​ผู้ครอบครองรถทุกประเภท มีหน้าที่ที่ต้องชำระภาษีรายปีตามกฎหมาย ซึ่งภาษีนี้เมื่อเราชำระแล้ว จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุง หรือสร้างถนนหนทางต่างๆให้ดีขึ้น ดังนั้น ถ้ารถเหล่านั้นยังมีการใช้งานตามท้องถนนอยู่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องต่อภาษีตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นประจำทุกปี ​จะเป็นอย่างไรเมื่อเราไม่ต่อภาษี? - ต้องเสียค่าปรับหากพบว่ามีการนำรถที่ขาดการต่อภาษีประจำปีมาใช้บนท้องถนน - เสียภาษีย้อนหลัง 1% ต่อเดือน หากขาดต่อภาษีไม่เกิน 3 ปี - หากมีการขาดต่อภาษีเกิน 3 ปีขึ้นไป รถคันนั้นก็จะถูกตัดทะเบียนออกจากบัญชี หมายความว่าทะเบียนรถคันนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป และไม่สามารถซื้อขายได้ตามกฎหมาย หากต้องการนำรถมาใช้อีก เจ้าของรถต้องไปยื่นขอจดทะเบียนใหม่และนำแผ่นป้ายเดิมไปคืนเพื่อขอป้ายใหม่ และทำการชำระภาษีย้อนหลังตามจำนวนปีที่ขาดชำระนั้น ยุ่งยากอยู่ไม่น้อยใช้ไหมคะ? ดังนั้น ทางที่ดีเราควรต่อภาษีของรถเป็นประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ แล้วการต่อภาษีมีขั้นตอนอะไรบ้าง? ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง? และทำได้ที่ไหนบ้าง? เรามาดูกันเลยค่ะ

car tax

Fahkamram/shutterstock.com

เอกสารที่ต้องเตรียม

  1. สมุดรายการจดทะเบียนรถ หรือ สำเนารายการจดทะเบียนรถ (ในกรณีที่รถคันนั้นอยู่ระหว่างการเช่าซื้อรถ หรือติดไฟแนนซ์อยู่) เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญ ระบุรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับรถ และรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ครอบครองรถ 2. หลักฐานการตรวจสภาพรถ (เฉพาะในกรณีที่รถเกิน 7 ปี เท่านั้น) สามารถตรวจสภาพรถได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ก็ได้ แต่หากรถมีการขาดต่อภาษีเกิน 1 ปี หรือมีการปรับแต่งและดัดแปลงรถ ซึ่งสภาพไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในสมุดคู่มือประจำรถ จำเป็นต้องตรวจสภาพรถที่ขนส่งจังหวัดเท่านั้น 3. เอกสารการรับรองการติดตั้งแก๊ส (ถ้ามี) ในกรณีที่รถบางคันมีการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาเป็นแบบแก๊ส จะต้องมีใบรับรองในการติดตั้งระบบและใบตรวจสภาพจากวิศวกรแนบมาด้วย ซึ่ง หากเป็นระบบ LPG จะสามารถใช้รถได้ 5 ปี ต่อการตรวจ 1 ครั้ง และระบบ CNG จะต้องมีการตรวจใหม่ทุกปี 4. เอกสารการต่อ พรบ. (ประกันรถยนต์ภาคบังคับ) ที่มีอายุอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งการต่อพรบ.หลายท่านส่วนใหญ่แล้วจะต่อพร้อมประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หรือหากไม่มีประกันภาคสมัครใจ ก็สามารถต่อผ่านตัวแทนประกันรถยนต์ได้ทั่วไป ซึ่ง เมื่อต่อแล้ว จะมีหางกรมธรรม์ พรบ.ที่สามารถฉีกออกมาต่อทะเบียนรถได้

ขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์

​สำหรับขั้นตอนการต่อภาษีนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เราต่อภาษีผ่านช่องทางไหน โดยหลักแล้วคือการรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนเป็นอันดับแรก เราจะมาพิจารณาแต่ละช่องทางกันค่ะ

สำนักงานกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศ

ที่นี่เป็นช่องทางหลักและง่ายสุดในการต่อภาษี เพียงแค่รวบรวมเอกสาร แล้วไปที่ขนส่ง จับบัตรคิว ยื่นเรื่อง ชำระเงิน แล้วก็รอรับป้ายแสดงการเสียภาษีและกลับบ้านได้เลยค่ะ

