หลายๆคนที่เป็นมือใหม่ในการลดหย่อนภาษี มักจะเริ่มจากคำถามแบบนี้ด้วยความสงสัยครับว่า มันมีอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง เห็นคนนู้นว่าดี คนนี้ว่าใช่ จะซื้ออะไรดีและจะลงทุนอะไรดี คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีควรพยายามหาลู่ทางลดหย่อนภาษีให้มาก เพราะถือเป็นการลงทุน ได้ประโยชน์ถึง 3 อย่างเลยค่ะ อย่างที่ 1 ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน อย่างที่ 2 ได้สิทธิลดหย่อนภาษี และอย่างที่ 3 ได้ประสบการณ์ในการลงทุน ทีนี้เรามากล่าวถึงรายการลดหย่อนภาษีตัวหลัก ๆ และเรียงลำดับจากรายการที่หมุนเงินลงทุนได้ง่ายไปหายาก เพราะเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่มีเรื่องต้องใช้เงินตลอดเวลาไม่อยากผูกมัดนาน และหลายคนต้องการใช้เงินก้อนเดิมมาลงทุนซ้ำเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอีก ให้เรามาดูบทความต่อไปนี้ด้วยกัน

หุ้นปันผล

tax deductions

Andrey_Popov/shutterstock.com

หุ้นปันผล ใช่ว่าจะไม่ต้องศึกษาข้อมูลหรือไม่ดูแนวโน้มของกิจการ เพราะท้ายที่สุดแล้วผลการดำเนินงานของบริษัทจะเป็นตัวกำหนดว่า ผู้ถือหุ้นจะไดัรับเงินปันผลเท่าไหร่ และยังเป็นตัวกำหนดราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นเงิน ในไตรมาส หรือปีที่บริษัทมีกำไรจากการดำเนินกิจการ ซึ่งหลายๆคนคงอยากทราบว่า หุ้นของบริษัทใดบ้าง ที่มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการลงทุน โดยข้อมูลการจ่ายเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัวนั้นสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ ตลาดหลักทรัพย์ โดยเลือกหุ้น และไปที่ข้อมูลสิทธิประโยชน์ก็จะมีรายละเอียดย้อนหลัง ว่าหุ้นดังกล่าวมีนโยบายจ่ายเงินปันผลหรือไม่ จ่ายเป็นจำนวนเท่าใด และจ่ายในช่วงไหน เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังรับเงินปันผล นักลงทุนจึงควรระมัดระวัง และวางแผนในการลงทุนว่า เงินปันผลที่ได้รับนั้นสามารถชดเชยกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลงได้หรือไม่ ในกรณีที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากเห็นแนวโน้มการเติบโตของกิจการ สามารถถือเพื่อเก็งกำไรหลังรับปันผลได้ โดยราคาอาจปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับเดิมหลังระยะเวลาจ่ายเงินปันผลแล้ว ดังนั้นก่อนที่นักลงทุนมือใหม่จะลงทุนในหุ้นปันผลตัวใดตัวหนึ่ง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นให้มากที่สุดก่อน รวมทั้งดูระดับราคาหุ้น และแนวโน้มของราคาในอนาคตด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนนั่นเองค่ะ เงินปันผลจากหุ้นนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษี]ได้ เพราะหากนำมายื่นคำนวณภาษีเงินได้ส่วนบุคคลจะกลายเป็นเสียภาษีซ้ำซ้อนระหว่างภาษีนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา รัฐจึงเปิดโอกาสให้ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลในรูปสิทธิลดหย่อนภาษีนั่นเองค่ะ

กองทุนรวมLTF

LTF หรือภาษาไทยคือ "กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน“ หุ้น" ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่ากองทุนเหตุผลในการจัดตั้งกอง LTE ขึ้นมาก็เพื่อช่วยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาวทำให้ตลาดหุ้นมีสภาพคล่องมีเสถียรภาพมากขึ้นโดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจกับผู้ลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้ จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือกองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวใน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งการเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมี เสถียรภาพมากขึ้น LTF จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก ทำให้ในภาพรวม LTF มีความผันผวนสูงกว่า RMF ตามธรรมชาติของสินทรัพย์ เนื่องจากหากเราเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย เราอาจเลือกลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดเงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องลงทุนผ่าน RMF เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม LTF ก็ถูกบังคับให้ต้องถือยาวไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน ดังนั้น ปัญหาเรื่องความผันผวนของสินทรัพย์อาจจะต่ำลง เพราะโดยธรรมชาติ การลงทุนระยะยาวมักจะมีความผันผวนต่ำกว่าระยะสั้นเสมอ ฐานรายได้ที่ใช้คำนวณสิทธิ์ซื้อ LTF คือรายได้ที่ “ต้องเสียภาษี” ซึ่งรวมถึงรายได้ที่ปล่อยให้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยไม่เอามายื่นภาษีด้วย

