ผู้ที่มีเงินส่วนใหญ่มักชอบการลงทุน เป็นธุรกิจ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ยุ่งยากอะไรนัก  แต่ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะคิดเช่นนี้ มันก็จะใช่ว่าง่ายเสมอไป?

ถ้าหากขาดความเตรียมพร้อมต่างๆ ก็สามารถทำให้ธุรกิจล้มละลายได้ เช่น รายได้ไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ ค่าใช้จ่ายสูง เงินทุนไม่พอ ทำให้ไปสามารถไปต่อได้ แต่เราจะทำธุรกิจร้านอาหารแบบมืออาชีพได้อย่างไร? มีวิธีช่วยเราแน่นอน ดังนั้น ให้เรามาดูว่า เราจะทำให้ธุรกิจร้านอาหารเป็นแบบมืออาชีพจะต้องรู้และทำอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้

9 ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารอย่างมืออาชีพมีอะไรบ้าง?

ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ก่อนว่า มีขั้นตอนอะไรบ้างที่เราต้องรู้และทำ ก่อนที่เราจะเปิดธุรกิจร้านอาหารแบบมืออาชีพได้ มี 9 ขั้นตอนดังนี้:

1.คอนเซ็ปต์

คอนเซ็ปต์ร้านกับทำเล สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้คือ เราจะขายอะไร จะขายให้ใคร และลูกค้าเราชอบอะไร จำไว้เสมอว่า “รสชาติอาหาร” ไม่ใช่จุดขายเสมอไป เพราะไม่มีร้านอาหารไหนบอกว่าอาหารของตัวเองไม่อร่อยแน่นอน ในเมื่อจุดขายของร้านเรา ไม่ใช่รสชาติอาหาร เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ลูกค้าต้องมาร้านเราเพราะอะไร เราสามารถทำได้อีกอย่างคือ โดยเมนูจะเปลี่ยนไปทุกเดือน ทำให้ลูกค้ารู้สึกแปลกใหม่ตลอดเวลา

2.เลือกทำเล

ทำเล ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ตัดสินว่า ร้านจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ฐานลูกค้า คู่แข่ง การเข้าถึง ที่จอดรถ รวมไปถึงการมองเห็น ทำเลในหรือนอกห้างสรรพสินค้าก็เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณา การตั้งอยู่ในห้างฯ มีข้อดีคือ เราจะได้กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและแน่นนอน ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องที่จอดรถหรือสภาพอากาศแต่ก็ต้องแลกกับค่าเช่าที่แพง หรืออาจจะเป็นแบบแชร์ผลกำไร ดังนั้น การวิเคราะห์คู่แข่งบริเวณเดียวกัน คงไม่ดีแน่ ถ้าเราคิดจะเปิดร้านเบเกอรี่ในทำเลที่มีร้านเบเกอรี่เจ้าดังอยู่แล้ว 3 ร้าน รวมไปถึงการสังเกตยอดขายร้านประเภทเดียวกันในทำเลนั้นๆ เพื่อที่นำมาวิเคราะห์ถึงโอกาสและอุปสรรค หากเราจะเข้ามาแข่งขันในทำเลนี้นั่นเอง

3.ตั้งชื่อร้านให้สะดุดหู

ไม่ว่าจะเป็นการเอาชื่อตัวเองมาตั้ง หรือตั้งชื่อตามทำเลที่อยู่ แต่ไม่ว่าจะตั้งชื่ออะไรก็ตาม  พยายามหลีกเลี่ยงชื่อร้านที่เรียกได้ยาก ไม่คุ้นหูคนไทย รวมไปถึงชื่อร้านที่คล้ายๆ กับคู่แข่ง เพราะอาจทำให้ลูกค้าสับสน ยิ่งชื่อที่ฟังแล้วติดหูจำง่ายแค่ไหน ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะจดจำเราได้ง่ายขึ้น และเราสามารถเอาตัวละครในบทเรียนภาษาไทยสมัยเด็กมาตั้งเป็นชื่อร้าน นอกจากจะแตกต่างจากชื่อร้านชาบูในตลาดแล้ว ยังเตะหูและจดจำได้ง่ายด้วย

4.หาแหล่งเงินทุน

เงินทุนคือสิ่งจำเป็นเสมอ โดยแหล่งเงินทุนในการทำร้านอาจมาจากเงินของเราเอง เงินของครอบครัว หุ้นส่วน หรือธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อสำหรับธุรกิจ แต่กรณีสุดท้ายจำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น เงินมัดจำค่าเช่าสถานที่ ค่าตกแต่ง ค่าอุปกรณ์ครัว ค่าวัตถุดิบในตอนต้น ค่าโฆษณาตามช่องทางต่างๆ และจะต้องเผื่องบประมาณฉุกเฉินไว้อีก 10% เพราะมักมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือแผนเสมอ เช่น ค่าทำกราฟฟิก ค่าก่อสร้างเพิ่มเติม แม้กระทั่งค่าขออนุญาตต่างๆ นอกจากนี้ ยังต้องกันเงินลงทุนสำรองไว้สำหรับช่วงเปิดร้าน 3 เดือนแรก อย่างน้อยก็ต้องให้เพียงพอกับค่าเช่า

