เพราะทุกวันนี้ แนวโน้มในการซื้อของออนไลน์ของผู้บริโภคโตขึ้นทุกปีๆ ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หลายต่อหลายคนต้องการความสะดวกและความรวดเร็วมากกว่าแต่ก่อน และมันทำได้จริง ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสก็มีแมสเซนเจอร์มาส่งสินค้านั้นตรงถึงหน้าบ้านเราแล้ว ด้วยการขายออนไลน์ในปัจจุบัน!! แต่ถ้าจะถามถึงแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ยอดฮิต ที่ติดตลาด เคยใช้พรีเซ็นเตอร์ชื่อดังอย่าง ณเดชน์ ญาญ่า มาเต้นและร้องเป็นเพลง หรือนักบอลชื่อก้องอย่าง คริสเตียนโน โรนัลโด เพื่อเพิ่มความเป็น Iconic ระดับโลก ทำให้หลายคนไม่มีใครไม่รู้จัก แอพพลิเคชั่นสีส้มๆ ที่ครองตลาดได้แบบรวดเร็ว อย่าง Shopee

คุณล่ะ!? กำลังใช้งานเจ้าแอพฯนี้อยู่ไหม หรือกำลังอยากลองขายกับเขาดูบ้าง เผื่อธุรกิจออนไลน์จะเป็นเรื่องไม่ไกลฝันเราบ้าง ซึ่งตามลำดับแล้ว สินค้าที่ขายดีที่สุดเป็น 5 อันดับแรกของ Shopee ก็คือ :

  • อันดับ 1 หมวดสินค้าแฟชั่น
  • อันดับ 2 หมวดสุขภาพและความงาม
  • อันดับ 3 หมวดเครื่องใช้ในบ้าน, มือถือและอุปกรณ์เสริม
  • อันดับ 4 หมวดไลฟ์สไตล์ต่างๆ และอันดับ 5 เป็นพวกสินค้าแบรนด์ดัง.. หากเรารู้ตลาดแบบนี้ วิธีเริ่มต้นมันก็ไม่ยากเลย บทความนี้ อยากจะชวนมือใหม่อย่างเรา มารู้จักวิธีในการใช้งาน Shopee เพื่อเริ่มธุรกิจออนไลน์ รวมทั้งเทคนิคดีๆเพื่อเพิ่มยอดขาย ซึ่งเราก็เริ่มได้ไม่ยาก มาดูกันเลย!

วิธีเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ด้วย Shopee

เมื่อ Shopee เป็นทั้งแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่เอามากๆ และยังเป็นออนไลน์แพลตฟอร์มที่ทำให้เรามีพื้นที่สำหรับโอกาสในการขาย และเพิ่มรายได้ให้กับเรา ข้อควรระวังก็แค่ข้อเดียว คือ สินค้าของเราต้องไม่อยู่ในรายการสินค้าห้ามขาย ที่ Shopee กำหนด อย่างพวกสินค้าผิดกฎหมายหรือสินค้าอันตราย จากนั้นเราก็แค่ยื่นยันด้วยหมายเลขโทรศัพท์ แล้วก็เริ่มต้นการทำธุรกิจออนไลน์ไปกับ Shopee ได้เลย ซึ่ง วิธีการเริ่มขายนั้นก็ทำได้ง่าย ๆ ใน 4 ขั้นตอน คือ

