คุณเป็นหัวหน้าครอบครัวไหมคะ?  หรือว่ายังเป็นโสดอยู่ ? ไม่ว่ากรณีไหน เมื่อไหร่ที่รายได้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะงานมีน้อย ค้าขายไม่ดี เศรษฐกิจตกต่ำ หรือเพราะมีปัญหาสุขภาพ ย่อมทำให้เกิดความเครียดและความกังวลเป็นเรื่องธรรมดา ในทุกวันนี้ ไม่มีเงินเราก็อยู่ไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน ไปจนถึงเข้านอน เราต้องใช้เงิน ในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารการกิน ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ส่วนบางคนที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือมีสมาชิกในครอบครัวหลายคน อาจจะหนักหน่อย ถึงแม้รายได้จะลดลง ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะต้อง แย่ตามเสมอไปใช่มั้ยคะ ?

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ เราจะเครียด และกังวลมากแค่ไหน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ วิธีคิด และวิธีมองของเรา ถ้าเรามองว่ามันเป็นเรื่อง ของเวลา และเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดล่วงหน้า มันเป็นสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำเกิดขึ้นทั่วโลก เราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ปัญหา ไม่กระวนกระวาย มากเกินไป ถ้าเพื่อนๆคิดได้แบบนี้ เราจะรับมือได้ง่ายขึ้นค่ะ มีหลายคนที่เคยเจอปัญหาแบบนี้มาก่อน ตัวผู้เขียนเอง ก็เคยเจอกับตัวเองมาแล้ว รายได้ลดลงเพราะปัญหาสุขภาพ ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ตอนแรกๆรู้สึกกังวลมากเหมือนกัน แต่ตอนนี้รับมือได้และมีความสุขถึงแม้รายได้จะลดลงก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ในบทความนี้ดิฉันได้นำเอา 5 วิธีที่เคยใช้กับตัวเอง มาฝากเพื่อนๆให้ได้อ่านและลองเอาไปใช้ดูค่ะ 5 วิธีที่ดิฉันใช้ก็คือ  คำนวณค่าใช้จ่าย ,ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต, พร้อมทำงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคย, พอใจกับสิ่งมีที่ในตอนนั้น,  ยอมรับความเป็นจริง  ค่อยๆอ่านไปด้วยกันทีละ วิธีนะคะ เริ่มด้วยวิธีแรกที่ต้องทำก่อน คือ…

1. คำนวณค่าใช้จ่าย

การคำนวณค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำได้ยากในช่วงแรกๆ เพราะเรายังชินกับการใช้จ่ายแบบเดิมๆอยู่ แต่เมื่อถึงคราวที่รายได้ลดลง เราจำเป็นต้องลงมือทำอย่างจริงจังถ้าไม่ทำเราจะมีหนี้ท่วมตัวแน่ๆ ดิฉันมั่นใจว่าเพื่อนๆส่วนใหญ่ต่างก็เคยคำนวณค่าใช้จ่ายของตัวเองมาบ้างแล้ว อาจจะทำเป็นบางครั้งตอนที่วางแผนจะทำอะไร หรือไปไหน เท่านั้นใช่มั้ยคะ ? แต่หลังจากนั้นเราก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้คิดจะทำแบบจริงจัง มาถึงตอนนี้ดิฉันอยากชวนเพื่อนๆมาคิดถึงเรื่องนี้กันอีกครั้งนึงนะคะ..

สิ่งที่เราควรจะทำในขั้นตอนการคำนวณค่าใช้จ่ายนี้ เราต้องเริ่มสำรวจว่า รายจ่ายประจำที่เราต้องจ่ายในทุกเดือนมีอะไรบ้าง ? แน่นอนทุกคนหนี้ไม่พ้น ค่าใช้จ่ายหลักๆในเรื่อง ค่าอาหาร ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ ค่าประกัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายในการพักผ่อนและนันทนาการ และที่สำคัญทุกเดือนเราต้องมีเงินออมด้วย เมื่อเรารู้ว่ามีค่าใช้จ่ายที่แน่นอนอะไรบ้างในแต่ละเดือนแล้ว ขั้นตอนต่อไปเราต้องมาสำรวจเงินเก็บ ว่ามีเท่าไหร่ ? รายได้ต่อเดือนเหลือเท่าไหร่ ? การสำรวจเงินเก็บ และรายได้ที่แท้จริงจะช่วยเรา วางแผนกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำทุกเดือนได้ง่ายขึ้น และระมัดระวังในการจ่ายมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องทำคือ ทำบัญชี รายรับ -รายจ่ายให้ได้ทุกวัน จดรายละเอียดว่า เราจ่ายอะไรไปบ้าง ที่จ่ายไปนั้นจำเป็นมากน้อยขนาดไหน เมื่อประเมินแล้วไม่จำเป็นเราสามารถตัดส่วนนั้นออกไปได้มั้ย ?

