Just in time เพื่อนๆเริ่มคุ้นหูกับคำนี้บ้างหรือเปล่าคะ ?  ดิฉันเชื่อว่าคงจะมีเพื่อนๆบางคนรู้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดลึกลงไปว่า ระบบ Just in time มันคืออะไร ? เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามั้ย ? จริงๆแล้วถ้าเราไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ผลิตมันก็อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราโดยตรงหรอกนะคะแต่ในฐานะผู้บริโภค เราจำเป็น ต้องรู้ เรื่องนี้เอาไว้บ้างก็ดีนะคะ เผื่อสักวันหนึ่งเราอาจจะได้ใช้กับตัวเอง ส่วนตัวดิฉันเองก็คิดว่าระบบนี้ น่าสนใจมากค่ะ!

ในบทความนี้ดิฉันได้นำข้อมูลเกี่ยวกับ ระบบJust in time มาฝากเพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ เผื่อว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะได้นำเอาระบบนี้มาปรับใช้กับธุรกิจของเราได้ อย่างน้อยตอนนี้เราควรรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปก่อน เช่น ระบบ Just in time คืออะไร ? , ระบบ Just in time มีประโยชน์อย่างไร ? , และปัญหาของระบบ Just in time มีอะไรบ้าง ? ดิฉันหวังว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้บ้างนะคะ.

ระบบ Just in time คืออะไร?

Just in time พูดง่ายๆก็คือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี ! จะมีการผลิตสินค้าเมื่อลูกค้ามีความต้องการซื้อและส่งมอบให้ทันทีหลังจากผลิตเสร็จ เท่านั้นค่ะ การผลิตแบบ Just in time นี้จะไม่ผลิตสิ้นค้าเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อรอขาย แต่จะผลิตสินค้าโดยยึดคำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นตัวกำหนดในการผลิตแต่ละครั้ง.

การผลิตสินค้าแบบทันเวลาพอดีหรือ Just in time เริ่มใช้ในบริษัทชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น เช่น โตโยต้า โดยมีแนวคิดที่ว่า การทำงานต้องทันเวลาพอดี ทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต , ส่งวัตถุดิบในการผลิต , การส่งชิ้นส่วนการผลิต และส่งสินค้าให้ทันกับความต้องการของสายงาน , และส่งให้ลูกค้าได้ทันเวลาพอดีกับการใช้และมีราคาต่ำที่สุด

ระบบ Just in time นี้ แสดงให้เห็นความเป็นเลิศในการผลิตและมีความสมบูรณ์ในการผลิตทุกขั้นตอน โดยที่ให้วัตถุดิบและชิ้นส่วนการผลิตมาถึงวันสุดท้าย ก่อนที่จะนำไปผลิต เพราะต้องการลดปริมาณสินค้าคงคลังให้เหลือน้อยที่สุด โดยการตัดสิ่งที่เป็นสาเหตุและความไม่แน่นอนในระบบการผลิตออกไป ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอดีในการผลิตแต่ละส่วนเช่น การส่งวัตถุดิบที่ไม่แน่นอน  เครื่องจักรเสีย พนักงานไม่มีความสามารถ แผนกการผลิตหยุดชงักทำให้มีปัญหา การผลิตที่ไม่มีคุณภาพ หรือได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับปริมาณที่ต้องการ แผนการผลิตที่ไม่ดี ระบบนี้เข้ามาช่วยให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปสามารถทำงานได้แบบที่ทันเวลาพอดี ทุกอย่างลงตัว!

ระบบ Just in time มีประโยชน์อะไรบ้าง?

การผลิตแบบที่ทันเวลาพอดีมีประโยชน์มากจริงๆต่อผู้ผลิต เพราะลดทั้งต้นทุนที่ไม่ต้องสำรองสินค้า และไม่ต้องเสียเวลาในการดูแลรักษาวัตถุดิบ และไม่ต้องเสี่ยงกับความไม่แน่นอนหลายอย่าง เพื่อจะรู้ว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง ? ขอให้เราไปดูตั้งแต่ แนวคิด การผลิต และ ลักษณะ การผลิตด้วยกันก่อนค่ะ

