ในตอนนี้  Facebook เข้ามาครองตลาด และครองใจผู้ใช้เป็นอันดับสูงสุดของสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คแล้ว เนื่องจาก เป็นสังคมออนไลน์ที่ถือว่ามีจำนวนผู้ใช้มากที่สุดทั่วโลก ถึงจำนวน 1.28 พันล้าคนต่อเดือน จึงเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า และเพิ่มโอกาสในด้านการตลาดได้อย่างมาก. แม้แต่ในไทยเราและเพื่อนบ้านรอบ AEC  หลายคนทำอะไร ไปไหนมาไหน ก็จะพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปทุกที่ เลื่อนๆ เขี่ยๆ ไม่เว้นแม้แต่เข้าห้องน้ำ! เคยมีการเฉลี่ยออกมาว่า คนไทยเล่นอินเทอร์เน็ตถึงวันล่ะ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน และการใช้สมาร์ทโฟนที่มากที่สุด คือ การเล่น Social media นี่ล่ะ เห็นอย่างนี้กันแล้ว เราที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ก็ไม่ควรพลาดโอกาสที่ว่า ด้วยการใช้ Facebook เป็นอีกหนึ่งช่องทาง เพื่อเปิดร้านค้าออนไลน์ และทำการตลาดให้กว้างไปอีกในยุคดิจิตอลแบบนี้ แต่หากใครที่บอกว่า ยังไม่เคยลอง หรือทำแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จที่น่าพอใจ วันนี้ เราจึงอยากจะแนะนำวิธีดีๆ เพื่อก้าวมาสู้ร้านค้าออนไลน์ใน Facebook  ที่ประสบความสำเร็จแถวหน้ากันหน่อย ด้วย 5 เทคนิคการขายผ่าน Facebook เพื่อการตลาดในยุคดิจิตอล ว่าเรายังต้องเพิ่มอะไรอีกบ้าง มาดูกันเลย

1.การโพสต์แบบขั้นเทพ

อย่างที่เอ่ยไปในคำนำ หลายคนอาจมีร้านค้าใน Facebook กันมาบ้างแล้ว แต่กลับเจอปัญหา เรื่องการเข้าถึงลูกเพจ ไม่ว่าจะโพสต์แบบไหน หรือเขียนรีวิวสินค้า มีบทความดีๆก็แล้ว คนก็ยังเห็นโพสต์เราน้อยอยู่ดี การกดไลค์ กดแชร์ยิ่งแทบจะไม่มี ทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนเลือกการแก้ปัญหา ด้วยการซื้อโฆษณาเอา ซึ่งมันก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มไปอีก

เราจะแก้ปัญหา และเพิ่มความน่าสนใจในการโพสต์ได้ ด้วยการ ทำให้เนื้อหาตรงกับลูกเพจของเรามากขึ้น เช่น ช่วงอายุ เพศ เพื่อให้ข้อมูลที่ดึงดูดพวกเขามากที่สุด อาจดูจาก Facebook Insights ก็ได้ และทุกคนบนโลกออนไลน์ ก็อยากเป็นบุคคลที่มีตัวตน เราจึงสามารถจัดกิจกรรมเพื่อให้ลูกเพจมีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น การ Q&A การทำโพล หรือแชร์แล้วแจกรางวัล. การโพสต์แบบมีรูปภาพที่น่าสนใจประกอบก็ช่วยดึงดูดได้มาก อาจเป็นรูปคำคม โลโก้ที่ดูสะดุดตา หรือสอดแทรกเนื้อหาที่มีอารมณ์ขัน หรือหัวข้อที่กำลังได้รับกระแสนิยมอยู่ ก็ทำให้เราเข้าถึงลูกเพจได้ง่ายกว่า และสร้างความเป็นกันเองระหว่างพ่อค้าแม่ค้า กับ ลูกค้า มากขึ้นด้วย

2.การใส่ภาพประกอบในเพจ

แน่นอนว่า รูปภาพประกอบ ถือเป็นสิ่งแรกๆที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้า และสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดแม้ว่ายังไม่คลิกเข้ามา ดังนั้น ถ้าเราคิดจะขายของ รูปประกอบก็ต้องเตรียมพร้อมใช่ไหมล่ะ! ซึ่งรูปภาพที่ประกอบในเพจก็ต้องมีคุณสมบัติที่ดีด้วย มาเช็คกันเลย

  • บางร้านมีรูปที่สวย  ดูสะดุดตา แต่พอลูกค้ากดเข้าไป ภาพกลับดูแตกๆ ไม่คมชัด มันก็สอบไม่ผ่านแล้ว อาจทำลูกค้ามองไม่เห็นรายละเอียดสำคัญๆที่ต้องการสื่อด้วย เราจึงต้องมีภาพประกอบแบบที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีความคมชัดสูงกว่า เพื่อว่าเมื่ออัพโหลดลงไปแล้ว ถึงจะถูกปรับขนาดและความชัดลง ก็ยังดูดีมีคุณภาพเผื่อๆไปเลย

