บัตรเครดิตคืออะไร บัตรเครดิต หรือ บัตรสินเชื่อ เป็นบริการที่สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ออกให้แก่ลูกค้า เพื่อใช้จ่ายแทนเงินสด บัตรเครดิตที่รู้จักกันเช่น วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี ยูเนี่ยนเพย์ อเมริกันเอกซ์เพรส ดิสคัฟเวอร์ และ ไดเนอร์สคลับ สามารถใช้ได้ตามจำนวนวงเงินบัตรที่อนุมัติหักออกด้วยค่าสินค้าและ

บริการที่ใช้จ่ายผ่านบัตร ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และหนี้สินคงค้างที่ยังไม่ได้ชำระ โดยที่ผู้ใช้สามารถนำบัตรมาซื้อ สินค้าและบริการได้ตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ หลังจากผู้รับบริการได้ บัตรเครดิตแล้ว ผู้ขายหรือผู้ให้บริการจะต้องเช็คยอดที่จ่ายกับทางธนาคารก่อนและจะได้รับรหัสอนุมัติจากธนาคาร ในสมัยก่อนจะเป็นเครื่องรูดบัตร ร้านค้าต้องโทรศัพท์ไปที่ธนาคาร แต่ปัจจุบันนี้มีเครื่องรูดบัตรที่จะออนไลน์กับธนาคารเพื่อให้ได้รหัส อนุมัติได้ในทันที จากผู้ขายหรือผู้ให้บริการก็จะนำสลิปไปให้เจ้าของบัตรเซ็นชื่อ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเจ้า ของบัตรจริงหรือไม่ โดยเทียบกับลายเซนต์ที่เซนต์ไว้ด้านหลังของบัตรเครดิต และเก็บสำเนาไว้เพื่อส่งให้ธนาคารตรวจสอบได้ในภายหลัง ปัจจุบันบัตรเครดิตนอกจากจะเป็นที่นิยมในการซื้อสินค้าตามราคาทั่วไปแล้ว ยังนิยมมาใช้ในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วย เมื่อมีการซื้อขายสินค้าผ่านบัตรเครดิต ผู้ใช้บัตรเครดิตจะต้องแสดงความสมยอมว่าการซื้อขายนั้นได้เกิดขึ้นจริง ด้วยการเซ็นชื่อในใบเสร็จ หากเป็นการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้อาจจะกรอกราย PIN Number และหมายเลขบัตรเครดิต เพื่อเป็นการแสดงความจำนงในการซื้อขาย การชำระเงินคืนบัตรเครดิต เมื่อได้รับใบเรียกเก็บเงินจากบริษัทบัตรเครดิตหรือธนาคารผู้ออกบัตรแล้ว สามารถเลือกชำระได้สองวิธี คือ การชำระเต็มจำนวนภายในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย (ส่วนใหญ่ 45-51 วัน แล้วแต่บริษัทหรือสถาบันการเงินที่ออกบัตร) อีกวิธีหนึ่งคือการชำระเงินขั้นต่ำบางส่วน (ส่วนใหญ่ 10% ของยอดที่ใช้) โดยยอดค้างชำระของบัตรเครดิตจะกลายเป็นเงินกู้ที่เราจะต้องทำการผ่อนชำระเป็นงวดๆ

7เคล็ดลับ ใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้คุ้มค่า

เมื่อเราพูดถึงบัตรเครดิต คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงคำนี้แน่ๆ นั้นก็คือคำว่าหนี้ เพราะคนส่วนมากมักจะคิดถึงสิ่งนี้เป็นอันดับแรก และมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ยังไม่รู้จักการใช้บัตรเครดิตที่ดีพอ จึงมักจะกลัวหนี้ที่จะตามมาทีหลังหากใช้บัตรเครดิตไม่ถูกต้อง แต่จริงๆแล้วนั้นบัตรเครดิตนั้นมีคุณสมบัติมากมายที่จะช่วยให้เรานั้น ประหยัดเงินขึ้นได้ แต่สิทธิประโยชน์ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะได้ประโยชน์สูงสุดหากเราชำระบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวนเท่านั้น ว่าง่าย ๆ คือรูดบัตรเครดิตไปเท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายคืนเท่านั้น ไม่มีการจ่ายขั้นต่ำหรือบางส่วน ซึ่งเรานั้นจะประหยัดได้อย่างไรได้บ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