เลื่อนล้อ ต่อภาษี (Drive Thru for Tax)

​สำหรับวิธีนี้มีให้บริการที่ขนส่งเช่นกัน แต่อาจไม่ทั่วประเทศนะคะ ต้องเช็คกับขนส่งใกล้บ้านอีกทีค่ะ วิธีก็ง่ายมาก เพราะไม่ต้องลงจากรถเลย เจ้าหน้าที่จะอยู่ในตู้ เหมือนเราจ่ายเงินขึ้นทางด่วน นั่งรอต่อคิวในรถได้เลยค่ะ เมื่อถึงคิว ก็ยื่นเอกสารที่เตรียมมา ชำระเงิน รอป้ายแสดงการเสียภาษี และกลับบ้านได้ค่ะ วิธีนี้ถ้าหากเตรียมเอกสารมาไม่พร้อม อาจต้องขับรถออกมาก่อนและอาจถูกขอให้ไปทำเรื่องบนอาคารแทนนะคะ

ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ

​วิธีการต่อภาษีที่ไปรษณีย์ก็ไม่ยุ่งยากมากนัก แต่จะไม่ได้ป้ายแสดงการเสียภาษีในวันนั้นเลยเพราะต้องส่งเรื่องไปทำที่กรมขนส่งก่อน อันดับแรกยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่เลยค่ะ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะให้ซองจดหมายมา 2 ซองด้วยกัน เขียนชื่อ-ที่อยู่ ของเราหน้าซองจดหมาย ซองแรกเขียนในช่องผู้รับ และอีกซองเขียนในช่องผู้ส่งค่ะ เสร็จแล้วกรอกแบบฟอร์มธนาณัติเพื่อส่งค่าธรรมเนียมไปที่กรมขนส่ง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็จะมี ค่าธรรมเนียมธนาณัติ 44 บาท และค่าซองจดหมาย 6 บาทนะคะ (ราคาอาจไม่เท่ากันบางพื้นที่) เมื่อเสร็จแล้วก็กลับไปนอนรอที่บ้านได้เลยค่ะ ประมาณ 3-4 วันทำการ เอกสารและป้ายแสดงการเสียภาษีก็จะตามมาหาถึงหน้าบ้านกันเลยทีเดียว

ห้างสรรพสินค้าในโครงการ “ช้อปให้พอ แล้วต่อภาษี” (Shop Thru for Tax)

​ช่องทางนี้ค่อนข้างง่ายและสะดวกสบายต่อขาช้อปทั้งหลาย เพราะเรียกได้ว่า ได้เที่ยวด้วยได้ทำธุระด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย ขั้นตอนก็เช่นเคยค่ะ เตรียมเอกสารทั้งหมดให้พร้อม แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่จัดการได้เลย ช่องทางนี้เหมือนยกกรมขนส่งมาไว้ในห้าง เพราะทำที่นี่และรอรับป้ายที่นี่ได้เลยค่ะ และถ้าใครสงสัยว่ามีให้บริการที่ห้างไหนบ้าง สามารถเข้าไปเช็คได้ที่เว็บไซต์นี้เลยค่ะ : https://www.dlt.go.th/th/yearly-tax/view.php?_did=73

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)

​ธนาคารนี้มีสาขามากมายทั่วประเทศเลยทีเดียว ดังนั้น ช่องทางนี้ก็ถือว่าสะดวกไม่แพ้จ่ายในห้างเลยค่ะ เตรียมเอกสารให้พร้อมแล้วยื่นต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยมีเงื่อนไขดังนี้ รถที่ต่อผ่านช่องทางนี้ต้องไม่ค้างชำระภาษีเกิน 1 ปี และสามารถยื่นขอต่อภาษีล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือนค่ะ

จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ

ช่องทางนี้ถือว่าสะดวกที่สุดแล้วค่ะ เพราะแม้แต่หน้าปากซอยแถวบ้านก็มีเคาน์เตอร์เซอร์วิสด้วย เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ก็ยื่นต่อพนักงานได้เลยค่ะ โดยมีเงื่อนไขดังนี้ - ต้องเป็นรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 7 ปี เนื่องจากไม่ต้องตรวจสภาพรถ - ถ้าเป็นรถจักรยานยนต์ก็ไม่เกิน 5 ปี - ช่องทางนี้ต้องกลับไปรอใบเสร็จและป้ายแสดงการเสียภาษีที่บ้านนะคะ ภายใน 10 วันทำการ - ค่าบริการ 20 บาท และค่าจัดส่งทางไปรษณีย์ 40 บาท - หากมียอดค้างชำระเกิน 3 ปี ต้องไปชำระที่ขนส่งเท่านั้น

