เราคงเคยตั้งเป้าอยากเป็นเศรษฐีสักครั้งแน่ๆ  แต่นั่นล่ะ อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่พยายามมากพอ จนไปถึงจุดๆนั้น หรือบางคนอาจอ่านหนังสือเกี่ยวกับการออมก็รู้สึกว่าความจริงมันทำยาก เช่น กันเงินจากเงินเดือนหรือรายได้ 10-20%  เก็บก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้ก่อนแล้วค่อยเก็บ เพราะปัญหาก็คือ รายได้นั้นไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้ว มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร เป็นต้น ดังนั้น เราควรใส่ใจวิธีลัดแบบนี้ ที่จะช่วยให้เรามีความมั่งคั่ง ร่ำรวย หรือแม้แต่เป็นเศรษฐีโดยเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกทำยากอีกต่อไป เพราะในยุคปัจจุบัน คำจำกัดความของคำว่า ‘เศรษฐี’  ได้ถูกยกระดับไปเป็นตัวเลขหลักร้อยล้าน พันล้าน หรือหมื่นล้านแล้ว ดังนั้น การเป็นเศรษฐีอย่างเห็นผล จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ สำหรับเราๆทั่วไป และใครๆ ก็สามารถทำได้ ขอเพียงเรามีทักษะและการบริหารอย่าง การเป็นนักออม การเป็นผู้เชี่ยวชาญ และการทำตามความฝันมาดูกันเลย

การเป็นนักออม

งานวิจัยหนึ่งรายงานว่า เศรษฐีประมาณ  22% สร้างฐานะของตนเองจากการประหยัดอดออมและลงทุน โดยออมเงินไม่น้อยกว่า 20% ของรายได้ กลุ่มนี้ใช้เวลาออมและลงทุนจนเป็นเศรษฐีภายในเวลา 32 ปี โดยมีทรัพย์สิน 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 100 ล้านบาท. หรือการที่ Grant Cardone เคยอธิบายว่า เขาสามารถการันตีหรือบอกล่วงหน้าได้ว่า ถ้าตัวเราเองสามารถเก็บเงินเป็นจำนวน 40 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมดก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ได้รับในแต่ละครั้ง เราจะเป็นเศรษฐีเงินล้านอย่างแน่นอน โดยเขาเน้นอีกว่า “..ผมไม่ได้บอกนะว่ามันทำกันง่าย ๆ เพราะมันทำได้ยากมาก แต่การันตีได้เลยว่าถ้าคุณทำได้ คุณได้จับเงินล้านอย่างแน่นอน!!”  ความจริงล่ะเป็นอย่างไร?! ขอเราลองมาดูตัวอย่างกันของการคำนวณเงินที่เราต้องจ่ายตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงเอาเงินนั้นไปกิน เที่ยว เล่น ตามสบายใจ แต่เป็นการเก็บเงินสดนั้นเอาไว้ให้กับตัวเอง เช่น

  • ถ้าเรามีรายได้เดือนละ 30,000 บาท จำนวนเงินเก็บ 40% = 12,000 บาท และเราจะเหลือเงินเอาไว้ใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ หนี้สิน ภาษี และอื่น ได้จำนวน 18,000 บาท ซึ่งหากเราเก็บแบบนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 7 ปี ก็จะมีเงินล้านแรกเลยล่ะ

  • ถ้าเรามีรายได้เดือนละ 50,000 บาท จำนวนเงินเก็บ 40% = 20,000 บาท และเรายังต้องหลือเงินเอาไว้ใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ หนี้สิน ภาษี และอื่นๆ อีกจำนวน 30,000 บาท หากเราเก็บแบบนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 ปี ก็จะมีเงินล้านอีกเช่นเดียวกัน

  • อย่างสุดท้าย ถ้าเรามีรายมากถึงเดือนละ 100,000 บาท จำนวนเงินเก็บ 40% = 40,000 บาท และเหลือเงินเอาไว้ใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ หนี้สิน ภาษี อีกสัก จำนวน 60,000 บาท เก็บแบบนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 ปี ก็จะมีเงินล้านอย่างแน่นอน

จึงเห็นได้ว่า ในกรณีที่เรานั้นลองจ่ายให้ตัวเองก่อนทันที 40% เมื่อเรามีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นเราก็ยิ่งยังมีเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้แบบเหลือเฟือ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่สนใจวิธนี้ ไม่ได้ยอมจ่ายให้ตัวเองก่อน ผลสุดท้ายก็จะเข้าสู่วงจรเดิมๆที่แบบว่า ต่อให้หาเงินได้เยอะเท่าไหร่ มันก็ไม่เหลือ เพราะเมื่อคุณมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณจะพยายามใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น หากคุณยังไม่มีเงินสดในบัญชีเป็นสิบล้านร้อยล้านแล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งซื้อของฟุ่มเฟือย ให้ใช้ชีวิตเหมือนตอนที่คุณยังมีรายได้น้อย ๆ อยู่