คนจำนวนมากที่ซื้อ LTF คงทราบดีอยู่แล้วว่าเพดานการใช้สิทธิ์ซื้อ LTF คือ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน ฿500,000 ประเด็น คือ 15% ที่ว่านี้คำนวณจากฐานอะไรได้บ้าง?

เรื่องนี้กรมสรรพากรได้ชี้แจงแล้วว่า สิทธิ์ซื้อนี้ให้คำนวณจากทั้งรายได้ที่คุณนำไปยื่นภาษีตามปกติ (เช่น เงินเดือน) และรายได้ที่คุณไม่ได้นำมายื่นแต่เลือกปล่อยให้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนด้วย (เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก หุ้นกู้ เงินปันผล)

กองทุนรวมRMF

RMF ย่อมาจากคําว่า “Retirement Mutual Fund” หรือเรียกในชื่อไทย ว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนรวมประเภทที่ส่งเสริมให้เกิดการ ออมเงินระยะยาวไว้สําหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ซึ่งจะคล้ายๆ กับกองทุน สํารองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ของภาคเอกชน และกองทุนบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการ หากเราสามารถลงทุนได้ในระยะยาวมาก คือถือหน่วยลงทุนได้จนถึงอายุ 55 ปีและไม่ต่ำกว่า 5 ปี RMF จะเหมาะสมกับเรามากกว่า เพราะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย รวมไปถึงการบังคับลงทุนระยะยาวจะสร้างวินัยทางการเงินได้ดีกว่าอีกด้วย แต่ถ้าหากเราไม่สามารถถือลงทุนได้ยาวนานขนาดนั้น เช่น ใน 10 ปีข้างหน้ามีแผนจะใช้เงินก้อนซื้อบ้าน ระยะเวลา 7 ปีของ LTF ดูจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากไม่ได้บังคับให้ถือยาวจนอายุ 55 ปี

เนื่องจาก RMF มีกติกาให้ลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีเว้นปี ดังนั้น หากเรามีเงินลงทุนไม่สม่ำเสมอ เช่น อนาคตมีโอกาสจะลาออกจากงาน หรือมีแผนจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี การซื้อหน่วยลงทุนต่อเนื่องอาจเป็นเรื่องลำบาก การซื้อ LTF ครั้งเดียวแล้วถือ 7 ปีจึงอาจจะเป็นคำตอบที่ดีมากกว่า นอกจากนี้ LTF ยังมีข้อดีว่าหากเราไม่มีเงินก้อนใหม่เข้ามามากพอ เราก็สามารถขาย LTF เก่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วเพื่อซื้อ LTF ก้อนใหม่ ซึ่งก็จะให้ประโยชน์ทางภาษีเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดลงทุนของ RMF ก็ไม่ได้ถือว่าสูงจนน่ากังวล เนื่องจากกำหนดไว้ว่าต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ ในแต่ละปีหรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะต่ำกว่า ถ้าเทียบจากฐานเงินเดือนแล้ว เราก็น่าจะหามาลงทุนให้ไม่ผิดข้อกำหนดได้ในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินนั่นเอง

