ในปัจจุบันคือระบบเศรษฐกิจถือว่าไม่ได้ดีมากนัก ค่าครองชีพก็สูง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะกันเงินจากการทำงานเก็บออม หรือสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือแม้แต่จะคิดที่จะเก็บออมไว้สำหรับอนาคตก็ทำได้ยาก จะทำให้หลายคนอยากที่จะหาช่องทางอื่นเพื่อเป็นทางออกประเทศของรายได้เสริม นอกจากงานประจำที่ทำอยู่แล้ว และเนื่องจากโดยปกติแล้วต้องใช้เวลาและกำลังในการทำงาน จึงต้องการงานที่ไม่ต้องลงแรง หรือเสียเวลาทำมากหรือใช้เวลาว่างมาทำได้ และให้ผลตอบแทนหรือรายได้จำนวนหนึ่ง อาจไม่ได้หวังมาก แต่ก็พอที่จะเก็บออมหรือกันไว้เป็นเงินฉุกเฉินได้ หลายคนจึงมองถึงรูปแบบรายได้ที่มีเรียกว่า Passive Income

Passive Income คืออะไร?

passive income

Rei Imagine/shutterstock.com

คือ การให้เงินทำงานแทนตัวเอง เกิดจากสินทรัพย์ที่เราสร้างหรือสะสมมา จนกระทั่งมันสามารถสร้างรายได้ หรือก็คือเป็นรายได้จากการลงทุนในทรัพย์สิน ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก, แทบไม่ต้องใช้เวลาทำงาน, ความเสี่ยงต่ำ, ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตลอด และสามารถสร้างรายได้ได้ตลอดเวลา หรือพูดง่ายๆคือ Passive Income ไม่ต้องทำงาน เงินก็มีไหลเข้ามา และจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเมื่อมีทรัพย์สินมีจำนวนมากขึ้น เป็นทางเลือกช่องทางในการหารายได้ที่หลายคนใฝ่ฝัน เนื่องจากในปัจจุบันค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าเดินทางค่าบริการ ซื้อสินค้าหลายๆอย่างก็มีราคาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายๆคนรู้สึกว่าเงินเดือน ในแต่ละเดือนไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน หรือมีพอที่จะเก็บไว้ใช้ซื้อของที่ตัวเองต้องการ ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคารก็ดูไม่มากเท่าไหร่ หลายคนจึงคิดอยากจะหาช่องทาง ที่จะเพิ่มค่ารายได้ เพื่อจะมีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้น หรือเก็บเงินไว้สำหรับอนาคตให้ได้มากๆ

ช่องทางการหารายได้แบบ Passive Income มีอะไรบ้าง

การลงทุนในทรัพย์สินทางการเงิน

financial assets

wrangler/shutterstock.com

ทรัพย์สินทางการเงินเป็นทรัพย์สินทรัพย์สภาพคล่องที่ไม่มีตัวตน หรือจับต้องไม่ได้ แบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงระดับของผลตอบแทนที่จะได้รับซึ่งก็คือโอกาสที่ราคาของทรัพย์สินนั้นจะเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงในแต่ละช่วง ซึ่งหลักๆที่หลายคนรู้จักก็จะเป็นพวกเงินสด ตราสารหนี้ และหุ้นสามัญ

  • เงินสด เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องของมูลค่าของเงินหรือปัญหาอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าของเงินก็จะยังคงที่อยู่เหมือนเดิม ซึ่งหลายคนก็นิยมที่จะนำเงินเข้าฝากธนาคารเพื่อที่จะได้รับดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลตอบแทน
  • ตราสารหนี้ มีหลายประเภทคือ ตราสารหนี้ของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน เป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าเงินฝากจึงทำให้อัตราตอบแทน ของตราสารหนี้นั้นสูงกว่าของเงินฝาก ที่หลายคนรู้จักคือพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้ออกตราสารหนี้ ซึ่งปกติแล้วถ้าผู้ออกตราสารหนี้เป็นรัฐบาลหรือบริษัทที่มีความมั่นคงมีชื่อเสียงปกติแล้วก็จะเสนออัตราผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเทียบกับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีความมั่นคงมีชื่อเสียงน้อยกว่า ซึ่งให้ผลตอบแทนคือดอกเบี้ยรับ ส่วนลดรับ และกำไรที่เกิดจากส่วนต่างของราคาตราสารหนี้

ดอกเบี้ยรับคือ ผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ จะรับดอกเบี้ยเป็นประจำ ตลอดอายุของตราสารหนี้ หรือช่วงที่ลงทุนในตราสารหนี้ แล้วเมื่อ หมดอายุหรือครบกำหนดอายุของตราสารหนี้แล้วก็จะได้รับเงินทุนคืน ส่วนลดรับคือ คนที่ซื้อ ตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำกว่าจำนวนเงินหน้าตั๋วแต่จะไม่รับดอกเบี้ยระหว่างที่ถือตราสารหนี้ เช่นตราสารหนี้ระบุไว้ที่หน้าตัวว่าราคา 1,000 บาท แต่ผู้ซื้อซื้อได้ในราคา 900 บาทและเมื่อถือตราสารหนี้จนครบกำหนดก็จะรับเงินคืนจำนวน 1,000 บาทเท่ากับว่าได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน 100 บาท ส่วนต่างราคาของตราสารหนี้คือ เมื่อทำการขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดอายุของตราสารหนี้หรือครบกำหนดการไถ่ถอน ถ้าไม่ขายตราสารหนี้จนวันครบอายุไถ่ถอนกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างของราคาของตราสารหนี้จะไม่เกิดนั้นเอง ซึ่งการที่เราจะได้รับผลตอบแทนหรือกำไร ก็คือการที่เราจะต้องขายตราสารหนี้นั้นในราคาที่สูงกว่าที่เราซื้อมา