ซึ่งส่วนสำคัญของการเป็นนักออมที่ดี สิ่งแรกที่ต้องทำคือจดรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้เห็นว่าเรามีรายจ่ายอะไรบ้าง  ใช้จ่ายมากเกินรายรับหรือไม่ รายจ่ายหลักของเราอยู่ที่ส่วนไหน ซึ่งถ้ามองหาวิธีการลดรายจ่ายได้ จะทำให้เหลือเงินออมมากขึ้น และทำให้เราเป็นนักออมเงินที่มีวินัยในที่สุดได้ด้วย หรือบางครั้งเราอาจเคยได้ยินเรื่องราว เช่น  บางคนที่เราเห็นภายนอกเขาอาจจะดูรวย ใส่ของแบรนด์เนม กินหรูใช้แพง แต่กลับกลายเป็นว่าเงินในบัญชีเขาอาจจะติดลบจากการรูดบัตรเครดิตเต็มวงเงินก็เป็นได้ แต่ขณะที่บางคน กลับแต่งตัวธรรมดา ๆ ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม กินข้าวง่าย ๆ แต่กลับอาจมีเงินในบัญชีสิบล้านหรือร้อยล้านเลยก็เป็นได้ ดังนั้น จริงๆแล้วถ้าเราเริ่มที่การใช้จ่ายไม่ฟุ่มเฟือย และเก็บออมเงินให้มากที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องประหยัดเกินความจำเป็นจนรู้สึกอึดอัด สิ่งนี้ก็ไม่ยากเกินไปได้

การเป็นผู้เชี่ยวชาญ

งานวิจัยเดียวกันก็กล่าวว่า มีเศรษฐีที่เป็นขั้นผู้เชี่ยวชาญลักษณะนี้อยู่  28% ด้วยเช่นกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้คือคนที่รู้จักพัฒนาตัวเองจนเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งจนเป็นอันดับต้นๆ ของวงการได้ และมักอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ได้ผลตอบแทนสูงมาก หรือเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มุ่งมั่นและประสบความสำเร็จในธุรกิจ ซึ่งคนกลุ่มนี้ใช้เวลาสะสมความมั่งคั่ง 20 ปีโดยประมาณจนมีความมั่งคั่ง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 120 ล้านบาท หากเราสนใจการเริ่มในลักษณะนี้ ก็มาจากคำกล่าวที่ว่า “ใช้เงินทำงาน” ก็คือขั้นตอนนี้นี่แหละ โดย Grant Cardone ให้ความเห็นด้วยว่า เงินมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้ามันไม่ได้ถูกนำมาใช้ หรือ เงินสำคัญมากในเรื่องที่ต้องใช้เงิน และเงินจะไม่สำคัญอะไรเลยสักกะนิด ในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องใช้มัน หมายถึงอะไร?! สื่งที่เป็นจุดสำคัญก็คือ เงินจะมีค่าก็ต่อเมื่อ มันถูกใช้ในที่ ๆ ถูกต้อง ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ตัวเรานั้นจะลงทุนในสิ่งใดนั่นแหละ วิธีที่ฉลาดโดยเริ่มจากลงทุนในสิ่งที่เรารู้จักและศึกษามันมาเป็นอย่างดี ตามความถนัดและเลือกอย่างเหมาะสม

