"สะดวกคุ้ม สนุกครบ จบในบัตรเดียว" คำกล่าวนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริง ซ้ำยังอยู่ในเทรนด์ที่กำลังมาแรงด้วย คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก 'บัตรแรบบิท' นั่นเอง. เราทุกคนยอมรับว่าการใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างสะดวกสบายนั้น ต้องการผู้ช่วยที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอลนี้ในแบบที่น่าวางใจและเชื่อถือได้.โดยบทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่เราควรรู้เกี่ยวกับบัตรแรบบิทที่น่าเป็นเจ้าของมาไว้ที่นี่แล้ว.

rabbit card

rabbit card

บัตรแรบบิท คืออะไร?

บัตรแรบบิท (Rabbit Card) ก็คือ ระบบสำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ แบบแรกในประเทศไทยที่มีการร่วมมือกันในการชำระตั๋วร่วมระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอสและระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ ตลอดจนถึงใช้ในการซื้อสินค้าและบริการชั้นนำต่างๆที่ครอบคลุม และ ตอบสนองต่อทุกการใช้จ่ายของคุณให้ง่ายและสะดวกมากขึ้นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับยุคชาวเมืองในปัจจุบัน. ซึ่งบัตรแรบบิทแบบนี้ก็ยังแบ่งในหลายๆประเภทที่เหมาะสมตามการเลือกใช้งาน 5 ประเภท ดังนี้

1.บัตรแรบบิทมาตรฐาน ที่ใช้กันโดยทั่วไปจะแบ่งผู้ใช้ออกเป็น 3 กลุ่มจากอายุได้แก่ บัตรแรบบิทสำหรับบุคคลทั่วไป บัตรแรบบิทสำหรับนักเรียน-นักศึกษา(ไม่เกิน 23 ปี) และ บัตรแรบบิทสำหรับผู้สูงอายุ(60ปีขึ้นไป) โดยมีราคาเท่ากันคือ 200 บาท(แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมการออกบัตร 100 บาทและจำนวนเงินภายในบัตร 100 บาท) แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ -แรบบิทมาตรฐาน แบบที่ 1 เป็นแบบไม่มีค่ามัดจำบัตรใดๆ ออกได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารบีทีเอสทุกสถานีได้เลย -แรบบิทมาตรฐาน แบบที่ 2 บัตรประเภทนี้ จำหน่ายในราคา 200 บาท (ราคารวมค่าธรรมเนียมการออกบัตร 100 บาท* และ มูลค่าเริ่มต้นในบัตรแรบบิท 100 บาท พร้อมในการใช้งาน) 2.บัตรแรบบิทมาตรฐานเพื่อการโฆษณา คือ บัตรแรบบิทรูปแบบพิเศษสำหรับ หน่วยงาน, ผู้สนับสนุน และพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าหรือองค์กรผ่านทางหน้าบัตรแรบบิท ซึ่งบัตรประเภทนี้สามารถออกบัตรได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ทุกสถานีซึ่งสามารถร่วมเป็นผู้สนับสนุน หรือ พันธมิตรทางธุรกิจนั้นๆ 3.บัตรแรบบิทพิเศษ -เป็นรูปแบบพิเศษที่ออกจำหน่ายในจำนวนจำกัดโดย ทางบริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด เป็นผู้ให้บริการระบบบัตรแรบบิทนี้ -ออกวางจำหน่ายเพื่อเป็นของที่ระลึกหรือของในการสะสมเนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ -อาจมีการวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ อาทิเช่น บัตร ในรูปแบบสินค้า หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ 4.บัตรแรบบิทสำหรับองค์กร เป็นรูปแบบเฉพาะ สำหรับใช้ในองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการออกแบบบัตรแรบบิทเป็นของตัวเองเพื่อใช้งานเป็นหมู่คณะ. 5.บัตรแรบบิทร่วมแบรนด์ ทำการออกโดยสถาบันการเงินหรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการผนวกประโยชน์ใช้สอยของบัตรแรบบิทเข้ากันกับบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัตรและอุปกรณ์ชนิดอื่นใด

ข้อดีของบัตรแรบบิท

-เป็นระบบ แห่งแรกระบบเดียว ที่ที่รับรองการชำระเงินตั๋วทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอสและระบบเครือข่ายขนส่งมวลชนอื่นๆ อีกทั้งยังชำระสินค้าและบริการทางร้านค้าต่างๆได้อย่างสะดวก. -ช่วยให้เราสะดวกรวดเร็วขึ้นในการเติมเงินหรือซื้อตั๋วโดยสาร ทั้งแบบรายเดือน เที่ยวเดียว ไม่ต้องเข้าแถวแลกเหรียญอีกต่อไป. -สะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องเสียเวลากดเงินที่ตู้เอทีเอ็มเป็นจำนวนเยอะ เพราะสามารถใช้บัตรแรบบิทแทนเงินสดได้เลย. -ปลอดการชำระค่าธรรมเนียมรายปี -รับเพิ่มในด้านสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นดีๆมากมายจากร้านค้าชั้นนำทั่วไป จากโปรแกรม “แรบบิทรีวอร์ส” -ชำระเงินได้ตรงตามจริงถึงหน่วยสตางค์ -เติมเงินและใช้งานได้แม้แต่มือใหม่ -สามารถประยุกต์ใช้ในการระบุตัวบุคคล หรือเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและควบคุมการเข้า/ออกอาคารและสถานที่.

