หลายๆคน เมื่อรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำอยู่ รู้สึกหมดไฟ คิดว่าไม่ตอบโจทย์ในชีวิตเลย หรือคิดว่าอาจไม่มีโอกาสเลื่อนขั้น และถ้าอยู่ต่อไปรายได้แบบนี้คงจะไม่พอในอนาคต ก็เลยคิดว่า การออกจากงานประจำ มาเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว อาจเป็นแผนที่ผุดขึ้นมาในใจและคิดว่าอาจดีที่สุด ความจริงแล้วเป็นอย่างไร คุ้มกว่าจริงๆมั้ย?! แน่ล่ะ เมื่อเราอ่านหนังสือ หรือมีคนที่รู้จักแนะนำให้ทำ เขาอาจทำควบคู่กันไปทั้ง 2 อย่างก็ได้ ทั้งงานประจำ และ ธุรกิจส่วนตัว หรือมองว่าโอกาสในความสำเร็จหรือร่ำรวยส่วนใหญ่ ก็มาจากการออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัวนี่ล่ะ แต่สิ่งที่เขาอาจไม่ได้เล่าต่อ คือความเสี่ยงที่ต้องเผชิญจริงๆนี่ล่ะ เพราะการตัดสินใจเร่งด่วนโดยไม่ชั่งน้ำหนักดูก่อน อาจทำให้เราเจอปัญหา หรือความท้าทายที่หนักอับดับต้นๆในชีวิตก็ได้ บทความนี้จึงอยากจะชวนเรามาตรวจสอบสถานะของตัวเองไปด้วยกันว่า ถ้าเราต้องการออกจากงานประจำ มาเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเช็คอะไรบ้างหรือมันคุ้มกว่าจริงหรือเปล่า มาดูได้เลย

เงินทุนของตน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องฐานเงินเดือนก็เป็นตัวแปรหลักๆในการตัดสินใจ. เพราะทุกวันนี้ สังคมของเราค่าครองชีพก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เงินเดือนจึงเป็นรายรับที่ทำให้เรามีต้นทุกในสังคมที่ทำให้อยู่รอด และหล่อเลี้ยงชีวิตกันเดือนต่อเดือน แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ การเดินทางและระยะเวลาของงาน รวมถึงสภาพสังคมในที่ทำงานก็อาจทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะทุบหม้อข้าวของตนในจุดนี้ แล้วมาลองดูสักตั้งกับธุรกิจที่วาดฝัน

แต่เงินทุนของเราเป็นอันดับต้นๆเลยที่ต้องการการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะถ้าไม่มีเงิน ก็อยู่ยากใช่ไหมล่ะ! ดังนั้น เราต้องวางแผนให้พร้อมเรื่องเงินทุนในการใช้ชีวิต 3 - 6 เดือนแรก ที่อาจจะว่างงาน ถ้าไม่มีเงินมาใช้จ่ายในช่วงนี้ เพราะรายรับจะขาดไป แต่รายจ่ายไม่ขาดตาม จึงต้องคิดล่วงหน้าโดยเอาค่าใช้จ่ายรายเดือนปกติของเราคูณด้วยจำนวนเดือนเผื่อเหลือเผื่อขาดให้ดี ต่อมาก็คือ เงินทุนให้การเริ่มต้นธุรกิจ โดยจำนวนนี้ มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจที่เรากำลังเล็ง และเป็นก้อนสำคัญที่จะช่วยเรากำหนดว่าการกลับมาทำงานประจำอาจจะคุ้มกว่าหรือป่าว! เพราะถ้าเงินก้อนนี้ไม่เพียงพอก็อย่างพึ่งลาออกเลยจะดีกว่า

บางคนคิดว่าการออกจากงานจะเพิ่มรายรับของเราได้ แต่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป หากเรามาคิดถึงรายได้ต่อปี เพราะสิ่งหลักๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือโบนัสและสวัสดิการที่แตกต่างกันไปตามแต่ละที แต่หากเรามีการวางแผนค่าใช้จ่ายดีๆ และมองดูภาพรวมที่เกิดขึ้นของแต่ละเดือน ทั้งปีก็จะช่วยประเมินความเสี่ยงได้ดีหากคิดออกจากงานประจำมาเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว รวมถึงเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินยามเจ็บป่าวย ถ้าเงินทุนชีวิตเหล่านี้ยังไม่นิ่ง การทำงานประจำต่อไปอาจดีกว่าก็ได้

