‘Cashless Society’ คือสังคมไร้เงินสด ที่เริ่มเข้ามาเปลี่ยนกระแสการจับจ่ายของผู้คน จากแต่ก่อนที่รายจ่ายหลักของเราก็จะต้องผ่านตัวเงินจริงๆ ไปไหนมาไหนก็ไม่พกเงินสดก็ไม่ได้ แต่ตอนนี้การแลกเปลี่ยน ซื้อขาย หรือการจ่ายค่าบริการต่างๆ กลับมีตัวเลือกที่มากขึ้นจากระบบ Payment ต่างๆ เช่น QR Code, e-Wallet, PromptPay, Mobile Banking ของธนาคาร  หรือการทำธุรกรรมผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิตค่ะ เมื่อได้ลองใช้กันแล้ว คุณคิดว่า สังคมไร้เงินสด ดีจริงรึป่าว?! พอไม่พกเงินสดแล้วชีวิตแฮปปี้จริงๆมั๊ย..

วันนี้เราได้สรุปข้อดีของวิถี Cashless Society ในชีวิตปัจจุบันของทุกคน 5 ข้อมาเล่าให้ฟังกันค่ะ  ใครเห็นด้วยก็ขอให้ยกมือขึ้นในใจกันได้เลย

1. ช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก รวดเร็วขึ้น

ความสะดวกที่เราได้มาในการใช้ชีวิตวิถี Cashless Society อย่างแรกก็คือ เมื่อมีสถานการณ์เร่งด่วน จำเป็นต้องใช้เงินอ่ะ แต่ไม่มีติดกระเป๋าเลยสักบาท ก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกับบ้านไปเอาตังค์ หรือหาตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินที่อาจมีค่าธรรมเนียมอีกต่างหาก การทำธุรกรรมผ่านช่องทาง Mobile Banking  หรือบริการพร้อมเพย์ (PromptPay) และการตัดผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต กลับเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ค่ะ

นอกจากนี้ ชาวออฟฟิศหลายคนเมื่อต้องเดินทางไปทำงานในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยการใช้รถไฟฟ้า หรือรถโดยสารสาธารณะ การต่อแถวเข้าคิวซื้อบัตร หรือจ่ายเงินทอนเงิน เป็นอะไรที่อ่อนใจมาก แต่ถ้าเรามีบัตรแร็บบิท หรือการใช้บัตรโดยสารที่มีการเติมเงินแบบออนไลน์ ก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้อีกเยอะ เพียงแค่แตะบัตร ก็ผ่านจ้า เร็วกว่า ง่ายกว่า รีบมีเถอะ!

2. ปลอดภัยสไตล์ new normal ลดเสี่ยงโรค

ชีวิตสไตล์ new normal ที่หลายคนเน้นสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการสัมผัสอะไรที่ไม่แน่ใจว่ามีเชื้อโรค สะสมอยู่รึป่าว เงินสดนี่แหละตัวเสี่ยงเลย  ผ่านมือใครต่อใครมานับไม่ถ้วน จามใส่ครั้งเดียวเชื้อก็อยู่ได้ตั้งหลายวัน ไม่อยากเสี่ยงแบบนี้ ชีวิตปลอดภัยด้วย Cashless Society จึงเหมาะกับคนที่ใส่ใจเรื่องนี้มากๆค่ะ

สำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์แล้ว หากเราจ่ายแบบตัดบัตรเครดิต หรือ AirPay ก็ทำให้เราลดการหยิบจับหรือสัมผัสเงินสดได้ดี  บวกกับโปรโมชั่นที่อาจมาพร้อมกับบัตรใบโปรดของเรา หรือพ้อยส์สะสม ยิ่งนับว่าคุ้มกว่า หรือการจ่ายด้วยแอร์เพย์ใน Shopee ก็จะได้โค้ดส่งฟรีอีกต่างหาก ช้อปง่ายและได้เฮแบบนี้ใครจะไม่ชอบ เพียงแค่รับสินค้าแล้วล้างมือ ก็ทำความสะอาดง่ายกว่า และช่วยเราลดความเสี่ยงจากเชื้อไวรัสโควิดด้วยจ้า

3. ก้าวสู่ยุคดิจิตัลได้อย่างสวยงาม

ก้าวสู่ยุค 5G ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง และสังคมไร้เงินสดนี่ละ ที่ถือว่าเข้ามารองรับและช่วยเราเดินหน้าได้อย่างสวยงาม. ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การใช้จ่ายด้วยธุรกรรมออนไลน์ จึงเข้ามาแทนที่การใช้เงินสดจริงๆ ในวงกว้าง ทำให้ระบบการชำระเงินให้ประเทศของเราก็พัฒนาขึ้นมาก จนถึงขั้นที่เรียกว่าปลอดภัยและเชื่อถือได้ มีข้อกฎหมายรองรับ หน่วยงานรัฐบาลก็รองรับระบบดิจิตอลมากขึ้น ลดความล่าช้า และลดค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ธนบัตรไปได้อีกเป็นจำนวนมาก

และอีกข้อดี ที่พูดได้ไม่เต็มปากในส่วนนี้ คือ การจัดเก็บภาษีที่ทางรัฐบาลจะเรียกเก็บจากประชาชน การใช้จ่ายผ่านธุรกรรมออนไลน์ ก็ทำให้เห็นตัวเงินไหลเวียนในบัญชีของแต่ละคน และเรียกเก็บภาษีได้ถูกต้องมากขึ้น แต่ถ้าเราคิดให้แง่ว่า รายได้จากเก็บภาษีก็จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ และดูแลสวัสดิการในด้านต่างๆ ก็จะไม่คิดมากในเรื่องนี้ค่ะ ถือว่าช่วยกันไปช่วยกันมา

4. ลดปัญหาการตกหล่น สูญหาย

พกเงินสด กดเงินมากก็กลัวตกหล่นสูญหาย การใช้ชีวิตแบบ Cashless Society จึงดูแลง่าย และตรวจสอบการเงินได้สบายๆค่ะ จะเช็คดูว่ามีเงินสดในบัญชีเหลืออยู่จำนวนเท่าใดก็ทำง่าย บางธนาคารถึงกับมี SMS ส่งมาเมื่อมีเงินเข้า-ออก หรือแจ้งยอดทางไลน์ด้วยซ้ำ จะทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือย้อนดูข้อมูลในวันที่เท่าไหร่ก็ได้  โดยเฉพาะเวลาเจ้านายจ่ายเงินเดือนนี้หลายคนเลิฟมาก หลังเที่ยงคืนปุ๊ป ก็โอนเข้าและแจ้งยอดปั๊ป ตื่นเช้ามานี่ฟินสุดๆ

หรือหากในอนาคต ทุกห้างร้านที่เราไปจับจ่าย รองรับธุรกรรมการเงินทั้งหมด ชีวิตเรายิ่งง่ายกว่านี้มาก มีการจ่ายด้วยตัวเลขที่แม่นยำ ไม่ต้องนับเงินทอน โอกาสผิดพลาดก็น้อยกว่าเงินสดแน่ๆ จ่ายตามจำนวนที่ใช้จริง ไม่ต้องรอเงินทอน ที่ลืมว่าเอาใส่กระเป๋าช่องไหน หรือทำหายรึป่าวก็ไม่รู้ เพียงแค่ตอนจ่ายต้องดูตัวเลขให้ดีนะ อย่างใส่เลขศูนย์ผิด

5. ตัวช่วยในการจัดการธุรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

หากต่อไปเงินกระเป๋าตังค์อิเล็กทรอนิกส์ของเราก็ไม่สามารถจับต้องเป็นรูปธรรม แต่เปลี่ยนเป็นเงินในระบบแทน ทั้งเงินใช้จ่ายหมุนเวียนต่อเดือนที่อยู่ในบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เงินใช้จ่ายฉุกเฉินในแอปพลิเคชันต่างๆของธนาคาร  ก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดความเสี่ยงการถูกปล้นหรือโจรกรรมได้  ไม่ต้องถือกระเป๋าแบบแน่นๆ กังวลไปหมด กลัวกดเงินออกมาแล้วหล่นหายไประหว่างทาง หรือจ่ายแพงค์พันเป็นแบงค์ร้อย แล้วไม่ทอนงี้ เจ็บปวดเลยทีเดียว

และอีกอย่างที่ถือว่าเป็นทีเด็ดของ การใช้จ่ายแบบ Cashless Society ก็คือ เมื่อเราต้องโอนเงินไปยังต่างประเทศ ก็ทำได้ง่ายมาก จะช้อปปิ้งออนไลน์เว็บต่างประเทศ หรือทำการค้า ก็มีระบบธุรกรรมออนไลน์ที่สะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โอนเงินไปต่างประเทศด้วย Mobile Banking ก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องกรอกเอกสารใดๆ และไม่ต้องไปที่สาขาธนาคารด้วย เพราะนี่ก็ทำได้ง่ายๆที่บ้านค่ะ

สถานการณ์ไหนๆ ก็เอาอยู่ ด้วยสังคมไร้เงินสดที่เหมาะกับชีวิตยุคใหม่

คิดเหมือนกันแล้วรึยังเอ่ย ว่า Cashless Society นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย! จาก 5 ข้อดีที่ได้ยกตัวอย่างกันไป การทำธุรกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช้เงินสด นั้นก็มอบความสะดวกสบายให้เราในอีกหลาย ๆ ด้าน ซึ่งตอนนี้หลายคนอาจเป็นเหมือนผู้เขียนแล้วด้วย ที่เกือบจะลืมการพกเงินสดไปแล้ว เอะอะก็โอนเงินจากแอพพลิเคชั่นบนมือถือลูกเดียว ไม่มีเงินสดก็ไม่ตายจ้า ฮ่าาาา!

ซึ่งเมื่อเราต่างได้ปรับตัวกันมากมายหลังช่วงโควิด-19 แบบนี้ การลดสัมผัสเงินสดที่ผ่านมือใครต่อใคร ก็ช่วยเราลดความเสี่ยงไปได้อีกเยอะแน่ๆ การทำธุรกรรมออนไลน์ประมาณนี้จึงเป็นที่วางใจของใครต่อใครมากขึ้น แต่ก็ยังต้องระวังเรื่องมิจฉาชีพที่แฝงตัวมา โอนง่ายไปก็ไม่ดี รวมถึงการแฮ็คข้อมูลต่างๆ บนโลกออนไลน์ เราจึงต้องไม่ใส่ข้อมูลการเงินหรือบอกรหัสผ่านใดๆ แก่บุคคลที่ไม่รู้จัก เมื่อได้เตรียมพร้อมและทำความเข้าใจกับสังคมไร้เงินสดให้ได้ แค่นี้ข้อดีของ Cashless Society ก็มากกว่าข้อเสีย และเหมาะกับชีวิตยุคใหม่ของเราอย่างแน่นอนค่ะ!