  1. ไปที่แท็บ “ฉัน” ทางมุมล่างสุด ด้านขวามือ จากนั้น เลือกคำว่า “เริ่มขาย” ที่อยู่มุมซ้ายสุด ด้านบน
  2. คลิกแท็บ  “เพิ่มสินค้า” หลังจากนั้น ถ่ายรูปสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการขาย หรือเพิ่มรูปภาพที่น่าเชื่อถือลงไป อาจมาจากใน Instagram หรือคลังภาพของเรา โดยสินค้า 1 รายการ เราสามารถเพิ่มรูปภาพได้ถึง 9 ภาพด้วย
  3. เมื่อเลือกรูปภาพเสร็จแล้ว ให้ใส่รายละเอียด เกี่ยวกับ หมวดหมู่ , ชื่อสินค้า , รายละเอียดและราคา , เพิ่มแฮ็ชแท็ก หรือจำนวนสินค้าที่อยู่ในคลัง โดยเราอาจเลือก เปิดการใช้งาน “เตรียมส่งนานกว่าปกติ” หากต้องการตั้งระยะเวลาในการเตรียมพัสดุระหว่าง 7-20 วัน แต่ถ้าเราปิดการใช้งาน “เตรียมส่งนานกว่าปกติ” ระยะเวลาที่จะเตรียมพัสดุเพื่อส่งจะอยู่ที่ 2 วัน
  4. คลิก “ส่ง” เพิ่มการเริ่มขายสินค้าของเราใน Shopee และอย่าลืม คลิก “ป้อน” เพื่อใส่บัญชีธนาคารในการให้ Shopee ดำเนินการโอนเงินค่าสินค้ากับเรา เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์
 เมื่อเรามีร้านออนไลน์เป็นของตัวเองแบบนี้ ลงทะเบียนเป็นผู้ขายกับ Shopee ก็สำเร็จเสร็จสิ้นโดยดี เราก็สามารถโพสต์ขายสินค้าชิ้นแรกกันได้ โดยเทคนิคการโพสต์แบบน่าดึงดูด เราก็จะใส่ใจในครั้งต่อๆไปได้อีก เช่น การใช้รูปสินค้าชัดๆ มีหลายมุม หรือการเลือกแบคกราวน์ก็ควรเป็นสีพื้นๆเรียบๆ เพื่อดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น. ในส่วนของการเลือก Keyword นอกจากเราจะมีชื่อสินค้าหรือชื่อแบรนด์แล้ว เราก็อาจเพิ่มสิ่งที่คิดว่าลูกค้าน่าจะเสิร์จหา พร้อมคำบรรยายสินค้าไปด้วย ยิ่งจะช่วยให้สินค้าของเราถูกมองเห็นได้มากขึ้นด้วย

ในเรื่อง Status ของร้าน เราก็ต้องเพิ่มความน่าสนใจให้ดู Active ตลอดเวลา เพราะนอกจากชื่อ รูปภาพ และคำบรรยายของสินค้า อีกสิ่งหนึ่งที่จะถูกแสดงในโพสต์ของสินค้าด้วย ก็คือ สเตตัสของร้านค้า ว่าเราออนไลน์ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เราจึงควรหมั่นเปิดแอพฯ เข้ามาบ่อยๆ ให้ดูสเตตัสว่า ร้านของเรา Active อยู่นะ และมีตัวตนอยู่จริง หรืออาจสร้าง คูปอง โค้ดส่วนลด ไว้ด้วยในเมนู Seller Center ทั้งวางแผนในการจัดลดราคาตามเทศกาลต่างๆ ตามแคมเปญ ของ Shopee ให้ทันพวกแคมเปญประจำวัน ประจำสัปดาห์ หรือแคมเปญประจำเดือน เป็นต้น

สำหรับออเดอร์ที่มีการสั่ง เราก็สามารถใช้ฟีเจอร์แชท ในการพูดคุยกับลูกค้า เพื่อถามไถ่ความพึงพอใจเรื่องการบริการ และขอดาว ขอรีวิวดีๆ จากลูกค้า เมื่อเราใส่ใจและสร้างความประทับใจที่ดีแบบนี้ไว้ ร้านของเราบน Shopee ก็จะได้รีวิวดีๆ หรือดาวเยอะๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าคนต่อไปไปด้วย ถือเป็นสิ่งที่คนช็อปปิ้งจะมองหา ทั้งยอดการส่งสำเร็จว่ามีจำนวนสูงๆไหม เพื่อตัดสินใจสั่งซื้อ พอๆกับระดับราคาสินค้าเลยล่ะ

รูปแบบในการใช้งาน

เมื่อเราทราบวิธีการเริ่มต้นขายไปแล้ว เราต้องรู้จักรูปแบบในการใช้งานด้วย เพื่อสร้างความคุ้นเคย ต่อเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นตัวนี้ เพราะ shopee ถือเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการทำให้เราขายของได้ง่ายขึ้น  เหมือนการตั้งร้านขายของอยู่หน้าบ้าน แต่เราทำได้ในตลาดออนไลน์ พร้อมฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นไปเรื่อยๆ ยี่งทำให้การขายของเราใน shopee นั้นมีโอกาสสร้างรายได้อีกเป็นกอบเป็นกำ หากใครยังมีข้อสงสัยบ้างอยู่ เราก็จะมาตอบไปทีละเรื่อง เช่น

ขายของ ใน shopee ยากไหม เสียเงินรึป่าว?

