บัตรเครดิตหาย!! อาจทำให้เราปวดหัวกันไม่ใช่น้อยทีเดียว และถือได้ว่าเป็นหนึ่งปัญหาใกล้ตัวของการใช้บัตรเครดิตจริงๆ. หากหลายคนเคยเผลอทำบัตรต่าง ๆ หาย ไม่ว่าจะเป็นบัตร ATM บัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสด บัตรทางการเงินเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะถ้าตกไปอยู่ในมือของกลุ่มมิจฉาชีพขึ้นมา ก็อาจเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของเราได้แบบไม่ทันรู้ตัว และถึงแม้ว่าบัตรเครดิตนั้นจะมีการรักษาความปลอดภัยให้กับเราระดับหนึ่งก็ตาม แต่ก็มีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อย ๆ หากมีคนเก็บไปรูดซื้อของ หรือกดเงินในบัตรออกมาใช้ แล้วล่ะก็ เราได้เป็นหนี้หนักแน่ๆ หรือใครที่กำลังท่องเที่ยวอย่างมีความสุข แล้วเกิดปัญหา บัตรเครดิตหาย ขึ้นมาก็คงจะวุ่นวายและอาจจะหมดสนุกในการท่องเที่ยวกันเลยทีเดียว ดังนั้น กรณีบัตรเครดิตหายจึงถือเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง จึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติเมื่อรู้ว่าเราทำบัตรเครดิตหายมาฝากกัน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้นจะได้ไม่ตื่นตกใจและรีบแก้ไขได้ทันนั่นเอง

6 ขั้นตอนที่เราต้องทำเมื่อบัตรเครดิตสูญหาย

lost credit card

Focus and Blur/shutterstock.com

1. ตรวจดูให้แน่ใจว่าหายจริงๆหรือไม่

อันดับแรกเราต้องลองตั้งสติและตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งจริงๆ โดยลองนึกดูว่าทำหายที่บริเวณใด จุดใดแล้วเดินไปที่จุดนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าหายจริงหรือไม่ ทั้งนี้เมื่อบัตรเครดิตหาย ไม่ควรนิ่งนอนใจและคิดว่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสามารถทำใหม่ได้ ควรรีบตรวจเช็คให้มั่นใจในทันทีเลยบัตรนั้นหล่นอยู่ในซอกกระเป๋าใบที่ใช้ครั้งล่าสุดหรือไม่ หรือเราไปลืมวางไว้หรือย้ายบัตรเครดิตไปเก็บไว้บนโต๊ะ ในลิ้นชักไหนหรือกระเป๋าใบใดหรือเปล่า เพราะอย่างน้อยหากได้พบเจอก็คงโล่งใจขึ้นแน่นอน

2. รีบโทรแจ้งสถาบันการเงินเจ้าของบัตรเพื่ออายัดบัตรเครดิตของเรา

หากแน่ใจแล้วว่าบัตรเครดิตไม่อยู่กับเราจริงๆแล้ว หรือไม่มีวี่แววว่าจะหาเจอในเวลาอันใกล้ ก็ให้รีบโทร.ไปแจ้งอายัดบัตรเครดิตกับทางธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตรโดยเร็วที่สุดนั่นเอง เพราะจะมีผลทำให้บัตรของเราถูกระงับการใช้ทันทีหรือหลังจากที่โทร.ไปไม่เกิน 5 นาที เพื่อป้องกันการแอบอ้างนำบัตรไปใช้และเราจะไม่ต้องรับผิด หลังจากที่ได้แจ้งระงับใช้งานแล้ว โดยเราสามารถโทร.แจ้งได้ตลอด 24 ชม. และเจ้าหน้าที่อาจสอบถามข้อมูลจากเจ้าของบัตร เช่น รหัสบัตร รายการล่าสุดที่ใช้ รวมทั้งวัน เวลา สถานที่ที่ทำบัตรหาย. เบอร์โทรศัพท์ของสถาบันการเงินต่างๆมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ธนาคารกรุงเทพ 1333
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 1572
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ 0
  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 0
  • ธนาคารธนชาต 1770
  • ธนาคารออมสิน 0
  • ธนาคาร City Bank 1588
  • ธนาคาร HSBC 0
  • ธนาคารกรุงไทย 0
  • ธนาคารกสิกรไทย 0
  • ธนาคารทหารไทย 1558
  • ธนาคาร UOB จำกัด (มหาชน) 0
  • ธนาคาร Standard Chartered 1595
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 0
  • ธนาคารทิสโก้ 0
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 1302
  • ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (L&H) 0
  • บัตรเครดิตไทยแอร์เอเชีย 0
  • บัตรเซ็นทรัลการ์ด 0
  • บัตร American Express 0
  • บัตร Aeon 0
  • บัตร Power Buy 0
  • บัตร Easy Buy 0
  • บัตร umay plus 0