ความเข้าใจในแผนธุรกิจ

ความฝันกับความจริง บางครั้งมันแยกยาก เพราะเมื่อความอยาก เข้ามาเป็นตัวแปรที่เริ่งปฎิกิริยา อาจทำให้ฝันของเราอาจยังไม่ใกล้เคียงความจริงเอาได้ เช่น การเขียนลักษณะของธุรกิจออกมาดูด้วย หรือยังเป็นความคิดอุ่นๆอยู่ในหัว ถือว่าแผนธุรกิจของเรายังคงไม่เป็นเรื่องเป็นราวหรือครอบคลุมเท่าที่ควรได้

การเข้าใจแผนธุรกิจคือการที่เราสำรวจมาแล้ว มีทั้งแนวทางการแก้ปัญหาและข้อดีข้อเสียของกิจการ เช่น ถ้าเราต้องการลาออกจากงานประจำ มาเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว ก็ควรมองหาสินค้าหรือบริการแนวที่คิดมาอย่างดี เจ๋งพอ เพื่อทำจะต่อสู้ในตลาดและอยู่รอดได้นานที่สุด ไม่ใช่แค่ตามกระแส มาไวไปไว ไม่คืนทุนหรือพาเราไปจุดคุ้มทุน ก็ถือว่าเรายังไม่เข้าใจในแผนธุรกิจพอเอาได้ เพราะถ้าเป็นสินค้าที่ต้องคิดใหม่ตลอดเวลา นานไปเข้านอกจากไม่เพิ่มกำไร ยังพาเราเหนื่อยไปด้วย แต่ถ้าแก้ปัญหาล่วงหน้าด้วยแผนธุรกิจที่คิดมาดี ก็อาจเป็นทางที่ทำกำไรให้เราอย่างงดงาม 2-3 เท่าไปเลยก็ได้

คอนเน็กชั่นที่มี

เราเห็นได้จริงว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่มีพนักงานเยอะๆ มีการทำงานร่วมกันของหลายๆฝ่าย ความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญ มีความสบายใจในสังคมนั้นๆ และเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าขององค์การ ทำให้เรารู้ว่ามุมมองที่เป็นมิตรและการมีความสัมพันธ์กับผู้คนเป็นเทคนิคที่สำคัญ ไม่ว่าเราทำงานประจำอยู่หรือออกมาเริ่มธุรกิจเลยล่ะ

เราจึงต้องกลับมามองดูทางของเราอย่างดี เพราะการทำอะไรคนเดียวมันเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามีแรงหนุน หรือคอนเน็กชั่นที่ซับพอร์ต พร้อมๆก้บหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ พร้อมให้ความช่วยเหลือเรา มันคงจะอุ่นใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ!? เพราะธุรกิจของจริงอาจมีด้านที่เราไม่ถนัดเข้ามาให้รับมือ ดีแค่ไหนถ้าเราไม่ต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว แต่ทำให้ธุรกิจนั้นๆ มีโอกาสประสบความสำเร็จได้อย่างมากขึ้น ด้วยคอนเช็กชั่นที่ดี

ตัวตนและความอดทนของเรา

งานที่ตรงกับความถนัด และใจรักของเรา อาจมีผลโดยตรงต่อการเลื่อนตำแหน่งหรือความก้าวหน้าที่เรารออยู่ ดังนั้นถ้าเปลี่ยนได้ก็ดี เปลี่ยนไม่ได้ก็ต้องพัฒนากันไป เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพที่สุด หรือการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อมองหาโอกาสต่อยอดทางธุรกิจในอนาคตบรรลุได้ตามที่ฝัน