วิธีที่ 1.ใช้บัตรเครดิต ชำระค่าใช้จ่ายที่เรานั้นต้องจ่ายเป็นประจำ

คนเราทุกคน ต้องมีค่าใช้จ่ายประจำในทุก ๆ เดือนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าบัตรโดยสารรถไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งมักจะเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องจ่าย และมียอดเงินที่เท่า ๆ กันทุกเดือน การใช้เงินสดที่เรามีจ่ายไปก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หากเราใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินส่วนนี้ทุกเดือน แล้วนำเงินสดที่มีชำระเข้าบัญชีบัตรเครดิต การจ่ายเงินของเรานั้นจะไม่ศูนย์เปล่า เพราะเรานั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตเข้ามาด้วย

วิธีที่ 2.แคชแบ็กหรือเครดิตเงินคืน เข้าบัญชีบัตรเครดิต

โดยสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต ดังที่กล่าวเอาไว้ในข้อที่แล้ว จะขึ้นอยู่กับบัตรเครดิตที่เรานั้นได้เลือกใช้ เพราะบัตรเครดิตแต่ละใบ จะมอบสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน แคชแบ็กเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของบัตรเครดิต เป็นการมอบวงเงินคืนเข้าสู่บัญชีบัตรเครดิตของคุณ เมื่อเราได้ใช้ผ่านบัตรเครดิตใบนั้น ๆ โดยหนึ่งรอบบิลจะมีกำหนดว่าทุกการใช้จ่ายเท่าไหร่จะได้เงินคืนเท่าไหร่ เช่น ได้รับเงินคืน 1% ทุกการใช้จ่าย เป็นต้น หากเราใช้บัตรใบนี้ในการชำระค่าใช้จ่ายประจำที่มีทุกเดือน จะทำให้เรานั้นได้รับเงินกลับคืนเข้าสู่บัญชีของเราเอง เรียกว่าเป็นส่วนลดจากค่าใช้จ่ายประจำนั่นเอง

วิธีที่ 3.อย่ามองข้ามแต้มสะสมจากบัตรเครดิต

นอกจากแคชแบ็กแล้ว บัตรเครดิตบางใบจะได้รับแต้มสะสม โดยจะมีกำหนดเอาไว้ว่า ต้องใช้จ่ายเท่าใดจึงจะได้รับ 1 แต้ม เช่น ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 20 บาท จะได้รับแต้มสะสม 1 แต้ม เป็นต้น แต้มสะสมเหล่านี้เมื่อสะสมจนครบตามจำนวนที่กำหนด จะสามารถนำไป แลกรับของกำนัลจากผู้ให้บริการบัตรเครดิต แลกเป็นส่วนลดร้านค้า หรือส่วนลดบริการต่าง ๆ ซึ่งส่วนนี้นี่แหละที่จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขึ้น

