จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ที่พ่นพิษอย่างต่อเนื่อง พาให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของแต่ละประเทศตกต่ำย่ำแย่ไปตามๆกัน รายได้ของประชาชนอย่างเราๆแต่ละคนต่างก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนต้องถึงขั้นขาดรายได้กันไปเลยเพราะถูกพักงาน ถูกเลิกจ้างงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนเราส่วนมากในช่วงนี้เกิดสภาพตึงเครียด เพราะสภาพคล่องของเงินในกระเป๋าแต่ละคนเริ่มฝืดเคือง หลายๆคนประคับประคองตัวเองและครอบครัวด้วยการนำเงินเก็บที่มีออกมาทะยอยใช้จนเริ่มร่อยหรอ บ้างก็นำของที่มีไปแลกเป็นเงินมาเพื่อใช้จ่าย ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะหาทางรอดด้วยการกู้เงินจากแหล่งต่างๆมาเพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่าย เมื่อต้องกู้แล้วกู้อีกจนเต็มเพดานเงินกู้ ที่นี้การผ่อนชำระคืนจึงเริ่มเป็นเรื่องยากมากเข้าไปทุกที จนท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นการเกิดปัญหาหนี้สินท่วมหัวที่จะนำมาซึ่งผลเสียอีกหลายอย่างตามมาอีกมากมาย ในวันนี้เราจึงขอนำทุกท่านมาสำรวจตรวจเช็คสภาพการเงินของตัวเองกันสักหน่อย เพื่อจะได้ทราบว่าสุขภาพทางการเงินของตัวเองนั้นเข้าขั้นไหนกันไปแล้วบ้าง ต้องวางแผนหรือหาแนวทางแก้ไขกันอย่างไรต่อๆไปเพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากต่อการแก้ไขค่ะ ใน ”เปิด 4 สัญญาณอันตรายที่บอกว่ากำลังเป็นหนี้ท่วมหัว” จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันต่อได้เลยค่ะ

มากกว่า 45% ของรายได้ต้องเอาไปจ่ายหนี้

ลองนึกภาพเล่นๆดูซิว่าหากเงินเดือนเกือบครึ่งของคุณต้องถูกนำไปประเคนให้เจ้าหนี้ในทุกๆเดือน แล้วอีกครึ่งหนึ่งต้องใช้ให้พอในการดำรงชีวิตไปตลอดทั้งเดือนนั้นจะอยู่อย่างไร? แน่นอนว่าอยู่ยากแน่ๆค่ะ! เพื่อที่จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราลองมาลงตัวเลขกันให้เห็นจริงไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าค่ะ ค่ากินอยู่ 3 มื้อในทุกๆวัน 60 บาทต่อมื้อ (เอาแบบกินเพื่ออยู่จริงๆ) นั่นคือ 180 × 30 เท่ากับว่าค่าอาหารอยู่ที่ 5,400 บาทต่อเดือน ถัดมาเป็นค่าเดินทางไปกลับที่ทำงานกันอีก 20 กว่าวันต่อเดือน คิดให้ 50 บาทต่อวัน (โลกสวยสุดๆนั่งรถยูโรต่อเดียวถึงที่หมาย) นั่นก็คือ 50 × 22 (มีงานดี หยุดเสาร์อาทิตย์อีกต่างหาก) เท่ากับว่าค่าเดินทางไปกลับที่ทำงานอยู่ที่  1,100 บาท ถัดมาเป็นค่าของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนตัวตีให้สักเดือนละ 1,000 (ชอบความสมถะสุดๆ) ถัดมาเป็นค่าสาธารณูปโภคน้ำ ไฟ โทรศัพท์รวมกันคิดให้เดือนละ 1,000 บาทแล้วกัน (โอ้โห! อะไรจะชีวิตเรียบง่ายขนาดนั้น) ที่นี้มารวมตัวเลขการใช้ชีวิตแบบแพคประหยัดสุดๆนี้ดูกันค่ะ 5,400 + 1,100 + 1,000 + 1,000 รวมค่าใช้จ่าย 4 เรื่องจำเป๋นพื้นฐานแล้วเป็นเงิน 8,500 บาทต่อเดือน แล้วถ้าได้รับเงินเดือน 15,000 บาทล่ะ เมื่อเงินเดือนเข้าต้องนำส่งเจ้าหนี้แล้ว 6,750 บาท (คิดเป็น45%) ฉะนั้นเงินเดือนจะเหลือใช้ได้เพียง 8,250 บาท แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแพคเกจติดดินนี้ปาเข้าไป 8,500 แล้ว เห็นชัดเลยใช่ไหมคะว่ามันไม่พอ!

