสนใจ มีเทคนิคเลือกจังหวะซื้อและจังหวะปล่อย อาจเน้นรายได้จากเงินปันผล ก็จะมีความยั่งยืนกว่า และการลงทุนแบบนี้จะไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอรอขายตลอดเวลาทั้งวันก็ได้ ให้กำไรที่ดีและไม่วุ่นวายมากนัก ถ้า ค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ สะสม ก็สามารถเพิ่มพูนให้พอร์ตใหญ่ขึ้นอีกได้ และมีโอกาสทำเงินได้มากถึง 12% ต่อปี เลยล่ะ

พัฒนาตัวเอง ด้วยการลงทุนที่ยั่งยืน!

การลงทุนที่มีแต่ได้กับได้ และคุ้มค้าที่สุด ที่เราสามารถทำเพื่อตัวเองนั้น มีอยู่จริง!  เราควรสนใจที่จะลงทุนเพื่อตัวเอง แล้วก็จะมีการพัฒนาแบบที่ก้าวกระโดดในชีวิตได้จริงๆ จาก 5 วิธีดังที่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็น การเริ่มลงทุนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องพัฒนา และศึกษาหาความรู้ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของเราเอง ทำให้สามารถต่อยอดการลงทุนด้านอื่นๆ ได้อีกมาก แต่ที่ลืมไป และไม่ให้ความสำคัญไม่ได้ก็คือ การลงทุนในสุขภาพของตนและคนที่เรารัก เพราะเรามีร่างกายเดียว จะสำเร็จได้ไกลแค่ไหน แต่ถ้าสุขภาพทำให้เราไม่ได้ชื่นชมกับความฝันคงไม่ดีแน่ ถ้าเรามีความสมดุลในชีวิตก็จะต่อยอดผลประโยชน์และการลงทุนที่เหมาะสมได้อีกมาก เช่น การลงทุนในกองทุน LTF หรือ RMF ที่เหมาะกับเราเพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี หรือการมองหาโอกาสในชีวิตสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่มั่นคงอย่าง ‘บ้าน’ ที่เราอยู่อาศัย และทำกำไรในอนาคต รวมถึง การลงทุนที่เหมาะกับเรา อย่างหุ้น และเข้าใจว่าตัวเอราต้องการอะไรจริงๆ  เอามาประยุกต์ใช้กับตัวเราให้ดีขึ้น เมื่อเราทำสิ่งที่ควรจะทำเช่นนี้ ทั้งเรียนรู้ ศึกษาไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดพัฒนาตนเอง แน่นอนว่า ในอนาคตเราก็จะได้เจออะไรดีๆ ในแบบที่เราเป็น ขอให้วันนี้ ได้เริ่มต้นจาก การหาสไตล์ตัวเองให้เจอ ให้เร็ว เราก็จะไปได้ไกลและระหว่างทางที่เดินไปเป้าหมายนั้น ก็จะมีความสุขไปด้วยนั่นเอง