มีหลายคนเช่นกันที่คิดว่า การฝากเงินในธนาคารเป็นการออมอย่างนึงนะ เพราะได้ดอกเบี้ย แต่ความจริงแล้วการที่เราทิ้งเงินไว้ในธนาคารเฉย ๆ ท้ายที่สุดเงินนั้นกลับค่อย ๆ มีมูลค่าที่ลดลงเนื่องจากค่าเงินเเฟ้อด้วยเช่นกัน ซึ่งลำพังเพียงดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารนั้น ไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ เพราะธนาคารอย่างมากก็ได้ดอกเบี้ย 1-2% แต่ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3-4% ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเรามีเงินในกระเป๋า 100 บาท เราสามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 บาท ได้ถึง 4 ชาม แต่ ณ ปัจจุบันเรากลับซื้อก๋วยเตี๋ยวเจ้าเดิมและเมนูเดิม ได้เพียง 2 ชาม เพราะว่าราคาปัจจุบนตกชามละ 50 บาท นั่นเอง. ดังนั้น หลักในการลงทุน กล่าวง่ายๆ อาจจะคล้ายนิทานเรื่อง ห่านทองคำ  เมื่อเรามีเงินที่เก็บเอาไว้จำนวน 40% ตามขั้นตอนแรก ก็เหมือนกับตัวแม่ห่าน หน้าที่ของเราตอนนี้ก็คือ ทำยังไงก็ได้ ให้ห่านตัวนี้ออกไข่มาเป็นทองคำ แล้วเราก็เก็บไข่ทองคำนั้นมากินมาใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ซึ่งแน่นอนว่า หากบางคนเลือกไม่ถูกโดยนำแม่ห่านตัวนั้นไปต้มยำทำแกง ก็จะจบอยู่แค่นั้น ก็จะไม่มีแม่ห่านคอยออกไข่ทองคำให้อีกต่อไป แต่การลงทุนในฐานะผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างฉลาดมากขึ้นนั่นเอง

การทำตามความฝัน

มีสัดส่วนอีกจำนวน 51% เป็นในส่วนของผู้ที่มีความฝันที่อยากทำอะไรบางอย่างและสามารถเปลี่ยนความฝันหรือสิ่งที่ตัวเองรัก ให้กลายเป็นธุรกิจจริงๆ ได้ โดยกลุ่มนี้ใช้เวลา 12 ปี ในการสะสมความมั่งคั่ง 7.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 220 ล้านบาท โดยออกมาเป็นการสร้างบริษัท Startup แล้วขยายธุรกิจจนสามารถเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ หรือว่ามีบริษัทใหญ่มาซื้อกิจการต่อเพื่อต่อยอดธุรกิจได้อีกด้วย แต่ก็เป็นความจริงด้วยว่าอาจจะมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเป็นเศรษฐีที่เห็นผลได้จากการตามความฝันแบบนี้ แต่ใช่ว่าทำไม่ได้ซะทีเดียว เพราะว่าตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมีอยู่อย่างจำกัด การสร้างกิจการ SME ก็ต้องทุ่มเทและใช้เวลาค่อนข้างนาน ส่วนการเป็นนักล่าฝันนั้นก็มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่า ถึงแม้ว่าถ้าทำสำเร็จจะเป็นคนกลุ่มที่รวยที่สุดก็ตาม

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ หลังจากที่ผ่านความยากลำบากมาอย่างหนักหนาสาหัส ทั้งแบบเป็นนักออม หรือ ขยับขยายความรู้มาอยู่ในลักษณะผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นความยากในช่วงที่สะสมเงินจำนวน 40% จากรายได้ทั้งหมด ตอนนี้สิ่งที่ต้องลงมือปฏิบัติก็เหมือนการใช้ชีวิตแบบรัดเข็มขัด เช่น อย่าเพิ่งซื้อนู่นนี่นั่น โดยเฉพาะของใหญ่ ๆ อย่างบ้าน แต่การเช่าอยู่อาจเพียงพอในตอนนี้ระยะนึง อย่าพึ่งรีบร้อนตัดสินใจซื้อ เพราะมันจะกลายเป็นภาระของเราไปได้อีกหลายสิบปี จึงเปรียบเหมือน การที่เราอดทนรอจนกระทั่ง แม่ห่านตัวนั้นเริ่มออกไข่เป็นทองคำ ซึ่งเจ้าไข่ทองคำนี้ ก็คือรายได้จริง ๆ ของเราสักที โดยสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการ โดยที่ไม่ต้องคิดหรือกังวลใด ๆ อีกและมั่นใจว่า ห่านของเราจะยังคงออกไข่ทองคำในทุก ๆ เดือน อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเงินก้อนนี้หลาย ๆ คนเรียกมันว่า เงินเพื่ออิสรภาพ หรือ การมีอิสรภาพทางการเงินเป็นของตัวเองได้

ยกตัวอย่าง

  • นาย ก ขายของชิ้นละ 1 บาท ให้คนจำนวน 1,000,000 คน
  • นาย ข ขายของชิ้นละ 10 บาท ให้คนจำนวน 100,000 คน
  • นาย ค ขายของชิ้นละ 100 บาท ให้คนจำนวน 10,000 คน
  • นาย ง ขายของชิ้นละ 1,000 บาท ให้คนจำนวน 1,000 คน
  • นาย จ ขายของชิ้นละ 10,000 บาท ให้คนจำนวน 100 คน
  • นาย ฉ ขายของชิ้นละ 100,000 บาท ให้คนจำนวน 10 คน
  • นาย ช ขายของชิ้นละ 1,000,000 บาท ให้คนจำนวน 1 คน