คำตอบ :  การขายของผ่าน shopee ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่มีการโพสต์รูปภาพ ใส่รายละเอียด และตั้งราคาขายไว้ ผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น เราก็สามารถเริ่มการขายได้ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการสมัคร

การจัดส่งเราสามารถทำได้ช่องทางไหนบ้าง?

คำตอบ : ถ้าเราต้องการขายสินค้าในส่วนของ Shopee Mall จะต้องผ่านเกณฑ์ในการให้สิทธิ์ผู้ซื้อในการคืนสินค้าได้ภายในระยะเวลา 15 วัน และมีฟรีค่าจัดส่งอย่างน้อยในหนึ่งช่องทาง ตามที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์กำหนด ส่วนลักษณะการส่งของจะมี ไปรษณีย์ลงทะเบียน , EMS , Kerry และ ผู้ขายทำการจัดส่งเอง เป็นต้น

ค่าส่งของ Shopee คิดเรตการส่งอย่างไร?

คำตอบ : เบื้องต้นแล้ว ค่าส่งของสำหรับการสั่งใน Shopee เราอาจต้องกำหนดมาก่อนว่าประมาณเท่าไหร่ ซึ่งในส่วนของ Shopee จะออกค่าจัดส่งให้ 30 บาท สำหรับผู้ซื้อที่มียอดครบ 250 บาท หรือตามโปรโมชั่นที่กำหนด เมื่อลูกค้าได้กด ‘รับสินค้า’ เราจะได้เงินค่าสินค้าและเงินค่าส่งจาก Shopee 30 บาทนั้น แต่หากผู้ซื้อ ซื้อไม่ถึงยอดขึ้นต่ำ 250 บาท ผู้ซื้อจะต้องออกค่าจัดส่งเอง เราที่เป็นผู้ขายก็จะได้ค่าจัดส่งแบบเต็มจำนวนจากผู้ซื้อ

การขายสินค้าใน shopee ได้รับเงินอย่างไร?

คำตอบ : เราที่เป็นผู้ขายจะได้รับเงินหลังจากที่ลูกค้ากด “รับสินค้า” ในเวลา 3 วัน แต่หากลูกค้าไม่ได้กดรับสินค้า และทาง shopee เองได้รับการอัพเดตการส่งจากไปรษณีย์ไทยหรือ Kerry ว่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว Shopee ก็จะทำการกระตุ้นลูกค้าให้กดรับสินค้าให้เราในเวลา 3 วัน หรือหากเพิกเฉย ทาง shopee ก็จะโอนเงินให้เราเลยโดยอัตโนมัติ ด้ยรูปแบบการโอนเงินให้ผู้ขายสินค้า ผ่านระบบ My Wallet by Airpay  ตามรอบโอนเงินของ Shopee แล้วเงินจาก Wallet นี้ก็จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของเราที่ผูกไว้กับระบบ

เทคนิคในการเพิ่มยอดขาย

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่อย่างเรา จะมีกลยุทธ์อย่างไรบ้างในการกระตุ้นยอดขาย ใช้คูปองลดราคาตอนไหน เพื่อปิดการขาย แน่นอนว่าราคาส่วนลดแต่ละครั้งนั้น เราไม่ควรตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่ควรทำในแบบที่สอดคล้องกับคลังสต็อคสินค้าของเรา และเทคนิคสร้างความประทับใจต่อสินค้าเรา ยิ่งเพิ่มเข้าไปด้วยแคมเปญเร่งด่วนหรือเวลาที่จำกัด ยิ่งทำให้ลูกค้ากลัวพลาดของดี หรือเสียโอกาส แนวคิดแบบนี้จึงถือว่าจำเป็นต่อกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายของเรา เช่น