ควรจำเอาไว้เลยว่ายิ่งเราอายัดบัตรเร็ว ก็ยิ่งเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น หรือถ้ามาเจอบัตรที่เผลอทำหายไว้ในภายหลัง ก็ยังสามารถโทรไปแจ้งยกเลิกการอายัดบัตรได้ แล้วสามารถนำบัตรนั้นมาใช้ได้เหมือนเดิมตามปกติ

3. แจ้งความไว้

เมื่อได้ทำการอายัดบัตรเครดิตที่หายทางโทรศัพท์แล้ว ก็ควรรีบไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าบัตรเครดิตของเราหายไปจริง และเราไม่ได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตใบนั้นหลังจากที่ได้แจ้งความเอาไว้แล้ว หรือหากเป็นกรณีที่เราทราบว่าบัตรนั้นได้ถูกแอบอ้างนำไปใช้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทางธนาคารจะได้ประสานงานกันเพื่อจับตัวคนร้ายได้ทันท่วงทีในเวลาต่อมา ทั้งนี้อย่าลืมว่าก่อนแจ้งบัตรหายหรือขอทำบัตรใหม่ จะต้องแจ้งบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนเสมอด้วยนะ

4. แจ้งขอทำบัตรใหม่

เราควรที่จะติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต เพื่อขอทำบัตรเครดิตใบใหม่ โดยเปลี่ยนรหัสส่วนตัวของบัตรใบใหม่ไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรหัสเดิม และควรปกปิดตัวเลข 3 หลักด้านหลังทันทีที่ได้รับบัตรมาด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิจฉาชีพโจรกรรมข้อมูลบัตรแอบอ้างไปใช้นั่นเอง แต่สำหรับใครที่ยังไม่ต้องการใช้บัตรเครดิตในทันที ก็อาจข้ามข้อนี้ไปก่อนก็ได้ ขอเมื่อไหร่ก็ได้ตามเวลาที่สะดวก

5. การแจ้งหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตน

สิ่งที่จะช่วยยืนยันเป็นหลักฐานว่าเราไม่ได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตใบนั้นจริงๆ ก็ได้แก่ พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของร้านค้า/สถานที่ต่างๆ และหากใครเดินทางไปยังต่างประเทศก็อาจใช้ Passport ที่มีบันทึกวัน-เวลา การเข้า-ออกประเทศมายืนยันว่า ณ เวลานั้นเราอยู่ที่ไหน เราทำอะไร กับใคร เป็นต้น นอกจากนี้ บางคนอาจเคยทำสำเนาหรือถ่ายรูปลายเซ็นหลังบัตรเครดิตของตัวเองเอาไว้ ตรงนี้ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานเปรียบเทียบได้ว่าลายเซ็นของเรากับผู้แอบอ้างใช้บัตรเครดิตนั้นเป็นคนละคนกัน ซึ่งเราอาจรวบรวมไว้ก่อนเบื้องต้น หากเกิดกรณีถูกแอบอ้างนำบัตรไปใช้ เราจะได้นำหลักฐานนี้ส่งให้เจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วด้วย

6. ตรวจสอบใบแจ้งหนี้

ควรทำการตรวจสอบใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตให้เป็นประจำ เพื่อดูสรุปยอดการใช้จ่ายในแต่ละเดือน โดยเฉพาะในกรณีที่บัตรเครดิตหายไป เจ้าของบัตรควรตรวจสอบให้ดีเป็นพิเศษว่ามีใครแอบอ้างนำบัตรเครดิตของเราไปใช้ ทำให้มียอดเงินเรียกเก็บเพิ่มนอกเหนือจากที่เราใช้ไปหรือไม่ หากมีก็ควรติดต่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน กรอกแบบฟอร์มทักท้วงการใช้บัตรเครดิต ปฏิเสธการใช้ในยอดดังกล่าว พร้อมกับนำหลักฐานไปแสดงว่าเราไม่ได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตรายการนั้น แล้วขอคำแนะนำกับทางธนาคารเพื่อจัดการปัญหา "หนี้ที่ไม่ได้ก่อ" ที่เกิดขึ้นต่อไป