จากตัวอย่างอาจทำให้มีข้อโต้แย้งได้ว่า ก็ชีวิตจริงได้รับเงินเดือนเยอะกว่านี้ มันไม่ใช่ 15,000 ต่อเดือนสักหน่อย! ก็จะขอตอบกันตรงนี้เลยค่ะว่าตัวอย่างของค่าใช้จ่ายที่ยกมานั้นก็ใช่ว่าจะมีใครใช้ชีวิตแบบนี้ได้จริงเช่นกัน หรือถ้ามีก็เชื่อได้ว่าคงทำได้ไม่นานหรอกค่ะ เพราะความเป็นจริงแล้วนั้นตัวเลขค่าใช้จ่ายตางๆที่เกิดขึ้นนั้นไปไกลกว่านี้อีกมากค่ะ ที่สำคัญนี่เป็นเพียงแค่ 4 ค่าใช้จ่ายที่ยกมาเท่านั้น ซึ่งชีวิตจริงนั้นยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก เช่น ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเทอม ภาษีสังคมอื่นๆ ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และอื่นๆตามภาระที่มีของแต่ละคนที่มียังไม่ได้ถูกนับรวมเข้าไป ฉะนั้นหากว่าคุณมีหนี้ต้องชำระต่อเดือนที่สูงระดับ 45% ขึ้นไปแล้วล่ะก็ต่อให้คุณมีเงินเดือนสูงในระดับไหน ผลลัพธ์ที่ออกมาก็มีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายไปตลอดเดือนได้อย่างแน่นอน เพราะตัวเลขนั้นก็จะแปรผันไปตามกันนั่นเองค่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรหันมาตรวจเช็คสภาพการเงินของตัวเองกันดูว่าหนี้สินที่มีนั้นเข้าใกล้หรือเลยเถิดกับเจ้า 45% นี้ถึงไหนกันแล้วกันดีกว่า หากว่าคำตอบนั้นมากกว่า 45% ของรายได้ต้องเอาไปจ่ายหนี้แล้วล่ะก็ ควรรีบหาทางออกโดยด่วนก่อนที่อะไรๆจะสายเกินแก้ค่ะ

คุณจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคุณมีหนี้อยู่ทั้งหมดเท่าไหร่

หากจะถามว่าในปัจจุบันคุณมีหนี้สินอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ ? …หลังจากที่นิ่งเงียบไปเพื่อคิดคำนวณสักพักหนึ่งแล้วตอบอย่างมึนๆออกมาว่า “เอ่อ…จำไม่ได้” ไม่นะ!..คุณจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคุณมีหนี้อยู่ทั้งหมดเท่าไหร่อย่างนั้นน่ะหรือ? นี่เป็นการแสดงถึงสัญญาณอันตรายทางการเงินที่ฟ้องว่าสุขภาพทางการเงินของคุณกำลังอยู่ในขั้นโคม่าเชียวค่ะ เพราะถึงกับคิดไม่ออกบอกไม่ถูก หนี้สินมากมายนับไม่ถ้วน เยอะเสียจนไม่อยากจะจำเลยทีเดียว ซึ่งอาการเช่นนี้เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกให้เห็นถึงการมีภาระหนี้สินที่มากเกินกว่าคุณจะรับผิดชอบมันได้แล้วล่ะค่ะ จำเป็นอย่างยิ่งที่นับตั้งแต่นี้คุณจะต้องระวังทุกย่างก้าวในการใช้จ่าย และหยุดการสร้างหนี้อื่นใดต่อในทุกกรณีทันทีค่ะ มิเช่นนั้นจะเป็นการยิ่งก่อหนี้สินให้พอกพูนมากขึ้นไปอีกจนท้ายที่สุดแล้วคุณจะไม่สามารถวางแผนการชำระเงินคืนให้แก่เจ้าหนี้ให้ครบได้ตามข้อตกลง ถูกทวงถามเนื่องจากผิดนัดชำระ ซึ่งจะพาให้ประวัติทางการเงินของคุณเสีย และเกิดปัญหาที่ตามมาขึ้นอีกมากมาย ฉะนั้นหากสุขภาพทางการเงินคุณส่งสัญญาณอันตรายที่เข้าข่ายในข้อนี้แล้ว ทางออกเดียวที่พอแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้บานปลายได้นั่นคือคุณจะต้องหยุดสร้างหนี้เพิ่มนับแต่นี้ แล้วรีบขอคำปรึกษาจากทางเจ้าหนี้ของคุณเพื่อร่วมกันหาทางออกโดยด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินที่จะเยียวยาทันค่ะ