เราจะได้ข้อสรุปได้ว่าทุกคนมีความฝันอย่างเดียวกันคือ การเป็นเศรษฐีเงินล้านให้สำเร็จผล แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่จะขายสินค้าของแต่ละคนนั้นอาจเป็นคนละกลุ่มกัน เพราะเมื่อสินค้ามีราคาที่สูงขึ้น ในแต่ละกลุ่ม ลูกค้าก็จะมีฐานรายได้หรือกำลังซื้อที่แตกต่างกัน เช่น สินค้าของนาย ง. เน้นขายคนวัยทำงานประจำทั่วไปที่มีรายได้กลาง ๆ แต่ในขณะที่ลูกค้าของนาย ฉ. นั้น เป็นกลุ่มของผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ ทำให้เห็นความแตกต่างมาอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น สิ่งที่เราต้องตัดสินใจดีๆจึงเป็นการเลือกให้ชัดว่า สินค้าหรือบริการที่เราต้องการจะขายนั้น ต้องการจะขายให้ใคร เพราะหากนำสินค้าเป็นแสนเป็นล้าน ไปเสนอขายให้กับ นักเรียน นักศึกษา หรือพนักงานออฟฟิศที่พึ่งเริ่มต้นทำงาน ก็ยากที่จะปิดการขายได้ เนื่องจากพวกเขาไม่มีกำลังซื้อมากขนาดนั้น จึงต้องเลือกกลุ่มลูกค้าที่เราจะเริ่มธุรกิจให้ถูกต้องแล้วลงมือทำตามความฝันได้นั่นเอง

สรุป

ดังนั้นเราจะเห็นว่า การที่เราเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือว่าคนทำงานทั่วไปใช่ว่าจะเป็นเศรษฐีไม่ได้ เพราะการเป็นเศรษฐีที่เห็นผลได้โดยรวมก็เริ่มมาจากการเป็นนักออมที่ดีและจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายนี่ล่ะ หากเรามีพื้นฐานในเรื่องนี้และต่อยอดได้อีกในลักษณะผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้ในสาขาใดๆมากขึ้น พร้อมทั้งการลงมือทำตามความฝันอย่างที่มีการวางแผนอย่างดี โดยเท่านี้การก้าวสู่การเป็นเศรษฐีก็ไม่ยากอีกต่อไป  ซึ่งเราสามารถศึกษาตัวอย่างของคนกลุ่มนี้ในบ้านเราที่ประสบความสำเร็จด้วยความขยันหมั่นเพียรและมีให้เห็นอยู่มาก แต่เส้นทางนี้อาจจะเหมาะกับคนที่ตั้งใจจริงๆ มากกว่านั่นเอง และสำหรับผู้ที่ต้องการจะเก็บเงินเพื่อการเกษียณ โดยต้องการเงินประมาณ 10-20 ล้านบาทตอนเกษียณ เราก็สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ตอนนี้ด้วย อย่างไม่ยากยากลำบากจนเกินไปโดยการลงทุนผ่านกองทุนรวมและมีการบริหารพอร์ตอย่างเหมาะสม สมมติว่าเราออมเงินเดือนละ 8,000 บาท โดยมีระยะเวลาการออม 30 ปี และมีผลตอบแทนทบต้นโดยเฉลี่ยที่ 8%  ต่อปี ในปีสุดท้ายเราจะมีทรัพย์สินขนาด 11 ล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับเงินลงทุนประมาณ 2.8 ล้านบาทนับว่าการลงทุนสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าเงินออมของเราได้ถึงเกือบ4 เท่าทีเดียวด้วย หรือกรณีที่เราทำงานไปเรื่อยๆ และได้เลื่อนตำแหน่ง ได้เพื่มเงินเดือนหรือโบนัส หากเราแบ่งเงินส่วนนี้มาเพื่อออมเพิ่ม เราอาจจะถึงเป้าหมายการเป็นเศรษฐีที่เห็นผลได้เร็วขึ้นอีกด้วยและลดระยะเวลาลงถึง 5  ปีทีเดียว พร้อมทั้งสนใจการลงทุนมากขึ้น มีความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจของบริษัทต่างๆ ส่วนนี้ก็จะช่วยพัฒนาการทำงานของเราได้ แล้วการทำตามฝันให้สำเร็จก็ไม่ยากอีกต่อไป