5.จัดทำแผนธุรกิจ

ไม่ว่าเราจะเริ่มธุรกิจด้วยเงินหลักหมื่น แสน หรือหลักล้าน การทำแผนธุรกิจและการศึกษาความเป็นไปได้ในลงทุนจะทำให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปเกิดประโยชน์สูงสุด  การเขียนรายละเอียดทุกอย่างและแบ่งแยกหมวดหมู่จะทำให้เราเห็นภาพรวมธุรกิจชัดเจนขึ้น เราอาจจะเห็นปัญหาหรืออุปสรรคบางอย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เช่น ต้นทุนการดำเนินการและโครงสร้างรายได้พนักงานที่สูง การขออนุญาตทางราชการและภาษีต่างๆ ที่อาจกระทบต่อการเปิดร้าน ซึ่งการที่เราเจอปัญหาตั้งแต่ในกระดาษย่อมดีกว่ารอให้ปัญหาเกิดตอนที่เริ่มทำร้านอาหารไปแล้ว เพราะนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในภายหลังนั่นเอง

6.ออกแบบตกแต่ง

การตกแต่งร้านที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ย่อมสร้างโอกาสในการแข่งขัน ทำให้ลูกค้าประทับใจและแชร์ประสบการณ์เหล่านั้นลง social media ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้หนทางที่ดีที่สุดในการสร้างร้านให้เป็นไปตามที่เราวาดฝันไว้ คือการมอบความรับผิดชอบนี้ให้สถาปนิกหรือดีไซเนอร์ เพื่อที่เราใช้เวลาที่เหลือไปโฟกัสกับการวางแผนด้านอื่นๆ โดยคุณอาจกำหนดงบประมาณการตกแต่ง ร้านที่ตกแต่งดีมีเอกลักษณ์ย่อมมีโอกาสเพิ่มราคาอาหารของเราได้แต่เราจะไม่คิดแพงเกินไปนั่นเอง

7.จัดทำเมนูให้โดดเด่น

อาหารที่คุณปรุง นอกจากรสชาติจะต้องถูกปากลูกค้าแล้ว อีกสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ ต้องตกแต่งจานให้ดูสวยน่ากิน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายรูปและแชร์ ที่สำคัญอาหารจานนั้นต้องสร้างรายได้ให้ร้านอาหารได้ด้วย

8.หาทีมงานที่มีคุณภาพ

ในเมื่อเรากำลังอยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับ “คน” ด้วย มื้ออาหารที่ดีสำหรับลูกค้า เกิดจากการปรุงอาหารที่ดีของพ่อครัว รวมไปถึงการบริการที่ดีจากพนักงานเสิร์ฟ พนักงานเปรียบเหมือนตัวแทนเจ้าของร้าน พวกเขาคือคนสำคัญที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้ร้านเราแตกต่างจากคู่แข่งและช่วยให้ธุรกิจของเรามีกำไร การมีทีมงานดี ก็เหมือนกับเรือที่มีคุณภาพสูง หางเสือก็ไม่ต้องทำงานหนัก และทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ การเฟ้นหาทีมงานที่เหมาะกับร้านไม่ใช่เรื่องง่าย คุณสมบัติของพนักงานที่จำเป็นที่สุด ไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์สูง หรือมีการศึกษาดี เพราะฝีมือความรู้เป็นสิ่งที่สอนได้จะทำให้ง่ายและไม่มีปัญหาในการทำธุรกิจ

9.วางแผนการตลาด

เราจะเริ่มมีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าวัตถุดิบอาหาร  สิ่งที่ดีที่สุดในการทำการตลาดคือ การมัดลูกค้าของเราให้อยู่หมัด การตลาดและการโฆษณาอาจช่วยดึงลูกค้ามาร้านเราเป็นครั้งแรก แต่ประสบการณ์ที่เขาได้รับกลับไป จะทำให้เขากลับมาเป็นลูกค้าประจำ และบอกต่อในที่สุด

ปัจจัยในการทำธุรกิจร้านอาหารมีอะไรบ้าง?

มีอยู่ 10 ข้อ ปัจจัยในการทำธุรกิจร้านอาหารดังนี้

1.เงินทุน

  • ค่าตกแต่งร้าน ที่ขึ้นอยู่กับขนาดและสไตล์ของร้าน หากร้านหรูๆ หน่อยก็ต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ถ้าเป็นร้านข้างทางธรรมดาก็อาจไม่ต้องประดับประดามากมาย เงินลงทุนก็ลดลงมา
  • ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ซื้อครั้งเดียวแล้วอยู่ยาวอย่าง โต๊ะ เก้าอี้ จาน ช้อน วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องซื้อบ่อยๆ เช่น อาหารแห้ง ซอส ซีอิ้ว น้ำปลา น้ำตาล ข้าวสาร หรืออุปกรณ์ที่ต้องซื้อทุกวันอย่าง อาหารสด น้ำแข็ง เป็นต้น
  • ค่าเช่าที่  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ด้วยว่า เจ้าของที่จะคิดค่าเช่าเท่าไหร่
  • ค่าลูกจ้างคนงาน

