เมื่อมีสงครามการค้าเกิดขึ้นแล้วนั้นจะส่งผลกระทบต่อทั่วโลกแน่นอน เพราะ สงครามการค้าไม่เคยที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัว มีแต่ทำให้ชะลอตัวเท่านั้น ซึ่งในบทความนี้สงครามที่ทำให้มีผลกระทบต่อทั่วโลก ก็ คือ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นระหว่าง จีน กับ สหรัฐ เพราะฉะนั้นแล้วสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสงครามที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วทุกมุมโลกเพราะสงครามการค้าในครั้งนี้นั้นส่งผลกระทบทั่วทั้งโลกโดยเฉพาะในเรื่องของเศษรฐกิจ ผมเลยอยากจะมาบอกเกี่ยวกับเรื่องของสงครามการค้าในครั้งนี้ ว่ามันมีจุดเริ่มต้นมายังไง

จุดเริ่มต้นมาจากไหน

จุดเริ่มต้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น จุดเริ่มต้นมันเกิดมาจากผู้ชายเพียงคนเดียวที่มีชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่เชิงเพราะหลังจากที่สหรัฐอเมริกาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้น และ ชายที่มีชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะคะแนน นางฮิลลาร์ คลินดัน อย่างน่าประหลาดใจ จุดในที่สุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ซึ่ง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงหาเสียงนายโดนัลด์ ทรัมป์ได้ชูนโยบาย America First มาเป็นการหาเสียงให้กับตัวเอง และบอกด้วยว่าถ้าเขาได้เป็นประธานาธิบดีเขาจะทำการแก้ปัญหาการขาดทุนของสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาธิบดีในปี 2016 นายโดนัลด์ ทรัมป์ พบว่าคู่ค้าที่มีมูลค่าสูงสุด 15 ราย มีคู่ค้าที่เกินดุลการค้ากับทางสหรัฐถึง 12 ราย นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามาโดยตลอด และหลังจากที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้เห็นถึงสาเหตุแล้วที่ทำให้สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าเกิดจากที่มีคู่ค้าถึง 12 ราย ที่เกินดุลการค้า นายโดนนัลด์ทรัมป์จึงได้เปิดสงครามขึ้นกับนานาประเทศ ก็ได้แก่ จีน , ญี่ปุ่น , แคนาดา , เม็กชิโก , รัฐสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) , อินเดีย และสงครามที่ได้เริ่มต้นขึ้นนั้นก็มีสงครามกับแคนาดาและแม็กชิโกที่สามารถจบลงได้ โดยการยกเลิก NAFTA และ เริ่มข้อตกลงครั้งใหม่ภายใต้ข้อตกลงที่ชื่อว่า USMCA ซึ่งแน่นอนว่าข้อตกลงอันใหม่นั้นส่งผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เพราะในข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้มีการเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาถึง 176,000 ตำแหน่ง คือเท่ากับ 0.12%

สถานการณ์ของสงครามการค้าล่าสุด

ก็อย่างที่รู้กันว่าสหรัฐภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นมีการเปิดสงครามการค้านานาประเทศ แต่ก็ได้มี แคนาดา และ แม็กชิโกที่ได้จบสงครามลงแล้ว แต่ประเทศอื่นๆก็ยังไม่มีวี่แววที่ท่าว่ามันจะจบลงเลย เช่น ประเทศจีน ที่มีสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกามานานกว่า 1 ปี ครึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยมีเงื่อนไขการเจรจาอยู่ 3 ข้อ เพื่อเป็นการแลกกับการไม่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน

  1. จีนจะต้องยุติการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและการโจมตีทางไซเบอร์
  2. จีนจะต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน
  3. จีนต้องปรับลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์ , สินค้าโภคภัณฑ์ อุปกรณ์อุตสาหกรรมและการเกษตรที่มีที่มาจากสหรัฐอเมริกา
 โดยถ้าจีนไม่ทำตามข้อตกลงทั้งหมดดังกล่าว ทรัมป์จะทำการขึ้นภาษีนำเข้าของจากประเทศจีนเข้าสู่สหรัฐใหม่ 25 % ซึ่งนับเป็นมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 6.3 ล้านล้านบาทไทย