ดิฉันเข้าใจเพื่อนๆดีค่ะ เพราะว่าเคยคิดเหมือนกันว่า ยุ่งยาก เสียเวลาจ่ายแล้วก็จบ จะไปลงบัญชีทำไม? ก็เราเป็นคนใช้เอง จ่ายเองทั้งหมดอยู่แล้วนี่ !พอเพื่อนๆได้ลงมือทำจริงๆ มันจะ วุ่นวายแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นแหล่ะค่ะ พอเราเริ่มทำทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน เราจะเริ่มรู้สึกได้ว่า การจดค่าใช้จ่ายมีประโยชน์มากๆ นอกจากจะรู้วิธีจัดการกับค่าใช้จ่ายแล้ว เราจะได้รู้จักนิสัยการใช้จ่ายเงินของตัวเองได้เป็นอย่างดีก็คราวนี้แหล่ะค่ะ!

2. ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต

การปรับเปลี่ยนชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เคยอยู่แบบสบายมาตลอด หรือเป็นคนที่ปรับตัวได้ยาก สำหรับบางคนถือเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสจริงๆจากการที่เราเคยใช้เงินอย่างสบายมืออยากได้อะไร ? อยากไปไหน ? อยากกินอะไร ? เราก็สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่พอรายได้ลดลงทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไปหมดเลย จะต้องปรับเปลี่ยนแผนการใช้ชีวิต และการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมดเลย เพื่อจะทำให้ชีวิตของเราอยู่รอดได้และรับมือได้กับความกังวลความเครียดและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แน่นอนว่าตอนแรกๆเราอาจจะยังไม่ชิน คงจะรู้สึกอึดอัดมากๆ เพราะต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง ในบทความนี้ดิฉันอยากยกตัวอย่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลายคนต้องทำเมื่อรายได้ลดลงเพื่อจะมีความสุขค่ะเช่น..

กินข้าวนอกบ้านตลอด เพราะว่าสะดวกสบายใครๆก็ชอบ ค่าข้าวมื้อนึงก็เป็นร้อยเหมือนกัน แต่พอรายได้ลดลงเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนชีวิตจากการกินข้าวนอกบ้านมาเป็นซื้อกับข้าวมาทำกินเองที่บ้าน ยิ่งครอบครัวมีสมาชิกหลายคนการซื้ออาหารมาทำกินด้วยกันที่บ้านก็จะเป็นทางออกที่ดีและช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ สำหรับบางคน เมื่อทำกับข้าวกินกับครอบครัวแล้วก็สามารถแบ่งกับข้าวเอาไปกินที่ทำงานได้ด้วยก็ทำให้ประหยัดเวลาประหยัดเงินไปได้อีกหลายบาทเลยทีเดียว.

นั่งรถแท็กซี่ ไปทำงานทุกวันมันสะดวก สบาย ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องยืนเบียดกับใคร แต่เมื่อรายได้ลดลงอาจจะต้องปลี่ยนไปขึ้นรถสาธารณะแทน ตอนแรกอาจจะลำบาก ต้องตื่นเร็วขึ้น ต้องอดทนมากขึ้น แต่พอนานๆไปเดี๋ยวก็จะชินไปเองค่ะ.

ดื่มกาแฟสดทุกวัน  เพื่อนๆบางคนชอบไปนั่งตามร้านกาแฟหรูๆ เพราะบรรยากาศมันดี กาแฟอร่อย แต่แน่นอนว่ากาแฟถ้วยหนึ่งราคาก็เกือบ 100 บาทแหน่ะ ! เมื่อรายได้ลดลงเราจำเป็นต้องตัดใจเปลี่ยนจากดื่มกาแฟสดที่ร้านมาเป็น กาแฟ 3 in 1 แทน อาจจะชงจากที่บ้านไป ถึงแม้รสชาติอาจจะไม่ได้อร่อยเท่ากาแฟสด แต่มันทำให้เพื่อนๆประหยัดได้มากเลย นะคะจะบอกให้

ติดแบรนด์เนม ส่วนสาวๆบางคนเน้นเรื่องการแต่งตัว เคยใช้เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แบรนด์เนมมาตลอด เมื่อรายได้ลดลงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากของแบรนด์มาเป็น ของที่คุณภาพดี ราคาถูก ยี่ห้อไม่ดังแทน.

3. พร้อมทำงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

ในชีวิตของคนเราคงจะเคยทำงานไม่กี่อย่าง ที่เราชอบ และถนัด และอาจจะเคยนั่งทำงานในออฟฟิตมาตลอด การจะไปเริ่มทำงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยคงจะเป็นเรื่องยาก ที่ทำให้รู้สึกเครียดไม่น้อยเลยทีเดียว บางคนอาจจะยอมรับไม่ได้ที่ต้องมาทำงานที่รายได้น้อย และงานที่ตำแหน่งต่ำกว่าเดิม  ดิฉันเข้าใจว่าเป็นเรื่องยากกว่าจะทำได้ จำเป็นต้องอาศัยความถ่อมใจมากๆ ค่ะ เมื่อรายได้ลดลง เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องทำใจให้ยอมรับกับงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยให้ได้ เพราะนี่คือทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ เราต้องมองว่า งานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เราอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำ ถ้ารายได้เรายังคงเท่าเดิมอยู่ จริงๆแล้วงานใหม่ที่เราไม่เคยทำมาก่อนดูเหมือนจะยากในตอนแรก แต่พอเราได้เริ่มทำไปสักระยะหนึ่ง เริ่มคุ้นเคย งานใหม่จะกลายเป็นงานที่เรารักเลยก็ได้นะคะ!