ผ่านช่องทางออนไลน์

ช่องทางนี้ ทันสมัยที่สุดและสามารถต่อทะเบียนเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ แต่ใช้ได้เฉพาะรถที่ไม่ต้องตรวจสภาพ คือ ไม่เกิน 7 ปีขึ้นไปนะคะ วิธีนี้มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ - เข้าสู่เว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th/ - หากใครที่ยังไม่เคยลงทะเบียนไว้ ให้คลิกที่ลงทะเบียนผู้ใช้ใหม่ค่ะ - เมื่อกรอกข้อมูลทั่วไปครบแล้ว อย่าลืมจำรหัสผ่านไว้ให้ดีนะคะ - ล็อกอินเข้าระบบโดยใช้รหัสที่เราเพิ่งสมัครไป แล้วเลือกที่ “ยื่นชำระภาษี” - จะเข้าสู่หน้ารายการของรถที่เราลงทะเบียนไว้ กรณีผู้ใช้ใหม่ให้เลือก “ลงทะเบียนรถ” - กรอกรายละเอียดรถที่ต้องการต่อภาษี - หากกรอกถูกต้องครบถ้วน จะเข้ามาที่หน้าชำระภาษีทันที และจะแสดงรายละเอียดรถของเราที่ลงทะเบียนไว้กับกรมขนส่ง - กรอกรายละเอียด พรบ. ที่ทำไว้ โดยลงเลขกรมธรรม์ให้ครบถ้วน แต่หากยังไม่ได้ต่อพรบ.มา ให้คลิกถูกตรงช่อง “ไม่มีพรบ.” - กรอกชื่อ ที่อยู่ จัดส่งเอกสาร หลังจากนั้นเลือกวิธีชำระเงิน ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หักจากบัญชี หักผ่านบัตรเครดิต หรือแม้แต่ปริ๊นท์ใบจ่ายเงินไปจ่ายเองที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสก็ได้ - ติดตามรายละเอียดการชำระภาษีได้ที่ช่อง “ตรวจสอบผลการชำระภาษี” จะมีสถานะบอกเราว่าถึงขั้นตอนไหน และมีเลข EMS บอกด้วยว่าเอกสารเราถึงที่ไหนแล้ว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย วิธีนี้น่าจะเหมาะกับท่านที่ต้องการต่อล่วงหน้านะคะเพราะถ้าต่อใกล้ๆวันหมดอายุ อาจจะเลยวันครบกำหนดมาก็ได้ค่ะ สุดท้ายนี้ มีวิธีคำนวณว่ารถเราต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่มาฝากค่ะ

รถทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือดำ หรือรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปไม่เกิน 7 ที่นั่ง อัตราภาษีขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ (CC) โดยมีอัตราดังนี้

600 CC แรก CC ละ 0.5 บาท 601 - 1800 CC ราคา CC ละ 1.50 บาท เกิน 1800 CC ขึ้นไป ราคา CC ละ 4 บาท หากรถมีอายุเกินกว่า 6 ปี จะได้ลดภาษี 10%, 7 ปี ลด 20%, 8 ปี ลด 30% เป็นต้น แต่หากเสียภาษีล่าช้าจะถูกปรับเดือนละ 1% ของราคาภาษี (เศษวันนับเป็น 1 เดือน)

รถทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือเขียว หรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล 7 ที่นั่ง การคำนวณภาษีจะขึ้นกับน้ำหนักรถ ดังนี้

501-750 กก. เสียภาษี 450 บาท 751-1000 กก. เสียภาษี 600 บาท 1001-1250 กก. เสียภาษี 750 บาท 1251-1500 กก. เสียภาษี 900 บาท 1501-1750 กก. เสียภาษี 1050 บาท 1751-2000 กก. เสียภาษี 1350 บาท 2001-2500 กก. เสียภาษี 1650 บาท

รถทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือสีน้ำเงิน หรือรถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง การคำนวณภาษีจะขึ้นกับน้ำหนักรถ ดังนี้

น้อยกว่า 1800 กก. อัตราภาษี 1300 บาท 1800 กก. ขึ้นไป อัตราภาษี 1600 บาท