วิธีที่ 4.ชอบเดินทางบ่อย ๆ ใช้ไมล์สะสมแลกตั๋วเครื่องบินเลย

นอกจากบัตรเครดิตที่มีแต้มสะสมแล้ว ยังมีบัตรเครดิตอีกหลายใบที่สามารถสะสมไมล์ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวตัวยง ที่มักจะต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ บัตรเครดิตสะสมไมล์ ถือเป็นสิ่งที่คุณต้องมีติดกระเป๋าเอาไว้เลย เพราะว่าทุกการใช้จ่ายจากบัตรเครดิตเหล่านี้ จะได้รับไมล์สะสมเอาไว้ เมื่อสะสมครบตามจำนวนที่กำหนด จะสามารถนำไปแลกเป็นตั๋วเครื่องบินได้แบบฟรี ๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยนอกเหนือจากตั๋วเครื่องบินแล้ว บัตรเครดิตเหล่านี้มักจะมอบสิทธิพิเศษอื่น ๆ ระหว่างเดินทางพ่วงมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นประกันเดินทางแบบฟรี ๆ การใช้บริการห้องรับรองที่สนามบิน หรือบริการรถรับ-ส่งจากสนามบิน เป็นต้น เรียกว่าคุ้มสุด ๆ ไปเลยล่ะ

วิธีที่ 5.ใช้บัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียม เมื่อใช้งานในต่างประเทศ

สืบเนื่องจากการท่องเที่ยวต่างประเทศในข้อที่แล้ว บัตรเครดิตบางใบ เป็นบัตรเครดิตที่จะมอบสิทธิพิเศษสำหรับการใช้จ่ายในต่างประเทศ เช่น บัตรเครดิต TMB Absolute VISA Signature ที่ฟรีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินตรา 2.5% ทุกการใช้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งช่วยประหยัดเงินค่าธรรมเนียมเวลาไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศได้ด้วย ลองคำนวณดูเล่น ๆ หากเราเดินทางท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินไป 150,000 บาท คุณสามารถประหยัดค่าธรรมเนียม 2.5% เป็นจำนวนเงิน 3,750 บาทเลยทีเดียว อีกตัวอย่างคือ บัตรเครดิตสกุล JCB ซึ่งเป็นบัตรของบริษัทการเงินเจ้าใหญ่ของญี่ปุ่น หากคุณใช้บัตร JBC ใช้จ่ายในประเทศญี่ปุ่น จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น ส่วนลดจากร้านค้าและบริการ อัตราไมล์สะสมหรือแต้มสะสมพิเศษ เป็นต้น

วิธีที่ 6.บริการผ่อน 0%

บัตรเครดิตในปัจจุบันนี้แทบทุกเจ้า จะมีบริการผ่อน 0% อยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต ที่ช่วยให้เรานั้นประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้ ซึ่งการผ่อน 0% นี้จะช่วยให้เราสามารถเลือกผ่อนชำระเป็นจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือน ตามจำนวนเดือนที่กำหนดจากผู้ให้บริการบัตรเครดิต โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลยแม้แต่บาทเดียว ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่สำหรับการซื้อของ มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นได้อีก เหมาะสำหรับการซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ ที่มีราคาสูงมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ แต่แอบบอกตรงนี้ว่า บางธนาคารจะมีอัตราดอกเบี้ย 0.XX% ไม่ใช่ 0% แบบเพียว ๆ ทำให้อาจจะต้องเสียดอกเบี้ยอีกนิดหน่อย ดังนั้น ต้องตรวจสอบรายละเอียดการให้บริการ 0% ของบัตรเครดิตให้ดีก่อนที่จะใช้ทุกครั้งนะคะ สุดท้ายนี้การประหยัดเงินจากสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของบัตรเครดิตที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นนั้น จะไม่เป็นการประหยัดเลยหากเรานั้น ไม่ชำระบิลบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน เพราะแทนที่จะได้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นมาแบบฟรี ๆ มันจะกลายเป็นต้องแลกมาด้วยดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะประหยัดดันกลายเป็นการสร้างหนี้ไปเสียอย่างนั้น ต้องศึกษาวิธีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ดีก่อนใช้ทุกครั้ง เพราะการเป็นหนี้มันน่ากลัว