  • การใส่โลโก้ร้าน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อตอกย้ำแบรนด์ และสร้างความน่าจดจำ ยิ่งเป็นรูปที่เราอัพเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ หากร้านอื่น เห็นภาพของเรา แล้วก๊อปปี้เอาไปใช้ จะฟ้องลิขสิทธิ์ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น เราอาจต้องเตรียมพวกการทำลายน้ำ หรือ water Mark เพื่อติดโลโก้ไว้บ้าง ป้องกันทั้งการลืมเลือนและการขโมยความคิดด้วย

  • รูปที่ดี ควรถ่ายจากสินค้าจริงและไม่ดัดแปลง  เพราะถ้าเราใช้รูปเดียวทั้งหมดไม่ว่าซ้ายขวาหน้าหลัง อาจดูธรรมดาเกินไป และไม่เป็นการแสดงว่าเรามีสินค้าอยู่จริง หรือการปรับสีปรับแสง ผ่านไปหลายแอพพลิเคชั่น กลับทำให้มองดูว่าต่างกับสินค้าจริงจนเกินไป เมื่อลูกค้ารับสินค้า ภาพไม่ตรงปก ยิ่งมีปัญหาไปใหญ่ เราจึงอาจแก้ปัญหาด้วยภาพถ่ายจริง และเขียนกำกับว่า ‘สีอาจแตกต่างเล็กน้อย เนื่องจากจอภาพ การแสดงผลอาจคลาดเคลื่อน’ ไว้ได้ด้วย

3.มีโฆณษณาที่น่าดึงดูด

เพราะการโฆษณา ทำให้การขายดูเป็นไปได้ดีกว่าเดิม  จะเขียนโฆษณาแต่ละครั้งเราก็ต้องตรวจสอบกันหน่อยว่า พร้อมที่จะเผยแพร่ และดูน่าดึงดูดใจหรือยัง โดยจำเป็นต้องมี Keyword ด้วย เพื่อช่วยให้ลูกค้าหาร้านเราได้ง่ายขึ้น แทรกคำนั้นไปกับข้อความโฆษณา เมื่อเขาค้นหา ก็จะได้เจอร้านของเราในผลลัพน์ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่า Keyword นั้นต้องไม่กว้างเกินไป เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

ถ้าเราเขียนโฆษณาแบบสะกดผิด คงเป็นหายนะ นอกจากไม่เป็นมืออาชีพแล้ว ยังไม่น่าดึงดูดใจให้ลูกค้าวางใจต่อสินค้าและบริการ หรือการพิมพ์ซะยาวเหยียดเกินไป ก็ไม่ดึงดูดใจให้เข้ามาอ่าน จึงต้องสร้างการโฆษณาที่กระชับ เข้าใจง่าย และไม่บรรยายเกินความเป็นจริงด้วย. แต่ละโพสต์ เราจึงต้องคิดให้ดี เพื่อการสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจุดและตรงใจ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง หรืออาจจ้างแอดมินดูแลเพจไปเลย เพื่อเราจะได้มีเวลาจัดการกับออเดอร์ต่างๆ ตอบแชทลูกค้า และแพ็คขนส่งด้วย เพื่อแบ่งๆกันไปโฟกัสกับงาน

4.มีการวางแผนในการโปรโมท

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ต้องสนใจในจุดนี้กันนิดนึง เพราะการจัดกิจกรรมเพื่อโปรโมทร้าน ถ้าเราวางแผนมาดี ก็ดึงดูดลูกค้าได้ดี และเพิ่มเรทติ้งร้านเราด้วย ส่วนใครที่อาจเปิดร้านออนไลน์มานาน และจัดมาบ้างแล้ว ก็ต้องระวังไม่ให้กิจกรรมเราเข้าสู่โหมดแป้กเอาด้วย ซึ่งกิจกรรมการโปรโมทเหล่านี้ จะช่วยเราเข้าถึงกลุ่มบุคคลได้กว้าง ทั้ง ลูกค้าของเราเองที่สนใจกิจกรรม และ เพื่อนของผู้เข้าร่วม ที่อาจจะมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตด้วย จึงเป็นเหมือนการเปิดตัวร้านเราให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผลกำไรจะถือเป็นผลพลอยได้ที่รองลงมาแทน