ประกันชีวิต

เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยนำค่าเบี้ยมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และสามารถเลือกระยะเวลาชำระค่าเบี้ยกับระยะเวลาคุ้มครอง เช่น ประกันชีวิต 15/8 คือ ชำระค่าเบี้ย 8 ปี คุ้มครอง 15 ปี ทั้งนี้จำนวนปีคุ้มครองอย่างน้อย 10 ปีที่จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ ซึ่งในการลดหย่อนภาษีนั้น ก็มีเครื่องมือหรือสิทธิ์ในการลดหย่อนอยู่มากมายหลายด้านที่เราสามารถใช้สิทธิ์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิตส่วนตัวและครอบครัว (ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา, ค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าคลอดบุตร, ค่าเลี้ยงดูคู่สมรส) หรือสิทธิ์ลดหย่อนที่เราสามารถวางแผนเพิ่มเติมเองได้ไม่ว่าจะเป็นด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน, ค่าท่องเที่ยวเมืองรอง, เงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ) ด้านการช่วยเหลือสังคม (เงินบริจาคทั่วไป, เงินบริจาคการศึกษาและโรงพยาบาล) และที่สำคัญ คือ “ด้านบริหารการเงิน” ที่ประกอบไปด้วย เงินลงทุนในกองทุน LTF RMF รวมถึงประกันสุขภาพ และประกันชีวิต เป็นหลักนอกจากจะช่วยลดหย่อนภาษี ทำให้ได้รับเงินคืนภาษี หรือรายจ่ายด้านภาษีลดลงแล้ว ยังช่วยให้เรามีการจัดการ และวางแผนทางการเงินที่ดี มีโอกาสเพิ่มความมั่งคั่งและมั่นคงทางการเงินให้เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน เพียงแค่เราย้ายที่อยู่ของเงินไปลงทุนในจุดที่ทำให้เงินต้นงอกเงย และเราก็สามารถลดรายจ่ายด้านภาษีลงด้วย พร้อมกับแผนความคุ้มครองทางการเงินที่แข็งแรงขึ้นอีกด้วยเป็นเครื่องมือที่มีไว้ใช้รองรับความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงโรคร้ายแรงต่างๆ เพื่อที่ว่าหากเราโชคร้ายต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว เราจะได้ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด แต่จะได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกันมาช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาด้วย ตามวงเงินความคุ้มครองที่ได้ทำไว้ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลเพิ่มเติมให้กับตัวเองและประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่มีไว้สร้างความมั่นคงทางการเงิน สามารถการันตีเงินที่จะได้รับในอนาคตได้ ทั้งตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือตอนจากไปแล้ว จึงเหมาะกับทั้งคนที่ต้องการวางแผนสร้างเงินมรดกให้คนข้างหลัง เพื่อนำไปเป็นค่าเลี้ยงดูหรือจัดการกับภาระหนี้สิน (การันตีเงินในอนาคตเมื่อตัวเองจากไปแล้ว) ซึ่งประกันชีวิตแบบที่เหมาะสมกับความต้องการนี้ คือแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา หรือคนที่ต้องการวางแผนเก็บเงินเอาไว้ใช้ในอนาคตแบบที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงเลย (การันตีเงินในอนาคตเมื่อยังมีชีวิตอยู่) ซึ่งประกันชีวิตแบบที่เหมาะกับความต้องการนี้คือ ประกันแบบสะสมทรัพย์ สำหรับคนที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะยาวทั่วไป และประกันแบบบำนาญ สำหรับคนที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายเกษียณอายุโดยเฉพาะนั่นเอง

กู้ซื้อบ้าน

บ้านอยู่อาศัยเองและเก็บไว้ลงทุนที่กู้กับธนาคารสามารถนำดอกเบี้ยกู้บ้านที่จ่ายไปแล้วจริงมาลดหย่อนได้ โดยนำดอกเบี้ยกู้บ้านมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เช่น

ซื้อคอนโด 3 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารทั้งปี 150,000 บาท อัตราภาษีอยู่ที่ 20% นำไปลดหย่อนได้ 100,000 บาท เท่ากับขอคืนภาษีได้ 100,000 x 20% = 20,000 บาท ทั้งนี้จำนวนปีถือครองค่อนข้างยาวนาน เพราะราคาบ้านเป็นหลักล้านต้องใช้เวลา สัญญากู้บ้านที่ทำมักจะ 30 ปีแต่ก็ขึ้นอยู่กับอายุผู้กู้ด้วย ผู้ให้กู้ ซึ่งสำหรับการกู้โดยปกติทั่วไปนั้น จะหมายถึง ธนาคาร บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ นายจ้าง ซึ่งมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนที่จัดสรรไว้เพื่อสวัสดิการแก่ลูกจ้าง บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามกฎหมาย ว่าด้วยบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เราต้องมีที่อยู่อาศัย เอาไปกู้และจำนองที่อยู่อาศัยนี้ไว้กับผู้ให้กู้ตามกฎหมาย ถึงจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง คนที่กู้เงินซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยสามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้นั้นไปใช้เป็นค่าลดหย่อน ได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดปีละไม่เกิน ฿100,000 ทั้งนี้อาจเป็นการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 แห่งก็ได้

สรุป ดังนั้นเราก็ได้เห็นไปหลายรายการ ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องมีมันครบทั้งหมด ให้เราพิจารณา รายการไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด เพราะแสดงว่า เราได้พยายามใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเต็มที่แล้วนั่นเองค่ะ