‘เกษียณ’  หมายความว่า ‘สิ้นไป, หมดไป ขีดขั้นอายุ’  เราที่เป็นมนุษย์เงินเดือนและทำงานในทุกวันนี้ต่างทราบถึงช่วงวัยเกษียณดี  เพราะเป็นการออกจากภาระงานที่รับผิดชอบมาเกือบทั้งชีวิต การวางแผนชีวิตเผื่อช่วงวัยหลังเกษียณจึงนับว่าสำคัญกับเราด้วย เพราะจะทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุข มีอายุยาวนานอย่างมีคุณภาพ.  แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พอพูดถึงวัยเกษียณก็อาจจะคิดว่า ยังไกลจากตัวเรา ยังมีเวลาอีกนานกว่าจะมาถึง นั่นก็เป็นได้ แต่เราไม่ควรลืมด้วยว่าวันเวลาในแต่ละปีนั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วย จริงๆ แล้วหากหันกลับมามองว่าตัวเอง ในแต่ละเดือนนับจากนี้ไปจนถึง อายุ 60 ปี จะเก็บเงินได้อีกแค่ไหน อาจจะเหลือเวลาไม่เยอะเท่าที่คิดก็ได้

ยิ่งกับเงินของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราเทียบกับค่าครองชีพที่จะมากขึ้นตามอัตรา เงินเฟ้อในอนาคต แถมยังต้องเก็บไว้ใช้จนถึงอายุ 70-80 ปี หากเงินหมดก่อนแล้วจะทำอย่างไร

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำตั้งแต่ตอนนี้แน่นอนว่าคือ การเริ่มต้นการวางแผนเกษียณ เพื่อไม่ให้วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนพบว่าตัวเราเองนั้นออกตัวช้าจนสายเกินไป เราจึงควรมาดูด้วยกันถึง เทคนิคการจัดการเงินทองเพื่อเตรียมตัวก่อนวัยเกษียณให้สบายใจ ตามแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน และคิดให้รอบทุกด้านมากขึ้นเรื่อง ค่ารักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนั่นเอง

ค่ารักษาพยาบาล

เป็นเรื่องจริงที่ว่า ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสที่จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ด้วยค่าดูแลสุขภาพ ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล จะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่และจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เพราะอาการของโรคเริ่มแสดงออกมาชัดเจนและหนักมากขึ้น ขณะที่ค่ารักษาก็แพงขึ้นตามไปด้วย เราจึงต้องเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายเพื่อค่ารักษาพยาบาลไว้อย่างดีและพอเพียง โดยค่ารักษาพยาบาลหลักๆแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ:

  • ผู้ป่วยนอก เช่น เจ็บป่วยไม่รุนแรง หรือเป็นไข้หวัด โดยเงินส่วนนี้ อาจจะไม่ได้เป็นก้อนใหญ่มาก เราสามารถเตรียมไว้ซัก เดือนละ 1,000 – 5,000 ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่เราเลือกไว้

  • ผู้ป่วยใน เช่น โรคร้ายแรงหรือต้องผ่าตัด สำหรับเงินส่วนนี้ อาจจะต้องเป็นเงินที่ก้อนใหญ่ เพื่อใช้จ่ายจำนวนมากอาจกันไว้เผืออัตราเงินเฟ้อด้วย เช่น ต้องการมีประมาณ 1 ล้านสำหรับค่ารักษาพยาบาล ถ้าตอนนี้อายุ 40 เกษียณ 60 ก็จะเท่ากับว่า เราจะต้องเตรียมเงิน 1.8 ล้านถ้าเงินเฟ้อ 3%.