คุณเริ่มกู้ยืมเงินมาเพื่อจ่ายหนี้

หนึ่งในวิธีเช็คว่าตัวเองรวยหนี้ไปถึงไหนแล้วนั้นนั่นคือ เริ่มมีการขอกู้เงินจากเจ้าหนี้รายใหม่มาเพื่อทำการจ่ายหนี้สินให้กับเจ้าหนี้ที่เป็นหนี้อยู่เดิมค่ะ บอกได้เลยว่าหากคุณเริ่มกู้ยืมเงินมาเพื่อจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้เดิมของคุณนั่นหมายถึงสัญญาณอันตรายอีกอย่างของการมีหนี้สินท่วมหัวค่ะ วิธีคลาสสิคยอดฮิตของคนรวยหนี่ที่มักถูกงัดขึ้นมาใช้นั่นก็คือ การกู้เงินจากเจ้าหนี้รายใหม่มาเพื่อใช้ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้รายเดิม เพียงเพื่อจะรักษาเครดิตทางการเงินของตนเองเอาไว้นั่นเองค่ะ ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาแต่เป็นการหนีปัญหาเฉพาะหน้าค่ะ เพราะยอดหนี้ของคุณนั้นไม่ได้ลดลงเลย เพียงแค่เปลี่ยนหน้าเจ้าหนี้ใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งผลของการหนีปัญหาหนี้สินด้วยการใช้วิธีการนี้ สิ่งที่ต้องเจอแน่ๆต่อจากนี้ไปนั่นคือ หนี้ไม่หด ซ้ำยังจ่ายหนักเพราะเกิดหนี้หลายทาง ดอกเบี้ยเพิ่มยอดผ่อนเพิ่ม สุดท้ายคือทางตันหมดทางไปต่อหรือที่ชาวบ้านกันว่าอาการงูกินหางนั่นเองค่ะ ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินได้เชียวค่ะ

คุณเริ่มกังวลว่าคนที่บ้านจะเห็นใบแจ้งหนี้ของคุณ

หากว่าคุณเริ่มกังวลว่าคนที่บ้านจะเห็นใบแจ้งหนี้ของคุณ หรือมีอาการไปรษณีย์มาทีไรเป็นต้องรีบโกยใบแจ้งหนี้ตัวเองขึ้นมาซ่อนไว้ก่อน อาการเช่นนี้เป็นสัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณกำลังเป็นหนี้ท่วมหัวแล้วล่ะค่ะ เพราะตัวคุณเองยังรู้สึกว่าไม่ธรรมดากับหนี้สินที่มีอยู่จนต้องออกอาการกลัวคนที่บ้านเห็นกันขนาดนี้ ก็เห็นทีว่าคงต้องรีบหันมาแก้ไขปัญหาหนี้ด่วนจี๋ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปแล้วล่ะค่ะ

อย่าได้นิ่ง ถ้าพบว่ามีสัญญาณเตือน

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ “เปิด 4 สัญญาณอันตรายที่บอกว่ากำลังเป็นหนี้ท่วมหัว” มีสัญญาณข้อไหนที่กำลังส่งหาใครกันบ้างหรือเปล่า? หากว่ามีก็อย่าได้นิ่งนอนใจกันเชียวค่ะ เห็นทีคงต้องรีบเข้าหาเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาหาทางออกก่อนที่ปัญหาจะบานปลายหนักจนยากจะแก้ไข เพราะอย่าลืมว่าสัญญาณที่กล่าวมาข้างต้นนี้ไม่ใช่แค่การมีหนี้ธรรมดาๆ แต่เป็นสัญญาณของการมีหนี้ท่วมหัวค่ะ