วิธีที่ 7.ไปชอปปิงตามห้าง เลือกใช้บัตรเครดิตร่วมของห้างนั้น

เชื่อว่าใครหลายๆคงเคยเห็นบัตรเครดิต ที่มีชื่อห้างสรรพสินค้าแปะอยู่บนบัตร บัตรเครดิตแบบนั้นนี่แหละ ที่เป็นบัตรเครดิตร่วมกับห้างสรรพสินค้า หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Co-Branded Credit Card ซึ่งบัตรเครดิต เหล่านี้จะมอบสิทธิพิเศษหากเราใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตใบนี้ในห้างสรรพสินค้านั้น ตัวอย่างเช่น บัตรเครดิตอิออน บิ๊กซี แพลทินัม เพย์เวฟ ที่จะมอบส่วนลดทันที 5% เมื่อเรานั้นใช้จ่ายผ่านบัตรที่ บิ๊กซี, บัตรเครดิตกรุงศรี เทสโก โลตัส ที่จะมอบคูปองเงินสดคลับการ์ด 0.5 – 3.5% (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร) จากทุกการใช้จ่ายที่ เทสโก โลตัส, บัตรเครดิต SCB M ที่ร่วมกับ เดอะมอลล์ ได้รับส่วนลดทันที 5% ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ห้างฯ ในเครือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นต้น บัตรเครดิตเหล่านี้ทำให้การชอปปิงไม่ว่าจะซื้อของแฟชั่น อุปกรณ์ไฮเทค หรือแม้แต่ของชำต่าง ๆ ก็จะได้รับส่วนลด ช่วยประหยัดเงินเราไปได้อีกหลายบาทเลยทีเดียว

วันนี้มีเคล็ดไม่ลับมาฝากสำหรับมือใหม่ที่กำลังใช้บัตรเครดิต มีด้วยกัน 5 วิธีด้วย

เคล็ดไม่ลับสำหรับมือใหม่ที่กำลังใช้บัตรเครดิต

ส่วนสำหรับมือใหม่ที่กำลังหัดใช้บัตรเครดิต อาจจะกำลังกัวลว่าจะใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ไม่เป็นหนี้ก้อนโตเหมือนที่คนรอบข้างกำลังเป็นอยู่ หรือที่เห็นตามกระทู้เว็บบอร์ดต่างๆที่ได้มาระบายความทุกข์เรื่อง การเป็นหนี้ของบัตรเครดิต

วิธีที่ 1 คือ การจัดสรรงบประมาณ

สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนที่เราจะใช้บัตรเครดิตเลยนั้นก็คือ การจับสรรงบประมาณการใช้บัตรเคดิตในแต่ละเดือน วิธีการก็คือตั้งต้นด้วยเงินเดือน งบสำหรับการใช่บัตรเครดิตไม่ค่อยเกิน 30% ของเงินเดือนที่เราได้มา เช่น เรานั้นมีเงินเดือน 18,000 บาท งบประมาณการใช้บัตรเครดิตต่อเดือนของ้ราในแต่ละเดือนนั้นก็คือก็คือ 5,400 บาทนั่นเอง สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่า บัตรเครดิตจะมอบวงเงินให้เรามากกว่าเงินเดือนต่อเดือนของเราเอง หากเราใช้จ่ายจนเต็มวงเงิน จะทำให้เราไม่สามารถชำระคืนได้แบบเต็มจำนวน และทำให้เกิดดอกเบี้ยขึ้นมานั่นเอง หากเรารู้ตัวว่าไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้ สามารถโทรไปแจ้งจำกัดวงเงินการใช้บัตรเครดิต กับสถาบันการเงินผู้ออกบัตรได้ด้วยนะ รับรองว่าไม่ใช้จ่ายเกินงบแน่นอน

วิธีที่ 2 คือ ชำระเต็มจำนวน

การชำระบิลบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน ถือเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่คนใช้บัตรเครดิตต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้เรานั้นไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้กับบัตรเครดิตเลยแม้แต่บาทเดียว ทำให้ไม่เป็นหนี้บานปลายจนชดใช้ไม่ไหว เนื่องจากโดนพิษของดอกเบี้ยมหาโหด 20% ต่อปีนั่นเอง