ดังนั้น มีวิธีให้เราเตรียมเงินสำหรับวัตุประสงเพื่อสุขภาพได้เพิ่มเติมอีก เช่น:

  • การทำประกันสุขภาพเผื่อไว้เลย. วิธีนี้จะทำให้เราหมดห่วง ว่าหากต้องจ่ายค่ารักษาแพงๆ ต้องเข้าโรงพยาบาล หรือป่วยบ่อย / ป่วยนาน ในส่วนนี้บริษัทประกันก็จะมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เรา ทำให้เราอุ่นใจและสบายใจขึ้นหากต้องรับมือกับเจ็บป่วยในอนาคต  แต่ที่ต้องใส่ใจเพิ่มเมื่อผ่านเวลามาก็คือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพโดยเฉพาะหลัง 60 ปีขึ้นไป จะค่อนข้างแพง ประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป สำหรับแพ็กเกจต่ำสุด ของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ยิ่งถ้าเป็นเบี้ยแบบจ่ายทิ้ง ก็ทำให้ปีไหนที่เราไม่ได้เข้าโรงพยาบาล ก็จะต้องเสียเงินจำนวนมาก จึงต้องคิดเรื่องนี้แต่เนิ่นๆล่วงหน้าก่อนเกษียณหลายสิบปี โดยการคำนวณโดยรวมค่าเบี้ยประกันสุขภาพทั้งหมดที่ต้องจ่าย หลังเกษียณ ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้วจึงวางแผนเก็บเงิน / ลงทุน สำหรับเงินก้อนนี้ ว่าเราทำได้แค่ไหน อะไรเหมาะกับเราที่สุด และทำได้ล่วงหน้าได้แบบไม่เดือดร้อน

  • การเตรียมเงินด้วยตัวเอง. แม้วิธีนี้ถือเป็นการยอมรับความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาไว้กับตัวเองทั้งหมด แต่ก็ดีที่เราไม่ต้องจ่ายเงินทิ้งทุกปีๆ เพื่อเป็นค่าเบี้ยประกัน หากปีไหนไม่ได้เข้าโรงพยาบาล เงินที่เราเตรียมไว้ก็ยังอยู่ และเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ที่เราไม่รู้ล่วงหน้าจริงๆก็คืออนาคต เราจะเจ็บป่วยหนักขนาดไหน ,ต้องเสียค่ารักษาทั้งหมดเท่าไหร่ ดังนั้น เงินที่เตรียมไว้ ที่คิดว่าน่าจะพอ ก็อาจจะไม่พอก็ได้ จึงต้องมีการประเมินดูว่า โรงพยาบาลที่เราจะใช้บริการคือโรงพยาบาลอะไร มีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ในการเจ็บป่วยแต่ละครั้ง โดยดูจาก ค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษาพยาบาล  ค่าผ่าตัด หรือค่ารักษากรณีโรคร้ายแรงต่างๆ แล้วจึงอาจจะเตรียมเงินไว้อย่างน้อยประมาณ 5-10 เท่า ของค่ารักษานั้น เพื่อความอุ่นใจ

  • มีประกันอุบัติเหตุเอาไว้อย่างหนึ่งก็ยังดี. เนื่องจากผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและที่สำคัญ แม้อายุจะมากแล้ว ก็ยังสามารถทำได้กับบางบริษัทด้วยจนถึงอายุ 75 ปี และต่ออายุให้ถึง 99 ปี แต่อัตราค่าเบี้ยประกันอาจจะสูงขึ้นบ้าง และก็ยังมีผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อผู้สูงอายุบางอย่างจะแถมประกันอุบัติเหตุให้ผู้ฝากด้วย เช่น เงินฝากพ่วงประกัน ถ้าเราเช็คดูก็จะวางแผนเรื่องนี้ได้นานขึ้นด้วย

นอกจากนี้ เรายังมีสวัสดิการรักษาพยาบาล หรือ “สวัสดิการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ที่รัฐบาลจัดไว้ให้ประชาชน ที่เราเช็คดูได้อีก เช่น:

  • สวัสดิการข้าราชการ/ช้าราชการเกษียณ. สามารถรับสิทธิรักษาพยาบาลต่อเนื่อง แถมยังได้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีอีกด้วย

  • กองทุนประกันสังคม.  แม้ว่าจุดนึงถึงเราจะไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว แต่ยังต้องการสิทธิรักษาพยาบาลเหมือนเดิมได้ ด้วย  “ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ (มาตรา 39)”

  • สวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น/ข้าราชการหรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. ส่วนนี้ก็สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาที่ รพ.รัฐ หรือ สถานพยาบาลท้องถิ่นได้