จุดมุ่งหมายของการจัดโปรโมทและกิจกรรมต่างที่ลูกค้าสนใจ ก็คือ ของรางวัล ถ้าเราไม่วางแผนตรงนี้ ของรางวัลก็จะไม่เป็นที่ดึดดูดใจ ไม่เข้าถึงลูกเพจ หรือคนที่เข้ามาก็อาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราด้วย จึงเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ที่ดีและนานพอ ต้องหมั่นแชร์บ่อยๆ สร้างความคุ้นเคยและให้ผู้ต้องการจะเข้าร่วมเตรียมตัว คนจะได้มาเยอะๆ เห็นอย่างนี้แล้ว ถ้าอะไรที่เราคิดว่าจัดแล้วไม่บูม ไม่เปรี้ยงก็ลองกลับไปวางแผนอีกสักรอบ เพื่อจัดให้ปังกว่าเดิมได้

5.การเพิ่มลูกเล่นให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ในการขายผ่าน Facebook มีการสำรวจว่า 77 % ของผู้ใช้ จะเลือกอ่าน หรือดูสินค้าที่มีรูปภาพประกอบ มากกว่าแค่การบรรยายสรรพคุณ เราเลยต้องใส่รูปภาพการใช้จริง แบบโชว์เลย ไม่ต้องเล่าเยอะ และ จากผลสำรวจนึงด้วย ผู้อ่านไม่ชอบการอารัมภบท เราอาจหันมาใช้รูปภาพเล่าเรื่องก็ได้ ด้วย Infographic ที่จะอธิบายข้อมูลต่างๆ ในภาพเดียว ผู้อ่านจะได้ข้อมูลครบ และ Save เพื่ออ่านซ้ำก็ยังได้

คนส่วนใหญ่มักตัดสินหนังสือที่หน้าปกอยู่ดี หัวข้อของเราเพื่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จึงต้องดึงดูด ให้เข้ามาอ่านต่อ หรือใช้หัวข้อโดนๆ กระตุ้นความสงสัย ให้ลูกค้าสนใจแบรนด์เราก็ทำได้ หรืออาจลงทุน ตัดต่อสักหน่อย เป็น การสร้างเรื่องราว อย่าง Story Telling เพื่อถ่ายทอดชีวิตคน เหมือนที่โฆษณาบริษัทแนวประกันภัยชอบขยี้จิตใจในเรื่องราวดราม่าอยู่บ่อยๆ ถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่างแบรดน์และผู้บริโภคด้วย สร้างการกดไลค์กดแชร์เพิ่ม

การใช้ Facebook เพื่อการขายที่เราเริ่มได้จริง!

ถ้าเรามีขุมกำลังอยู่ในมือ ก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด จริงมั๊ย? Facebook ก็เป็นแบบนั้น เป็นสื่อออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่เรานำมาสร้างประโยชน์ในการตลาดแบบที่เหมาะกับยุคดิจิตอล และเริ่มการขายได้จริง ด้วยการโพสต์แบบขั้นเทพที่เริ่มมากจาก โพสต์เนื้อหาที่ศึกษาลูกเพจมาแล้ว จัดกิจกรรมที่เหมาะร่วมด้วย และใช้รูปภาพ , หัวข้อตามกระแส และอารมณ์ขัน เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น.  การมีรูปภาพประกอบที่ดึงดูดก็เป็นสิ่งแรกๆที่ลูกค้าอยากคลิกเข้ามาดู จึงต้องมีความคมชัดสูง ใส่โลโก้ร้าน และถ่ายจากสินค้าจริงและไม่ดัดแปลง เพื่อภาพที่ตรงปก. และเพราะการโฆษณา ทำให้การขายดูเป็นไปได้ดีกว่าเดิม  โฆษณาของเราจึงต้องดูน่าดึงดูดใจ มี Keyword ที่ดี ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและไม่กว้างเกินไปด้วย. ส่วนเรื่องการจัดกิจกรรมเพื่อโปรโมทร้าน ถ้าเราวางแผนมาดี ก็ดึงดูดลูกค้าได้ดี และเพิ่มเรทติ้งร้านเราไปด้วย ต้องมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี นานพอ หมั่นแชร์บ่อยๆ เพื่อจัดให้ปังกว่าเดิม. และเพื่อให้เข้ากับยุคและสมัย เราก็สามารถ เพิ่มลูกเล่นให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างการใช้รูปภาพเล่าเรื่องด้วย Infographic หรือ การสร้างเรื่องราว อย่าง Story Telling เพื่อถ่ายทอดชีวิตคน สร้างการกดไลค์กดแชร์เหมือนโฆษณาดังๆ เพิ่มก็ได้ ทั้งหมดนี้ ก็ถือเป็นสิ่งที่จะช่วยเราในการสร้างสีสัน เพื่อการใช้ Facebook แบบน่าดึงดูดใจ ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรามากขึ้นไปอีกนั่นเอง