วิธีที่ 3 คือ ชำระตรงเวลา

นอกจากจะชำระให้เต็มจำนวน การชำระให้ตรงเวลาก็สำคัญ เพราะต่อให้เราชำระเต็มจำนวน แต่เกินระยะเวลาที่กำหนด ดอกเบี้ยก็จะเกิดขึ้นอยู่ดี ทำให้เราสูญเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ไหนจะค่าปรับการชำระล่าช้า ไหนจะค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถามหนี้ และอีกสารพัดค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินจะเรียกเงินจากคุณได้อีก ถ้าเราเป็นคนขี้ลืมแต่ไม่อยากลืมชำระบัตรเครดิต อาจจะเลือกวิธีตัดบัญชีอัตโนมัติเลยก็ดีไม่ใช่น้อย

วิธีที่ 4 คือ รู้วันสรุปรอบบัญชี / วันครบกำหนดชำระ

วันสรุปรอบบัญชี มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการชำระแบบเต็มจำนวนหากเราไม่อยากเสียดอกเบี้ย เพราะ ระยะปลอดดอกเบี้ย 45 วัน (จำนวนวันขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินผู้ออกบัตร) จะเริ่มนับตั้งแต่วันสรุปรอบบัญชีบัตรเครดิตนี้ไป 45 วัน โดยวันที่ 45 จะเรียกกันว่า วันครบกำหนดชำระ หรือวันที่เราจะต้องจ่ายเงินนั่นแหละ หากเราชำระเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนดชำระนี้ ก็จะทำให้เราไม่ต้องเสียดอกเบี้ยนั่นเอง

วิธีที่ 5 คือ ใช้สิทธิพิเศษของบัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์

บัตรเครดิตล้วนมีสิทธิพิเศษอยู่ด้วยแทบทุกใบ ไม่มีบัตรเครดิตใบไหนในโลกนี้ที่สามารถทำได้เพียงรูดซื้อสินค้าแน่นอน ซึ่งสิทธิพิเศษเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งนั้น เรียกว่าเป็นสิ่งที่บัตรเครดิตมีเหนือกว่าการใช้เงินสดซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งสิทธิพิเศษเหล่านี้จะมีอะไรบ้าง มาดูตัวอย่างดังต่อไปนี้ได้เลย

แต้มสะสม บัตรเครดิตส่วนใหญ่จะมีแต้มสะสมอยู่ โดยจะได้รับทุก ๆ ยอดการใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น ทุก ๆ การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 25 บาท จะได้รับ 1 แต้ม เป็นต้น (จำนวนเงินที่ต้องรูดใช้จ่ายจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการบัตรเครดิต) โดยแต้มสะสมนี้มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การนำไปแลกเป็นของสมนาคุณต่าง ๆ นำไปแลกเป็นไมล์สะสมสำหรับซื้อตั๋วเครื่องบิน นำไปแลกเป็นบัตรชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำ หรือนำไปแลกเป็นเครดิตเงินคืนเข้าสู่บัญชีบัตรเครดิตของเรา ไมล์สะสม บัตรเครดิตบางใบจะเป็นบัตรเครดิตที่ร่วมกับสายการบินต่าง ๆ เช่น สายการบินไทย จะมีโปรแกรมสะสมไมล์ที่เรียกว่า Royal Orchid Plus หรือสายการบิน Bangkok Airways จะมีโปรแกรมสะสมไมล์ที่เรียกว่า Flyer Bonus เป็นต้น หรือสามารถใช้แต้มสะสมของบัตรเครดิตบางใบในการแลกเป็นไมล์สะสมได้ โดยเมื่อสะสมไมล์นี้ได้ครบตามจำนวนที่กำหนด ก็จะสามารถนำไปแลกรับเป็นตั๋วเครื่องบินท่องเที่ยวได้ทั้งในและต่างประเทศนั่นเอง ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อย ๆ