  • หุ้นสามัญ เป็นการลงทุนด้วยทรัพย์สินทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เงินฝากและหุ้นกู้ แต่จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวที่สูงกว่า ได้ผลตอบแทนเกิดจาก 2 ส่วนคือกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาขายและเงินปันผล โดยในระยะสั้นราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งข่าวหรือเหตุการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบเข้ามาแต่ในระยะยาวหุ้นมักขึ้นกับผลประกอบการของบริษัทซึ่งกรณีนี้จะส่งผลต่อการจ่ายเงินปันผลด้วย

  • เงินสกุลต่างประเทศ เป็นทรัพย์สินทางการเงินที่นำมาใช้ลงทุนได้เนื่องจากการถือเงินสกุลต่างประเทศไว้ ในบางช่วงสามารถทำกำไรหรือขาดทุนได้ ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินว่าจะขึ้นหรือลง โดยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้ราคาของสกุลเงินต่างประเทศนั้นเปลี่ยนไป อย่างเช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ หรือกระแสเงินไหลเข้าออกระหว่างประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศนั้นมีความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้การคาดคะเนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนแบบนี้ทำได้ยาก

  • สัญญาอนุพันธ์ คือสินทรัพย์ทางการเงินที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ซึ่งในทางการเงินเรียก ทรัพย์สินหลักนั้นว่าทรัพย์สินอ้างอิง และการเปลี่ยนแปลงของราคาสัญญาณอนุพันธ์นั้นมักจะเป็นแบบทวีคูณกับราคาทรัพย์สินอ้างอิง ทำให้การลงทุน แบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก คืออาจจะทำให้ขาดทุนมหาศาลก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน ซึ่งทรัพย์สินที่นำมาใช้เป็นทรัพย์สินอ้างอิงของสัญญาอนุพันธ์ แทบจะครอบคลุมทรัพย์สินทุกประเภท

  • กองทุนรวม คือการออมทรัพย์สินทางการเงินหลายอย่างมารวมกัน แล้วแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆเพื่อให้นักลงทุนเลือกซื้อได้ด้วยเงินที่น้อยลง จากกองทุนรวมนั้น มีหลากหลายประเภท ระดับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ก็จะ เปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของทรัพย์สินและกองทุนรวม

การปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า

อสังหาริมทรัพย์ ตามกฎหมายได้แก่ ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นที่ติดอยู่กับที่ดิน ที่มีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นเช่นอาคารบ้านเรือน ที่ดินหมายถึง พื้นดินทั่วไป ซึ่งรวมทั้งภูเขา ห้วยหนองคลองบึง เกาะและที่ชายทะเลด้วย ทรัพย์สินที่ติดกับที่ดินคือ ต้นม้ยืนต้น สิ่งก่อสร้างบนที่ดิน ตัวอาคาร เช่น บ้าน โรงงาน โรงแรม คอนโดมิเนียม หรือหอพัก ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เป็นตัวช่วยในการ ลงทุนแบบ Passive Income ได้ รายการที่นักลงทุน มีอสังหาริมทรัพย์ในจำนวนที่มากเกินกว่าจะใช้ในการเป็นที่อยู่อาศัย ในส่วนที่เกินมานั้นจึงปล่อยให้ผู้อื่นเข้ามาเช่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าเช่า เป็นค่าตอบแทน โดยส่วนที่สามารถให้เช่าได้ ก็จะมี ที่ดินเปล่า ตัวอาคาร บ้านเช่า ห้องเช่า เป็นต้น โดยการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจำเป็นที่จะต้อง มีสัญญาการเช่า โดยสัญญาเช่า เป็นเหมือน การที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีพันธะต่อกัน เช่นผู้เช่ามีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเช่าส่วนผู้ให้เช่าก็ต้องให้สิทธิ์ในการครอบครองที่ระบุไว้ในสัญญาเช่ากับผู้เช่า เงินในสัญญาเช่าจะต้องระบุ จำนวนเงินที่ผู้เช่าต้องจ่ายเป็นค่าเช่า ระยะเวลาของสัญญาเช่า และสิทธิ์ในการกระทำต่อ อสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่าได้ทำการเช่า ซึ่งสัญญาเช่าจะเป็นหลักฐานในการที่ผู้ให้เช่าจะใช้เพื่อเรียกร้องให้ผู้เช่าจ่ายค่าเช่าตามสัญญา หรือใช้ในการฟ้องเพื่อขับไล่ผู้เช่าที่ไม่ทำตามสัญญาการเช่า หรือฟ้องเพื่อรับค่าชดเชยเมื่อมีการทำผิดสัญญาการเช่าที่ทำให้เกิดความเสียหาย โดยการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์จำเป็นที่จะต้องป้องกันความผิดพลาดต่างๆอย่างเช่นการละเลย การทำสัญญาเช่า ไม่ได้ตรวจสอบความพร้อมทางการเงิน ไม่ได้คัดกรองผู้เช่า หรือรอแค่รับเงินเป็นเดือนโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งจะทำให้ผู้เช่าเอาเปรียบได้ ดังนั้นควรที่จะต้องตรวจสอบและคำนวณว่าควรจะตั้งราคาค่าเช่าเท่าไหร่ถึงจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่นคำนวณงบประมาณหรือต้นทุนในการก่อสร้างหรือในการที่เราซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น รวมถึงคำนวณค่าภาษีที่ต้องจ่ายก่อนที่จะทำการให้เช่า การทำแบบนี้จะทำให้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้ขาดทุนในการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์