และถ้ามาดูที่สงครามรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) กับ สหรัฐ เป็นช่วงที่กำลังจะเปิดศึก ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากที่ว่าสหรัฐเห็นว่าดุลการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับทางยุโรป EU นั้นสหรัฐเป็นฝ่ายที่ขาดดุลการค้าถึง 1.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนั้นถือว่าเป็นการขาดดุลการค้าเป็นอันดับสองรองจากจีนเลยทีเดียว และท่าทีของทาง EU ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยอม เพราะทางคณะกรรมาธิการยุโรป EU  เปิดเผยรายการสินค้าที่มาจากสหรัฐที่จะถูกเรียกเก็บภาษีกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ถ้าหากทางสหรัฐทำการขึ้นภาษีสินค้าจากยุโรป

และสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น ณ ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงเจรจา โดยนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเชอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา USTR และนายโทชิมิตสุ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น จะมีการเข้าพบเพื่อทำการเจรจากันเกี่ยวกับเรื่องของการขึ้นภาษี ในวันที่ 15-16 เมษายน และจะมีการเจรจาครั้งต่อไปในวันที่ 26-28 พฤษภาคม โดยจะเป็นการเยือนญี่ปุ่นของนายโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยตัวเอง

สงครามการค้าส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลก

สงครามการค้าเกี่ยวกับภาษีการนำเข้าสินค้าจากต่างแดน สิ่งที่จะกระทบก็แน่นอนว่าเรื่องของราคาสินค้าอันเนื่องมาจากการนำเข้าสินค้าถูกเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นสินค้าชิ้นนั้นก็จะต้องมีราคาขายที่แพงขึ้นตามไปด้วยพื่อที่จะได้ผลักภาระไปให้กับผู้บริโภค และเมื่อสินค้านั้นมีราคาสูงมากขึ้นผู้บริโภคก็เลือกที่จะบริโภคน้อยลงสินค้าที่ขายก็จะเหลือ ผู้ที่นำเข้าสินค้าก็จะนำเข้าสินค้าน้อยลงและเมื่อนำเข้าสินค้าน้อยลงผู้ผลิตก็จำเป็นที่จะต้องผลิตให้น้อยลงและเมื่อการผลิตชะลอตัวก็ทำให้กระทบไปถึงการจ้างงาน ทำให้มีแรงงานตกงานมากขึ้น และสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ไหนไกลเลยมันเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่พยายามขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากนานาประเทศเพื่อปรับดุลการค้าแต่ถ้าถามว่ากระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลกก็ต้องบอกว่าประเทศที่กำลังทำสงครามการค้ากับทางสหรัฐก็มีลักษณะเศรษกิจแบบนี้ด้วยเช่นกันรวมถึงประเทศใกล้เคียงด้วย

มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

ก่อนไปมองมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ก่อนอื่นขออธิบาย GDP ก่อน GDP ประกอบไปด้วย C (การบริโภค) , I (การลงทุนภาคเอกชน) , G (การลงทุนภาครัฐ) , X (การส่งออก) ,และ N (การนำเข้า) ซึ่งการที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างแดนจะส่งผลกระทบต่อทั้งหมด

ผลกระทบแรกต่อ C การบริโภคคือผู้บริโภคจะถูกกระทบเพราะราคาสินค้าที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคกลับมีรายได้เท่าเดิม และมีผู้บริโภคตกงานมากขึ้น ทำให้การบริโภคลดน้อยลงนี้คือสิ่งที่กระทบต่อการบริโภค

ผลกระทบที่สองต่อ I การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนจะลดลงเนื่องจากความสามารถในการแข่งขันมีน้อยลงเนื่องจากราคาค่าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจากขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างแดน

ผลกระทบที่สามต่อ G การลงทุนภาครัฐ ก็มีแนวโน้มที่จะลงทุนลดลง เพราะเงินของรัฐบาลก็มีจำกัด เนื่องมาจากที่สหรัฐนั้นมีหนี้สาธารณะมากที่สุดในประวัติ มีหนี้ถึง 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การของบประมาณในสหรัฐเป็นเรื่องที่จะต้องคิดหนัก