บัตรแรบบิทใช้ที่ไหนได้บ้าง

สำหรับใช้จ่ายชำระค่าโดยสาร ทำได้ง่ายๆ โดย เมื่อเดินทางใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสหรือระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ ที่รองรับการใช้บัตรแรบบิท เพียงแตะบัตรแรบบิท ที่เครื่องอ่านแล้วรอสัญญาณดัง ค่าโดยสารจะถูกหักออกจากยอดเงินในบัตรแรบบิทโดยอัตโนมัติทันที เมื่อออกจากสถานีปลายทาง และในกรณีที่มีเที่ยวการเดินทางอยู่ในบัตรแรบบิท ระบบจะหักเที่ยวเดินทางก่อน หากเที่ยวเดินทางหมดหรือหมดอายุ ค่าโดยสารจึงจะถูกหักจากยอดเงินสะสมในบัตรแรบบิทต่อไป.และมีร้านค้าที่สามารถใช้บัตรแรบบิทชำระแทนเงินสดได้ ทั้งหมดกว่า 115 ร้านแบ่งในหม่วดหมู่ เช่น ร้านค้า ปั้มน้ำมันและขนส่ง, ศูนย์อาหาร ,สุขภาพและความงาม, ไลฟ์ส"ไตล์และบันเทิง อาทิเช่น McDonald’s, Burger King, Auntie Anne’s, Baskin Robbins, Coffee Today, Dairy Queen, Dunkin’ Donuts, ka-nom, KIN Donburi Café, Krispy Kreme, HKN, Ochaya, Starbucks, Subway,Tesco Lotus Express, TCDC, SF, Loft,mini Big Cและ Karmart เป็นต้น

บัตรแรบบิทซื้อจากที่ไหน

เรียกได้ว่าสะดวกสุดๆ เพราะเราสามารถมีบัตรแรบบิทในครอบครองได้ จากการซื้อหาที่ สถานี BTS ทุกแห่ง รวมถึงร้านค้าชั้นนำ เช่น ร้านแมคโดนัลด์(McDonald’s)และได้รับกาแฟฟรี หรือแม้แต่การมีบัญชีผูกกับบัตร ATM หรือ บัตรเครดิตบางธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ เป็นต้นหรือทางเลือกพิเศษเช่นไลน์เพย์ทางสมาร์ทโฟนและเปลี่ยนซิมโทรศัพท์มือถือให้รองรับนั่นเอง

เติมเงินบัตรแรบบิทอย่างไร

-ในส่วนของการเติมเงินนั้นก็ทำได้ง่ายมากๆ เพียงเราติดต่อห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีใดก็ได้ หรือผู้ให้บริการเติมเงินที่ได้รับอนุญาต ที่มีสัญลักษณ์เติมเงินของบัตรแรบบิท. -กำหนดให้เติมเป็นจำนวนเท่าของ 100 บาท (เติมเป็นจำนวนเต็มโดยเพิ่มได้ทีละ100 บาท อาทิ 100, 500, 1,200 บาท เป็นต้น) โดยมูลค่ารวมต้องไม่เกิน 4,000 บาท. -ยอดเงินที่เติมเข้าไปแล้วจะเก็บเป็นยอดเงินสะสมในบัตรแรบบิท พร้อมสำหรับการใช้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสและระบบขนส่งมวลชนอื่นๆที่รองรับ รวมไปถึงสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าและสถานบริการชั้นนำที่รองรับการใช้บัตรแรบบิท ได้ทันที ซึ่งสำหรับรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ สามารถเติมเที่ยวการเดินทางลงในบัตรแรบบิทได้อีกด้วย. -สามารถเติมเงินเข้าบัตรแรบบิทผ่านทาง Tesco Lotus Express, mini Big C, McDonald’s, McCafé, The Mall Foodhall, Food Park และ MBK Food Island ได้อีกด้วยเช่นกัน.

ดังนั้น ในตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่า บัตรแรบบิท เป็นระบบที่สามารถไว้วางใจได้จริงๆในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ชีวิตคนเมืองที่รีบเร่งได้สิทธิ์ที่ประโยชน์. เจ้าบัตรแรบบิทที่แสนฉลาดนี้จึงมีข้อดีมากมายให้เราได้ตัดสินใจที่จะลองใช้ รวมถึงทราบรายละเอียดในสถานที่ใช้จ่ายและการสะสมแต้ม ลดราคาสินค้า โปรโมชั่นดีและเด็ดมากมายที่รออยู่. จึงควรรีบซื้อรีบหามาลองดูนั่นเอง.