6 วิธีป้องกันบัตรเครดิตสูญหาย

prevent lost credit card

Hyejin Kang/shutterstock.com

    1. ควรเก็บบัตรเครดิตไว้กับตัวตลอด เช่น ในกระเป๋าสตางค์ พร้อมบัตรสำคัญต่างๆ และควรเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้กับตัวเองเสมอ ไม่วางกระเป๋าสตางค์ไว้ตามโต๊ะ หรือสถานที่ต่าง ๆ เพราะจะเสี่ยงต่อการสูญหายและการถูกขโมย อย่าวางบัตรเครดิตทิ้งไว้เด็ดขาด แม้จะเป็นสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยอย่างในบ้านตัวเองก็ตาม
    1. อย่าเก็บบัตรเครดิตไว้เฉพาะเดี่ยว ๆ ในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าใบใหญ่ เพราะบัตรเครดิตอาจสูญหายหรือตกหล่นไปได้ง่าย
    1. บางครั้งในกระเป๋าสตางค์เองก็ไม่ควรเก็บบัตรเครดิตไว้ แต่ควรมีกระเป๋าใส่บัตรสำคัญต่าง ๆ แยกต่างหากอีกใบ เผื่อในกรณีที่กระเป๋าสตางค์หล่นหาย บัตรเครดิตและบัตรสำคัญจะได้ไม่หายไปด้วย
    1. ต้องพยายามเก็บรักษาทรัพย์สินของตัวเองให้ดี ๆ โดยเฉพาะหากไปเดินอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ มีการเบียดเสียดกัน เช่น ตลาดนัด รถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่เดินตามท้องถนน ควรกอดกระเป๋าไว้ข้างหน้าเสมอ เพื่อป้องกันแก๊งค์กรีดกระเป๋า รวมทั้งโจรขโมยต่าง ๆ
    1. เซ็นลายเซ็นต์กำกับหลังบัตรด้วยปากกาเส้นหนา ๆ เพี่อที่ว่าหากมีการสูญหายเกิดขึ้นและมีคนนำบัตรของเราไปใช้ เมื่อพนักงานผู้รับบัตรเครดิตตรวจเช็คลายเซ็นซึ่งคงไม่เหมือนกัน บัตรจะไม่สามารถใช้งานได้ เพราะไม่ผ่านการเช็คของพนักงานขาย

6. เมื่อใช้งานบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้วควรเก็บบัตรเครดิตไว้ที่เดิม ฝึกหัดให้ชินเป็นนิสัย เพื่อป้องกันปัญหาการลืมบัตรไว้ที่ร้านค้า หรือทำหาย

เอกสารที่ต้องใช้เมื่อต้องแจ้งธนาคารว่าบัตรเครดิตของเราหาย

documents

Gajus/shutterstock.com

  • บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา
  • บันทึกการแจ้งความลงบันทึกประจำวัน
  • สมุดบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของธนาคารที่ใช้บริการ

เมื่อเอกสารพร้อมแล้ว สามารถติดต่อขอทำบัตรใหม่ได้ที่ธนาคารทุกสาขา เพื่อกรอกข้อความลงเอกสารของธนาคารที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ด้วยตัวของเราเองโดยการทำบัตรใหม่ทดแทนบัตรเดิม อาจมีรายละเอียดเล็กน้อย เช่น

กรณีทำบัตรใหม่ทดแทนบัตรเดิมประเภทเดียวกัน เช่น บัตรเดิมเป็นประเภทชิปการ์ด (Chip) จะขอออกบัตรใหม่ทดแทนเป็นบัตรประเภทชิปการ์ด (Chip) เหมือนกัน กรณีทำบัตรใหม่ที่ไม่ใช่บัตรประเภทเดียวกันกับบัตรเดิม เช่น บัตรเดิมเป็นบัตรออมเงินธรรมดา ประเภทแถบแม่เหล็ก (Magnetic) จะขอออกบัตรใหม่เป็นบัตรประเภทชิปการ์ด (Chip) ทั้งนี้การยื่นเรื่องขอทำบัตรใหม่จะมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการของบัตรแต่ละประเภทอยู่ ซึ่งค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ประมาณ 100 – 250 บาท สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ว่า บัตรประเภทที่เราอยากออกใหม่มีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ก่อนตัดสินใจดำเนินการ.

จะเห็นว่าเมื่อประสบกับเหตุการณ์บัตรเครดิตหาย หรือยังไม่แน่ใจว่าจะหายหรือไม่ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ก็อย่ามัวแต่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หรือนิ่งนอนใจเกินไป เพราะเวลาเพียงไม่กี่นาทีอาจทำให้เราสูญเงินไปและอาจกลายเป็นหนี้โดยไม่ได้ก่อได้ เช่น คนเก็บบัตรได้นำไปรูดซื้อสิ่งของที่มีราคาแพงๆ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นเราควรที่จะเก็บรักษาบัตรเครดิตของเราให้ดี มีที่จัดเก็บที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายและปลอดภัยจากผู้อื่น. สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อทำบัตรเครดิตหายก็คือ รีบแจ้งอายัดบัตรเครดิตให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นการป้องกันไว้ แต่จะให้ดีที่สุดก็คือการเก็บและรักษาบัตรเครดิตของเราให้ดีอย่าให้สูญหาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาปวดหัว ปวดใจ เสียเวลา และ เสียทรัพย์สินนั่นเอง