ผลกระทบที่สี่ต่อ X การส่งออก ก็มีแนวโน้มที่ค่าสินค้าและบริการจะมีการขึ้นราคาทำให้ ความสามารถในการแข่งขันเรื่องของการส่งออก นั้นลดน้อยลงไปด้วยเพราะ เนื่องจากคุณภาพที่เหมือนเดิม แต่มีราคาที่สูงขึ้นทั้งค่าบริการและสินค้า คู่ค้าอาจจะมีการเปลี่ยนใจที่จะไม่ซื้อสินค้าจากสหรัฐได้

ผลกระทบที่ห้าต่อ N การนำเข้า เมื่อมีการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าแน่นอนว่าราคาสินค้านำเข้าก็ต้องขึ้นตามไปด้วยและเพราะเหตุนี้เอกชนก็มีแนวโน้มที่จะนำสินค้าเข้ามาน้อยลง

ซึ่งจากทั้งหมดที่บอกมาจะเห็นได้ว่า GDP ของสหรัฐนั้นได้รับผลกระทบและมีแนวโน้มที่ลดลง จนเกิดคำถามที่ว่าถ้ามันส่งผลกระทบที่ไม่ดีทำให้ GDP ของสหรัฐมีแนวโน้มลดลงทำไมสหรัฐถึงยังต้องทำสงครามการค้า ถ้าในมุมมองคนทั่วไปคงจะไม่เข้าใจใช่ไหมครับ แต่ถ้าในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ มองว่าสาหตุที่ทำให้สหรัฐต้องทำสงครามการค้ากับนานาประเทศและยอมเจ็บตัวนั้นเพื่อที่จะได้รักษาความเป็นมหาอำนาจโลกทางด้านเศรษฐกิจเอาไว้เพราะถ้าหากสหรัฐไม่ทำสงครามประเทศที่จะขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่อจากสหรัฐจะเป็นประเทศจีน สหรัฐจึงจำเป็นที่จะต้องทำสงคราม ผมว่ามันก็คล้ายๆกับสุภาษิตไทยนะครับ ที่บอกว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวาน สหรัฐยอมเจ็บตัวจากการทำสงครามการค้า แต่ก็เพื่อที่จะได้ครองตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ต่อไป

เรื่องของเศรษฐกิจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน

ตราบใดที่เราทุกคนยังทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพอยู่ เศรษฐกิจทั้งในประเทศหรือนอกประเทศล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราด้วยกันทั้งนั้น เพราะปัญหาเศรษฐกิจมีผลกระทบเป็นระรอก อย่างที่บอกไปและแน่นอนว่ากระทบไปจนถึงพนักงานหาเช้ากินค่ำอย่างเราๆด้วย ผมจะมาสรุปนิดหน่อยเกี่ยวกับหัวเรื่องในบทความนี้นะครับ อย่างที่ทุกคนรู้ว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจไม่สู้ดีในตอนนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากสงครามการค้าที่สหรัฐก่อขึ้น และมาที่จุดเริ่มต้นของสงคราม ก็มาจาก ประธานาธิบดีคนใหม่ที่หาเสียงด้วยนโยบาย America First  คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 และเมื่อได้รับตำแหน่ง นายโดนัลด์ ทรัมป์ก็เห็นถึงสาเหตุของปัญหาที่ทำให้สหรัฐเกิดการขาดทุน เพราะใน คู่ค้าที่มีมูลค่าสูงสุดกับสหรัฐ 15 ราย มีถึง 12 รายที่เกินดุลการค้าอยู่ ทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ จำเป็นที่จะต้องทำสงครามการค้ากับคู่ค้าดังกล่าว ทั้งหมด แต่ก็มีคู่ค้าบางรายที่สามารถจบสงครามลงได้แล้ว ณ ตอนนี้ แต่ก็มีบางรายที่ยังไม่สามารถจบสงครามลงได้ ซึ่งอันดับหนึ่งของสงครามในครั้งนี้ที่ทำให้มีผลกระทบทั่วโลกคือ สงครามการค้าระหว่าง จีน กับ สหรัฐ หวังว่าข้อมูลที่นำมาให้เพื่อนได้อ่านๆกันในวันนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับเพื่อนๆนะครับ