ประกันเดินทางฟรี นอกจากจะสามารถใช้ไมล์ละลมแลกตั๋วเครื่องบินฟรีแล้ว เรายังจะได้รับประกันการเดินทางฟรีอีกด้วย ไม่ใช่เพียงตัวคุณเพียงคนเดียว แต่ครอบคลุมความคุ้มครองไปยังครอบครัวของเราได้ หากเราใช้ไมล์สะสมของบัตรเครดิตแลกตั๋วเครื่องบิน หรือใช้บัตรเครดิตรูดซื้อตั๋วเครื่องบิน โดยวงเงินที่จะได้นั้นสูง มากๆ นับเป็นล้านบาทเลยทีเดียวนะ

ผ่อน 0% สินค้าบางรายการสามารถใช้สิทธิพิเศษผ่อนดอกเบี้ย 0% ได้ ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องจ่ายเงินสดก้อนใหญ่เพื่อชำระบิลบัตรเครดิตเต็มจำนวน หรือต้องจำใจเป็นหนี้ด้วยการรูดบัตรเครดิตแล้วผ่อนชำระเอา หรือหากจะซื้อสินค้าด้วยเงินสดก็อาจจะทำให้การเงินติดขัดได้ สู้เอาเงินก้อนไปหมุนเวียนได้ประโยชน์กว่าและได้ทำอย่างอื่นอีกมากมาย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเลือกซื้อสินค้าโดยการผ่อน 0% มากเกินไป อาจจะทำให้ ภาระผ่อนต่อเดือนของเราหนักมาก จนเงินเดือนหมดไปกับการผ่อน ดังนั้น จึงควรระมัดระวังปริมาณการซื้อสินค้าให้ดี อาจจะเลือกซื้อเพียง 1-2 อย่างในเดือนนั้น เมื่อผ่อนหมดจึงค่อยไปซื้อของชิ้นต่อไป

ส่วนลดพิเศษ บัตรเครดิตที่ร่วมกับห้างสรรพสินค้า มักจะมอบส่วนลดพิเศษทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ณ ห้างสรรพสินค้านั้น ๆ ซึ่งหากเราเป็นคนที่ชอบชอปปิงอยู่แล้ว สิทธิประโยชน์นี้จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขึ้นจากการชอปปิง แต่อย่าชอปปิงเพลินจนเกินงบประมาณการใช้บัตรเครดิตของตัวเองที่ตั้งไว้ ไม่งั้นอาจจะเป็นหนี้จนชดใช้ไม่ไหวได้

เครดิตเงินคืน บัตรเครดิตบางใบจะมอบสิทธิพิเศษ เป็นเครดิตเงินคืนเข้าสู่บัญชีบัตรเครดิตในทุก ๆ การใช้จ่าย เช่น คืนเงิน 1% สำหรับทุก ๆ การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น โดยมากบัตรเครดิตที่ให้เครดิตเงินคืนนี้จะไม่สามารถสะสมแต้มได้ ดังนั้น ควรจะเลือกให้ดีก่อนสมัครว่าบัตรเครดิตแบบเครดิตเงินคืน หรือบัตรเครดิตที่สะสมแต้มได้แบบไหนเหมาะสมกับเรามากกว่ากัน เพื่อประโยชน์สูงสุดที่เราจะได้รับ

สรุป

และนี้คือเคล็ดไม่ลับที่ผู้ที่เพิ่งเริ่ม หัดใช้บัตรเครดิต กันในวันนี้ ซึ่งเราหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่มือใหม่ไม่มากก็น้อย บัตรเครดิตนั้นจำเป็นต้องใช้อย่างมีวินัย มีการวางแผนที่รัดกุมก่อนการใช้จ่ายทุกครั้งด้วย จึงจะได้รับประโยชน์จากบัตรเครดิตสูงสุดและไม่เป็นหนี้