การซื้อธุรกิจเฟรนไชน์

แฟรนไชส์ คือชื่อเรียกรูปแบบการทำธุรกิจ ที่มีส่วนประกอบหลัก 3 อย่างคือ

  • ต้องมีผู้ซื้อและผู้ขายแฟรนไชส์ ซึ่งมีการตกลงร่วมกันในการทำธุรกิจร่วมกัน
  • ต้องมีเครื่องหมายการค้าหรือบริการ
  • ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนจาก ผู้ซื้อแฟรนไชส์ให้กับผู้ขายแฟรนไชส์ ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างน้อย 2 อย่างคือ ค่าใช้เครื่องหมายการค้า และค่าตอบแทนผลระหว่างดำเนินการ หรือก็คือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากกำไรในการขายสินค้าหรือบริการของแฟรนไชส์นั้น

เจ้าของสิทธิ์ Franchisor เป็นผู้คิดค้นวิธีการทำธุรกิจซึ่งทำให้ธุรกิจนั้นมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ จากนั้น ก็ขายสิทธิ์การดำเนินการขายชื่อของสินค้าตัวเองให้กับคนอื่น เช่นคิดค้นสูตรอาหารและเมื่อขาย จะมีชื่อเสียง ก็ขยายสาขาและขายแฟรนไชส์ให้กับผู้อื่นนำเป็นชายนั้นไปประกอบการต่อ โดยที่มีสูตรอาหารและวิธีการขายหรือรูปแบบร้านในลักษณะเดียวกัน โดยเจ้าของสิทธิ์​จะเป็นผู้กำหนดราคาและรูปแบบต่างๆของการขายด้วย แล้วจะรับ ค่าตอบแทนเป็น ค่าซื้อสิทธิ์ หรือเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้า ผู้รับสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ Franchise fee เป็นผู้รับสิทธิ์หรือซื้อสิทธิ์ และทำตามระบบที่เจ้าของสิทธิ์ได้จัดเตรียมไว้ให้ เช่นสินค้าที่ขาย ราคา รวมทั้งใช้ชื่อทางการค้า หรือเครื่องหมายการค้าแบบเดียวกัน ว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าของสิทธิ์

การทำลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัพย์สินทางปัญญาคือ ผลงานหรือ​ผลผลิต​ที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นหรือ สร้างสรรค์ของเรา ทรัพย์สินที่จะสามารถจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาได้ต้องมีหลักเกณฑ์ดังนี้

  • ต้องเป็นงานที่แสดงออกให้เห็นถึงความคิด
  • ต้องเป็นงานที่มาจากความคิดสร้างสรรค์จากตัวเราเอง
  • เป็นงานที่เห็นได้ชัดว่ามีการทุ่มเทกำลัง ความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ออกมา
  • งานต้องมีลักษณะตามประเภทของงานที่กฎหมายลิขสิทธิ์ได้รับรอง
  • ต้องเป็นงานที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี

การจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทำให้เรามีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวที่จะเป็นเจ้าของ หรือมีสิทธิ์ที่จะกระทำการใดๆ กับงานที่เราได้สร้างสรรค์ขึ้นมา เช่น ผลิตขึ้นมาขาย หรือใช้เพื่อให้ได้รับผลตอบแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำผลงานของเรา ไปใช้หรือทำการใดๆเพื่อหาค่าตอบแทน กำไรหรือผลประโยชน์อื่นๆที่เราไม่ได้รับ

สรุป

Passive Income เป็นทางเลือกหรือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น โดยที่เราแทบไม่ต้องใช้เวลาหรือกำลังในการทำงานนั้น แต่ ต่อเนื่องจาก Passive Income มีหลายประเภท เพื่อที่จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนกลับมาจำเป็นที่จะต้องศึกษา และหาข้อมูล ของงานประเภทนั้นๆก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดทุนหรือมีปัญหา​ ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลและวางแผนอย่างดีแล้ว Passive Income จะถือเป็นทางเลือกในการหารายได้ที่ดีทีเดียว