แนวคิดการผลิตแบบ Just in time

  • ขายก่อนแล้วค่อยทำ หมายความว่า ต้องมีการระบุลูกค้าแน่นอนแล้วเท่านั้นจึงจะเริ่มลงมือผลิต ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสำรองชิ้นส่วนและวัตถุดิบ เช่นโรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นบางแห่งจะส่งรถยนต์พร้อมกับระบุชื่อลูกค้าไปด้วยเสมอ
  • คิดย้อนหลัง คือ เริ่มกำหนดจากความต้องการก่อน ซึ่งทำให้เกิดผลดีเพราะมีความเข้าใจตรงกัน ทำให้จัดระบบการทำงานได้ถูกต้องก่อนจะลงมือผลิต
  • ใช้หลักการดึง เป็นแนวคิดที่ว่าจะไม่มีอะไรผ่านสายงานจนกว่าการทำงานจะพร้อม เป็นวิธีที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น ลดการสำรองวัตถุดิบได้มากทีเดียว

ลักษณะการผลิตของระบบ Just in time

  • ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก จำนวนมากและไม่แพงทำให้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงง่าย
  • ผลิตจำนวนน้อย ตามที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากลดปัญหาการผลิตที่เกินความต้องการ
  • พนักงานมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวไปทำงานหน้าที่ต่างๆได้และสามารถดูแลรับผิดชอบในการบำรุงรักษาการผลิตได้
  • ผู้บริหารต้องเข้าไปดูแลและรับผิดชอบ ในระบบการผลิตด้วยทำให้การทำงานคล่องขึ้น
  • ใช้ระบบป้อนวัตถุดิบแบบทันเวลา คือเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีคุณภาพที่สุดเพียงแหล่งเดียว โดยมีการตกลงซื้อขายล่วงหน้า
 เราจะเห็นว่า แนวคิดและลักษณะการผลิตแบบ Just in time มีประโยชน์ด้าน ลดต้นทุนการผลิต , ผลิตสินค้าตาม order ของลูกค้าเป็นหลักทำให้ไม่ต้องสำรองและเก็บวัตถุเอาไว้ ผลิตได้เร็วสามารถส่งมอบสินค้าได้ทันที่หลัวจากเสร็จ ถึงแม้ระบบ Just in time จะมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบนี้จะไม่มีปัญหานะคะ ขอเราดูปัญหาของระบบ Just in time ด้วยกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง?

ปัญหาของระบบ  Just in time มีอะไรบ้าง?

ในความเป็นจริงในทุกระบบมีทั้ง ข้อดีและข้อเสียเป็นของคู่กัน ระบบ Just in time ก็เช่นกันค่ะ มีทั้งข้อจำกัดและปัญหาด้วย เช่น

ข้อจำกัด ของระบบนี้มาจาก การลดสินค้าคงคลังให้เหลือศูนย์ ถ้าลูกค้าต้องการสินค้าด่วน แต่เราไม่มีสินค้าสำรองเลยเราก็จะเสียลูกค้าไปได้ง่ายๆและถ้าเราทำสัญญาแต่ไม่มีสินค้าส่งในเวลาที่กำหนดเราต้องจ่ายค่าเสียหายให้ลูกค้าด้วย

ปัญหา คือการผลิตไม่เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้เพราะ.

  • ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก ทำให้ปริมาณการผลิตน้อยลงไม่พอกับความต้องการ
  • การลดสินค้าคงคลัง ทำให้ขาดวัตถุดิบสำรองเมื่อเกิดความไม่แน่นอนขึ้นมาทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ในทันที
 (ข้อมูลบางส่วนมาจาก https://greedisgoods.com)

เรียนรู้เอาไว้ไม่เสียหายแน่นอน

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว เพื่อนๆคงจะได้ข้อมูลไปคร่าวๆบ้างแล้วใช่มั้ยคะว่า ระบบ Just in  time คือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีในทุกขั้นตอนระบบนี้สามารถช่วยลดต้นทุนและเวลาในการผลิตได้ เนื่องจากอาศัยจำนวน Order ของลูกค้าเป็นหลัก โดยที่ไม่ต้องสำรองสินค้าเผื่อไว้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าลูกค้าต้องการสินค้าเพิ่มในแบบเร่งด่วน ก็ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันเพราะไม่มีวัตถุดิบสำรองเลย ก็ทำให้เสียโอกาส และรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย

เราจะเห็นว่าทุกระบบในการผลิต ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก่อนตัดสินใจเราต้องศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดและชัดเจนเสมอนะคะ.