จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ในประเทศไทยจะเพิ่งผ่านพ้นช่วงพีคกันมา พาให้หลายๆธุรกิจตัดสินใจประกาศปิดตัวลงเพราะทนแบกรับค่าใช้จ่ายต่อไปไม่ไหว ในส่วนของผู้คนจำนวนมากต่างก็ต้องตกงานไปตามๆกัน แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาต่างๆออกมามากมายทั้งจากทางภาครัฐ และภาคเอกชน แต่ผู้คนในทุกวันนี้ก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เพราะเนื่องจากการขาดรายได้มาหล่อเลี้ยง เกิดปัญหาหนี้สินที่บั่นทอนสภาพจิตใจกันแบบไร้ซึ่งทางออก และยากจะแก้ไขด้วยตนเองได้ ในวันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลของตัวช่วยในการบริหารจัดการหนี้สินรูปแบบต่างๆที่ให้บริการครอบคลุมลูกหนี้ในระบบเกือบจะทุกสถาบันการเงินมาฝากกันค่ะ เพื่อที่ทุกท่านจะได้มองเห็นทางออกในการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนตัวที่เกิดขึ้นได้อย่างมีความหวัง กับ “เปิด 3 ช่องทางช่วย 'ลูกหนี้' ช่วงโควิด-19” จะมีอะไรกันบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยค่ะ

คลินิกแก้หนี้

คลินิกแก้หนี้ คือ หน่วยงานกลางที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาแทนเจ้าหนี้ (บสส.) ภายใต้เกณฑ์และกรอบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนมีโอกาสปลดหนี้ เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีสถาบันการเงินแทบจะทุกที่เข้าร่วมสนับสนุนในโครงการนี้ค่ะ จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เกิดปัญหา “หนี้เสีย” ที่เกิดจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลแบบที่ไม่มีหลักประกันให้ได้หลุดพ้นจากวงจรการเป็นหนี้โดยใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้ และช่วยแนะแนวทางวางแผนการเงินให้ใหม่โดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆเลยล่ะค่ะ ซึ่งหากลูกหนี้นั้นมีเจ้าหนี้หลายราย และต้องการปลดหนี้ทั้งหมด คลินิกแก้หนี้นี้จะช่วยแก้ไขและแนวทางการในชำระหนี้ให้กับเราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

จุดที่น่าสนใจของคลินิกแก้หนี้นี้ก็คือ สามารถรวมหนี้ของหลายๆเจ้าหนี้ให้เป็นหนี้ก้อนเดียวได้ โดยการทำสัญญาแก้หนี้ขึ้นเพียงฉบับเดียวเท่านั้นค่ะ มีกาาผ่อนชำระคืนเฉพาะเงินต้นตามตารางหนี้ และสามารถผ่อนชำระยาวได้ไม่เกิน 10 ปี โดยมีดอกเบี้ยขั้นต่ำอยู่ที่ 4 -7 % ต่อปี ซึ่งโดยปกติบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดนั้นจะคิดดอกเบี้ยสูงอยู่ที่ 18% หรือ 28% ต่อปี ซึ่งช่วยลดภาระของการแบกรับดอกเบี้ยของเราไปได้เกินกว่าครึ่งเลยทีเดียวค่ะ โดยผู้เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ค่ะ

  • เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี
  • เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ
  • เป็น NPL ก่อน 1 ม.ค. 63 ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ธ.ค. 62 และต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป
  • มีหนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

ซึ่งผู้สนใจที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามช่องทางที่สะดวกทั้งทางเว็บไซต์หลัก คลินิกแก้หนี้ หรือทาง Call Center 02-610-2266 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-17.00 น. ทางไลน์ @debtclinicbysam หรือที่สำนักงานโครงการ เลขที่ 333 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ชั้น 12 ซอยเฉยพ่วง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 และที่สาขาของบสส. ทั้ง 4 สาขา ได้แก่ สาขาสุราษฎร์ธานี , สาขาขอนแก่น , สาขาพิษณุโลก , สาขาเชียงใหม่

ทั้งนี้ทางคลินิกแก้หนี้ก็ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติมกับประชาชนอีกด้วยค่ะว่าให้สังเกตความถูกต้องของเพจโครงการคลินิกแก้หนี้ ว่าใช้การสะกดคำที่ถูกต้อง “คลินิกแก้หนี้” เท่านั้น ไม่ใช่ “คลีนิคแก้หนี้” หรือ “คลีนิกแก้หนี้” และคำอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งอาจทำให้เราต้องตกเป็นเหยื่อพวกแก้งค์มิจฉาชีพได้ค่ะ ก็ต้องระมัดระวังกันให้มากๆด้วยนะคะ

ทางด่วนแก้หนี้

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดตัว ทางด่วนแก้หนี้ ช่องทางใหม่สำหรับคนอยากปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่คุยกับสถาบันการเงินหรือธนาคารไม่ลงตัว เป็นอีกหนึ่งช่องทางเสริมที่ช่วยเหลือประชาชน และธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือต้องการความช่วยเหลือในกรณีพบปัญหาอุปสรรคต่างๆเหล่านี้ คือไม่สามารถติดต่อสถาบันการเงิน หรือไม่สามารถเดินทางไปที่สาขาได้ เนื่องจากมีคนติดต่อเข้าไปจำนวนมาก หรือเป็นช่วงเว้นระยะเพื่อลดการติดโควิด 19 หรือลูกหนี้ติดต่อสถาบันการเงินแล้ว แต่ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ เช่น คุณสมบัติไม่ผ่าน หรือลูกหนี้จ่ายหนี้ไม่ไหวทั้งๆที่มีมาตรการผ่อนปรนของสถาบันการเงินมาให้แล้ว คือเข้าใจกันง่ายๆว่าทางด่วนแก้หนี้นี้จะเป็นตัวกลางช่วยเจรจาหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นค่ะ

ในส่วนของคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากทางด่วนแก้หนี้นั้นก็คือประชาชนทั่วไป และภาคธุรกิจ SME ที่อยู่ในสถานะปกติแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือเป็นหนี้เสีย (NPL) หรือ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วแต่ประสบปัญหา แม้ว่าลูกหนี้อาจจะไม่เข้าข่ายมาตรการช่วยเหลือจากตามประกาศของสถาบันการเงิน หรือเคยติดต่อเจรจามาแล้วแต่ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ก็สามารถติดต่อเข้าทางด่วนแก้หนี้ เพื่อให้มีการพิจารณาเป็นรายกรณีอีกครั้งหนึ่ง หรือหากทางลูกหนี้ได้กรอกข้อมูลผ่านทางด่วนแก้หนี้แล้ว แต่สถาบันการเงินไม่สามารถให้ความช่วยเหลือตามที่ลูกหนี้เสนอ ทาง ศคง.ก็จะให้สถาบันการเงินนั้นๆระบุเหตุผลเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เข้าไปดูว่ามีอะไรจะพอจะผ่อนผัน หรือหาข้อยุติร่วมกันได้บ้าง

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการ "ทางด่วนแก้หนี้" โดยจะต้องลงทะเบียน และกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนผ่านทางเว็บไซต์หลัก “ทางด่วนแก้หนี้” ได้ตลอด 24 ชม. โดย 1 รายการคำขอต่อสถาบันการเงิน 1 แห่ง ซึ่งจะได้รับการติดต่อกลับภายใน 15 วันหลังจากยื่นเรื่องค่ะ โดยผู้สนใจสามารถสอบถาม หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213 ในเวลาทำการ หรือผ่านทางหน้าเว็บไซต์หลักของศคง

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต จากธนาคารออมสิน

ทางธนาคารออมสินได้เปิดโครงการณ์รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต จากธนาคารออมสิน เพื่อช่วยปรับโครงสร้างหนี้ รีไฟแนนซ์บัตรเครดิตจากสถาบันการเงินอื่นๆ เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผู้ถือบัตรเครดิตจากผลกระทบที่เกิดจากโรคระบาดโควิด 19 ซึ่งเปิดรับรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตที่มีวงเงิน 10,000 – 100,000 บาท โดยมีการผ่อนชำระขั้นต่ำที่ 2.5% ของวงเงินอนุมัติ ผ่อนเท่าๆกันทุกเดือนจนหมดสัญญา เป็นเวลานานถึง 48 เดือน และยังฟรีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน แถมยังมีอัตราการคิดดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเพียง 8.5% ต่อปี ซึ่งผู้สมัครต้องมีอายุ 20 - 60 ปี มีอายุงาน 6 เดือนขึ้นไป มีรายได้ขั้นต่ำ 15,000บาทต่อเดือน มีประวัติการผ่อนชำระที่ดีย้อนหลัง 12 เดือน และไม่มีประวัติการผ่อนชำระล่าช้ามากกว่า 30 วัน ซึ่งผู้มีคุณสมบัติที่สนใจสามารถสมัคร หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดของโครงการผ่านช่องทางการติดต่อที่สะดวกทั้งทางเว็บไซต์หลักของธนาคารออมสิน  Call Center 115 และที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

ทุกปัญหาหนี้มีทางออก ด้วยการใช้ตัวช่วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 3 ตัวช่วยแก้ปัญหาหนี้ในสถานการณ์โรคระบาดที่เราได้นำมาฝากกัน ใน “เปิด 3 ช่องทางช่วย 'ลูกหนี้' ช่วงโควิด-19” หวังว่าคงพอจะช่วยให้ทุกท่านที่กำลังประสบปัญหาติดขัดด้านการเงินกับหนี้สินที่มีได้คลายความกังวลกันลงได้บ้างนะคะ แม้สถานการณ์ของโรคระบาดโควิด 19 นี้จะยังไม่ยอมจบลงง่ายๆ แต่เราก็สามารถปรับตัวให้อยู่ได้ด้วยการปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็ง อดทน และเลือกใช้ตัวช่วยที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันออกมาตรการต่างๆมาช่วยเยียวยาอย่างเหมาะสม เราก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเสมือนกับฟ้าหลังฝนค่ะ