4. พอใจกับสิ่งที่มีในตอนนั้น

คนเราเมื่อมีปัญหาในเรื่องเงิน เป็นเรื่องยากมากที่จะยอมรับและรู้สึกอิ่มใจ พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่และพอใจกับรายได้ที่ลดลง ในชีวิตที่มีแต่ความไม่แน่นอน และสถานการณ์ต่างๆในโลกนับวันมีแต่จะแย่ลงไปเรื่อยๆ เราควรจะฝึกตัวเองให้เป็นคนที่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ในตอนนั้นให้ได้ เพราะความไม่แน่นอนย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถ้าเราเป็นคนที่พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อรายได้ลดลงขึ้นมาจริงๆ เราจะรู้สึกว่า มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ร้ายแรงอะไรมากมาย เราจะไม่รู้สึก เครียดและกังวลมากเกินไป บางคนเคยใช้จ่ายอย่างสบาย แต่พอรายได้ลดลง และมีหนี้ต้องชำระ ไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจเอาไว้ก่อน รับมือไม่ได้ ถึงกับช็อคจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าเลยก็มี จริงๆแล้ว การเป็นคนรู้จักพอใจกับสิ่งที่มีอยู่จะทำให้เราเป็นคนที่มองทุกอย่างในแง่บวกมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น เพราะความสุขที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการอิ่มใจ พอใจ กับสิ่งที่มีอยู่ในแต่ละวันมากกว่า!

5. ยอมรับความเป็นจริง

เพื่อนๆเคยได้ยินมั้ยคะว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ! ไม่ว่าเราจะทำอะไร หรือคิดอะไร เรามักจะหนีความจริงไม่พ้น เพราะความจริงเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตของคนเรา ความจริงจะทำให้เรารู้จักตัวเอง และรู้จักคนอื่นมากขึ้น ในทุกวันนี้คนเรามักจะยอมรับความเป็นจริงไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ฐานะทางการเงิน สุขภาพ รูปร่างหน้าตา การเปลี่ยนแปลง บางคนยอมรับความจริงไม่ได้ จึงพยายามหลอกตัวเองโดยการใช้ชีวิตเหมือนเดิมพอเงินไม่พอจ่าย ก็เริ่มเอาเงินในอนาคตมาใช้จ่าย ในที่สุดก็กลายเป็นหนี้เป็นสินท่วมตัว ดังนั้นการยอมรับความเป็นจริงให้ได้ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรก็แล้วแต่ จะทำให้เรามีทางออกที่ดีเสมอ เราจะมองทุกอย่างตามความเป็นจริง และใช้ชีวิตได้ตามปกติ และมีความสุขได้ ไม่ว่ารอบตัวจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเราก็จะยังสามารถยิ้มได้เสมอค่ะ.

ความสุขสามารถหาได้ด้วยตัวเอง

ชีวิตของคนไม่แน่นอน และช่วงชีวิตก็แสนสั้น และเต็มไปด้วยปัญหา ความยุ่งยากวุ่นวาย ดังนั้นสิ่งที่ควรจะทำและหาให้กับตัวเองก็คือ  ความสุข  อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า ความสุขคืออะไร ? ความหมายที่แท้จริงของความสุขของคนเรานั้นจะแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่แล้ว การที่คนๆนึงจะบอกได้ว่าตัวเองมีความสุขหรือไม่ มักจะขึ้นอยู่กับ วิธีคิด และวิธีมอง และความพอใจ กับสิ่งที่มี และกับสิ่งที่เป็นอยู่ ที่พูดแบบนี้ก็เพราะดิฉันเห็นว่าบางคนถึงแม้จะมีเงิน มีบ้าน มีรถ มีงานที่ดีทำ มีสุขภาพดี แต่ก็ยังไม่มีความสุขซึ่งตรงกันข้ามกับ บางคนที่บ้านเช่า ข้าวก็ซื้อ หาเช้า กินค่ำ แต่ก็มีความสุขได้ทุกวัน แสดงว่า คำว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยจริงๆ!

สำหรับตัวผู้เขียนมองว่า ความสุข คือ สภาพของจิตใจและหัวใจของคนเราที่ มีความหวัง และรู้ว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร?  อนาคตจะเป็นอย่างไร ? และเป็นคนที่รู้จักการให้และการแบ่งปัน และเป็นคนที่รู้จักสำนึกบุญคุณ และใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยสติ และรอบคอบเสมอ ความสุขในมุมมองของผู้เขียนเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ  สมบัติวัตถุ  เงินทอง แต่ขึ้นอยู่การ ค้นหาคำตอบของชีวิตให้เจอ !  แล้วเราจะพบว่า ความสุขที่แท้จริงที่เราต้องการนั้นคืออะไรค่ะ?