ถ้าอยากให้งานของเราตรงตามเป้า มีไฟในการทำงานเสมอ ก็ต้องมาจากตัวเราไม่หยุดนิ่งนี่ล่ะ เพราะการตรวจสอบตัวเองให้เข้าใจสิ่งที่ต้องการจริง การลองพยายามทำอะไรใหม่ๆ หรือมีเป้าหมายที่ท้าทายในชีวิต ก็เป็นเรื่องดีและสร้างพลังบวกให้กับเราได้ เพราะการหมดไฟในที่ทำงานที่เป็นปัญหาหลักของคนทำงานประจำก็คือ การเบื่องาน เบื่อออฟฟิศ หรือเบื่อเจ้านาย พอเจอลักษณะนี้ก็อาจส่งผลให้งานของเราออกมาไม่ดี เหมือนติดอยู่ในช่วงไฟตก เราจึงควรแก้มันด้วยการจุดไฟในตัวเองอีกสักครั้งและเติมเชื้อเพลิงอยู่เสมอ เช่น ถ้าสนใจธุรกิจแนวไหน ก็ทำคู่กันไปกับงานประจำนี่ล่ะ ลองฝึกทำดู ในช่วงวันหยุดก็ได้ หรือขายทางออนไลน์ไปก่อน ไม่แน่ถึงเวลาลงสนามจริง อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตอนทำงานประจำก็ได้

วางแผนอย่างมีชั้นเชิงได้ถ้าคิดลาออกจากงานประจำ

สรุปก็คือ งานที่ดี คือ งานที่เราทำแล้วมีความสุขโดยการคิดมาอย่างรอบคอบ แม้การเป็นพนักงานประจำในบริษัทเดิมที่ทำอยู่ แต่เราเพิ่มพลังบวกในการวางแผนที่ดีเข้าไป ก็อาจมีโอกาสปรับเงินเดือนให้สูงขึ้นได้ และมีสังคมการทำงานที่ดี จึงต้องพยายามตรวจสอบตัวเองเป็นระยะๆ กันสักหน่อย ว่าพร้อมจริงๆไหม ที่จะออกไปข้างนอก เพราะ ไม่ว่าการทำงานประจำ หรือออมมาทำธุรกิจเอง ก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ถ้าเราแค่เบื่อ หรือท้อ กับงานที่ทำอยู่ การนึกถึงข้อดี และจุดเด่นที่คุ้มกว่า!! อาจช่วยให้รับมือกับมันได้ง่ายขึ้น เอาเป็นว่า ถ้าใครคิดว่าจะออกจากงานประจำแน่ๆล่ะ ฉันวางแผนมานาน และตั้งใจมาดี จากที่คุยกันมาทั้งหมดก็อยากจะเน้นกันอีกสักครั้งว่า การทำงานประจำ ควบคู่ ไปกับธุรกิจที่ฝันในช่วงแรกๆ นั่นอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะถ้าเรารอจนรายได้นิ่งแล้ว ธุรกิจที่ต้องการก็สร้างรายได้เป็นขั้นๆ มากกว่าฐานเงินเดือนที่เรากำลังทำอยู่ ถ้าถึงจุดๆนั้นจริงๆ การตัดสินใจออกจากงานประจำ มาเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวก็อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม และคุ้มค่ากว่าได้ ยิ่งจับธุรกิจได้ถูกตัว อาจรวยไม่รู้เรื่องก็ได้

แต่หากใครตัดสินใจหุนหัน คิดว่าอยากออกจากงานจะแย่แล้ว เบื่อเจ้านาย หรือหมดไฟในงานที่ทำอยู่ ก็อาจจะเหนื่อยมากกว่า และดูว่าเป็นแผนที่ยังไม่มีชั้นเชิงที่คิดมาดีเอาได้ อาจจะทำให้เราต้องสู้กับงานและโหมหนัก เกินกว่างานประจำที่เคยทำจนสุขภาพย่ำแย่ก็เคยมีกันมาแล้ว. จึงอยากจะย้ำว่า การวางแผนอย่างมีชั้นเชิงกว่าเมื่อคิดอยากออกจากงานประจำมาทำธุรกิจของตัวเองนั้นล่ะก็ เราต้องมีแผนธุรกิจรองรับอย่างดี และฐานของรายได้ในธุรกิจนั้นก็แน่นอนและเพียงพอ ไม่อย่างนั้น การย้ายงานเพื่อเพิ่มเงินเดือนอาจจะตอบโจทย์ชีวิตเรามากกว่า เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการทำธุรกิจส่วนตัว มันอยู่ที่ความพร้อมเหมือนที่เราดูกันมา ไม่ว่าจะด้านเงินทุนหรือกำลังทรัพย์ของเรา , ความเข้าใจในแผนธุรกิจ , คอนเน็กชั่นที่มี รวมถึงตัวตนและความอดทนที่เราจะต้องตรวจสอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความแตกต่างในงานที่เราเลือก และมีโอกาสเติบโตได้ดีในอนาคตนั่นเอง