2.การสำรวจตลาด

การสำรวจตลาดและความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแต่ละทำเลย่อมต้องการร้านอาหารที่ไม่เหมือนกัน หากมีการสำรวจจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้และลดประตูความผิดพลาดลงไป

3.ต้องมีทำเลที่ดี

ในการเปิดร้านอาหาร “ทำเล” เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีกำลังซื้อและคนค่อนข้างพลุกพล่าน เพราะถ้าเราไปเปิดขายในที่ไม่มีคน นานๆ จึงจะมีมานั่งกินสักราย แบบนี้คงไม่ไหว นอกจากนี้เรื่องที่จอดรถก็สำคัญ เพราะถึงจะเป็นร้านที่น่านั่งกินอย่างไรแต่หาที่จอดรถไม่ได้เลย ต้องลงเดินมาไกลๆ ก็คงเหนื่อยเหมือนกัน

4.ต้องมีจุดเด่น

จะสังเกตได้ร้านที่สามารถสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ของตัวเองได้ จะค่อนข้างมีผู้คนไปอุดหนุนเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน ราคาอาหาร รสชาติ หรือการแต่งตัวของพนักงาน เป็นต้น ดังนั้น ถ้าคุณสามารถหาจุดเด่นให้ร้านได้ก็ช่วยเรื่องการดึงดูดคนเข้าร้านได้มากเลยทีเดียว

5.กลยุทธ์การตลาด

  • การส่งเสริมการขาย เช่น การจัดชุดเซ็ท การลดราคาทุกวันพุธ
  • ช่องทางการจัดจำหน่าย เช่น หน้าร้าน ส่งตามบ้าน หรือออกบูธ
  • การโฆษณา เช่น ออกสถานีวิทยุ ใบปลิว หรือทางสื่อออนไลน์

6.ทีมงาน

พ่อครัว แม่ครัว เพราะถ้าอาหารไม่อร่อยอย่างเดียว ใครก็คงไม่มากิน นอกจากนี้พวกพนักงานบริการ พนักงานการเงิน พนักงานต้อนรับก็มีความสำคัญทั้งสิ้น เราควรสร้างกรอบให้พวกเขาทำงานกันอย่างมีวินัย และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่พวกเขา อีกทั้งดูแลกันเหมือนครอบครัว เขาก็จะได้รักเราและทำงานกันอย่างเต็มที่นั่นเอง

7.หาแหล่งวัตถุดิบที่ดี

วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ทุกอย่างควรสด ใหม่ มาจากแหล่งผลิตที่ดี สำหรับร้านดังๆ บางร้านให้ความสำคัญมากขนาดปกปิดแหล่งที่มาของวัตถุดิบเลยก็มี ดังนั้น อย่ามองข้ามข้อนี้เป็นอันขาด

8.มีที่ปรึกษาที่ดี

การมีที่ปรึกษาที่ดีจะทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น เช่น เรื่องการหาทำเล การทำสัญญาเช่าที่ เรื่องสูตรอาหารหรือการคิดค้นสูตรใหม่ๆ เรื่องการโฆษณา หรือเรื่องการบริหารจัดการร้านให้ดี เป็นต้น

9.การตั้งชื่อร้าน

การตั้งชื่อร้านเป็นเรื่องที่ต้องคิดไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น เพราะชื่อร้านจะสร้างความสะดุดตา และเป็นที่จดจำของลูกค้า รวมทั้งการบอกต่อด้วย ชื่อร้านที่ดีควร อ่านง่าย ให้ความหมายชัดเจน เขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

10.การขอใบอนุญาต

ธุรกิจร้านอาหารที่ดีต้องถูกต้องตามกฎหมาย มีการขออนุญาตถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องดื่ม หรือพนักงาน หากเป็นแรงงานต่างด้าวก็ควรว่าจ้างอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเมื่อทุกอย่างเราทำถูกต้องหมดแล้ว ก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องอะไรอีก ค้าขายได้อย่างสบายใจนั่นเอง

สรุป : ดังนั้น จะต้องทำอะไรก่อนเมื่ออยากจะเปิดธุรกิจร้านอาหารแบบมืออาชีพ?

สิ่งที่เราจะต้องทำคือการ ทำขั้นตอน ทั้ง 9 ขั้นตอนที่กล่าวมานี้และต้องทำตามทุกขั้นตอนเพราะสามารถที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารของเราเติบโตและเป็นที่นิยมได้ จริงๆเมื่อเราคิดการใหญ่เช่นนี้ เราจะต้องเตรียมตัวอย่างดีและพร้อมในเรื่อง เงิน นี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องตระหนักว่า เรามีพอกับการลงทุนธุรกิจนี้หรือไม่ หากเราทำตามทุกขั้นตอนก็จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารของเราประสบความสำเร็จแน่นอน