  • ลูกค้าส่วนใหญ่สนใจ โปรโมชั่นลดราคากว่า 50 % ของสินค้าประเภทเดียวกัน หรือมีราคาป้ายที่เท่ากัน มากกว่าส่วนลดที่เราให้เลย 33 % ตามราคาป้ายในชิ้นเดียว
  • ลูกค้าจะมองส่วนลด on-top 25% หลังจากที่เราลดราคาในครั้งแรก 20 % แล้ว มากกว่าการลดราคาสินค้าไปครั้งเดียวเลย 40 % ทั้งๆที่มีผลลัพธ์เดียวกัน
  • ในส่วนของป้ายราคา ถ้าเราลดราคา 10 บาทสำหรับราคา 50 บาท ลูกค้าจะถือว่าคุ้มกว่า การลด 10 บาท สำหรับราคา 100 บาท ดังนั้น ถ้าเราจะลดราคาหลักสิบ ก็ไม่ควรนำมาลดพร้อมกับสินค้าที่มีราคาสูง
  • ความสำคัญในการใช้คำ ถ้าเราพูดว่า ประหยัดไปได้ 50 บาท จะดีกว่า ได้ส่วนลด 50 บาท ถือเป็นการดึงดูดความสนใจด้านความรู้สึกได้
  • ราคาส่วนใหญ่ชอบลงท้ายด้วยเลข 9  แต่จะเหมาะมากกว่าสำหรับสินค้าราคาไม่แพง เพราะถ้าเราใช้กับสินค้าที่ระดับสูงหรือหรูกว่า การลงท้ายราคาด้วยเลข 9 ลูกค้าอาจมองภาพลักษณ์เราลดลงได้
  • ระยะเวลาในการลดราคาสินค้าส่วนใหญ่แล้วไม่ควรเกิน 2 สัปดาห์ ยิ่งร้านค้าออนไลน์ยิ่งต้องระวังในการยืดระยะเวลาการลดราคาสินค้า เพื่อการปิดการขายให้เร็วที่สุดด้วย
  • การกำหนด ราคาส่วนลดสำหรับลูกค้าใหม่ เพื่อดึงความสนใจมาสู่สินค้าเรา และการกำหนด ราคาส่วนลดตอบแทนลูกค้าเก่า เพื่อมองว่าเขาเป็นคนสำคัญของเราอยู่ ก็ทำได้ตามความเหมาะสมด้วย

ขายใน Shopee ให้ปัง และโปรโมทอย่างมืออาชีพ...เราก็ทำได้!

หนึ่งในธุรกิจที่คนส่วนใหญ่เลือก เพื่อทำควบคู่ไปกับงานประจำ หรือทำเป็นอาชีพเสริม ก็คือ การขายของแบบออนไลน์ ด้วยช่องทาง Social Media แบบต่างๆ อย่าง Facebook , Instagram หรือ LINE  แต่ช่องทางที่สีสันแสบตา และดึงดูดความสนใจอีกตัวนึง เหมือนที่คุยกันไป ก็คือ Shopee นี่ล่ะ ซึ่ง shopee จัดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่หนาแน่นไปด้วยแม่ค้าพ่อค้า เพราะจุดเด่น อยู่ที่ขั้นตอนในการสมัครเป็นผู้ขายที่ง่ายๆ และไม่ซับซ้อน มีระบบ Coin ที่ดึงดูดความสนใจให้ลูกค้า เปิดแอพฯขึ้นมาใช้ง่านบ่อยๆ และ ระบบ Buyer protection ในการกดยืนยันรับสินค้า/ยังไม่ได้ยืนยัน เพื่ออนุมัติเงินค่าสินค้าให้กับร้านค้าได้อย่างปลอดภัยขึ้นไปอีก ถือว่าเข้าตาและโดนใจผู้ใช้ไปอย่างสวยงาม

ดังนั้น เราสามารถเริ่มการขายใน Shopee ได้เลยในตอนนี้ ไม่ต้องไปลังเลแล้ว เพื่อสร้างโอกาสก่อนรวยก่อน หรือถึงใครกังวลเรื่องการโปรโมท เราก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยกลยุทธ์จัดวางหน้าร้าน ด้วยรูปภาพที่ดี มีรายละเอียดของสินค้า ร้านดูน่าวางใจและสวยงาม ด้วยการแสดงข้อมูลสำคัญของร้านค้าอย่างโปรโมชั่น , วิธีการจัดส่งสินค้า , วันที่จัดส่งสินค้า หรือช่องทางการในติดต่อที่ทักได้ ตอบเร็ว ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายเหมือนที่คุยกันไป แล้วอนาคตทางการค้าของเราก็จะไม่อยู่ไกลเกินฝันแน่อน!