  • สวัสดิการของหน่วยงานรัฐอื่นๆ หรือ รัฐวิสาหกิจ. จะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล แม้ว่าเกษียณอายุไปแล้ว หรือยังให้สิทธิพนักงานที่เกษียณอายุสามารถเข้ามาใช้บริการห้องพยาบาลขององค์กรได้เช่นเดิม

  • หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. อันนี้คนไทยทุกคนที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่นจากรัฐบาล จะได้สิทธิรักษาพยาบาลตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” โดยต้องไปลงทะเบียนสมัครกับหน่วยงานที่กำหนด และเลือกโรงพยาบาลรัฐ ที่อยู่ในเขตอยู่อาศัย 1 แห่ง ด้วยเช่นกัน

บำเหน็จ

เงินบำเหน็จ ก็คือ เงินที่เราจะได้รับเป็นก้อนใหญ่แต่เป็นครั้งเดียว ในหลังจากที่เกษียณอายุราชการ โดยจะมีเกณฑ์การคำนวณจำนวนเงิน คือ เอาเงินเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้ายไปคูณกับจำนวนปีที่รับราชการ แต่สิทธิ์ที่จะได้รับเงินบำเหน็จมีหลักเกณฑ์ เช่น

ในกรณีที่มีเวลาราชการไม่ถึง 10 ปีบริบูรณ์

  • ออกจากราชการเพราะเหตุทุพพลภาพ หมายถึงการสูญเสียอวัยวะในร่างกายไป หรือร่างกายในส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งมีผลกับการใช้ชีวิต และการทำงานไปตลอดชีวิต เช่น ตาบอด แขนขาขาด เป็นต้น

  • ราชการให้ออกด้วยเหตุผลทดแทน

  • ออกเพราะถึงอายุเกษียณอายุ

  • ลาออกเมื่ออายุ 50 บริบูรณ์

  • ลาออกจากราชการมีอายุครบ 10 ปี แต่ไม่ถึง 25 ปีบริบูรณ์

  • บุคคลที่มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ แต่ขอรับเป็นบำเหน็จแทน

โดยสำหรับเงินบำเหน็จก้อนนี้ จะจ่ายเงินเป็นก้อนให้แก่ผู้เกษียณงาน เมื่ออายุงานถึงช่วงวัยเกษียณแล้ว ดังนั้น วิธีที่ฉลาดสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา จึงเป็นการลงทุนผ่าน RMF/LTF และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท เพื่อสามารถนำเอาเงินก้อนที่ได้รับมาไปใช้ในการลงทุนต่าง ๆ และมีแนวทางได้รับรายได้เลี้ยงชีพตนเองในวัยเกษียณอีกด้วย

บำนาญ

เงินบำนาญ ก็คือ กระแสเงินสดแบบการันตีต่อปีที่จะจ่ายให้เราจนกระทั่งเราเสียชีวิต. โดยจะได้รับเมื่อถึงวัยเกษียณจากการทำงานแล้ว ในปัจจุบันอายุวัยเกษียณจะอยู่ที่ 55-60 ปี เงินบำนาญจะได้รับเงินจำนวนไม่น้อยหรือมากเกินไปเป็นรายเดือน ทำให้ผู้ที่เกษียณอายุงานแล้วยังคงมีรายได้เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ แต่เราก็ควรวางแผนเพิ่มเติมด้วยหากเงินบำนาญไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย การใช้เงินบำนาญที่ได้รับมาแต่ละเดือนจึงต้องระมัดระวังและมีการวางแผนที่ดีเอาไว้อยู่เสมอ พร้อมมองหาวิธีจัดการความเสี่ยง เพิ่มเติม เช่น:

  • เราสร้างบ้าน หรือ คอนโดในเช่า สร้างหอพักหรือบ้านเช่า เพื่อเก็บค่าเช่าในแต่ละเดือนเอาไว้ใช้จ่ายได้แบบยาว ๆ เพื่อจะได้กระแสเงินสด ที่ไม่มีความผันผวนมาก ไม่หวังพึ่งผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนเพียงอย่างเดียว

  • แบ่งเงินบำนาญที่ได้รับในแต่ละเดือนเอาไว้เป็นค่าใช้จ่าย และแบ่งอีกส่วนเป็นเงินเก็บเพื่อเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือเอาไว้ใช้ในยามเจ็บป่วย

  • หากเป็นผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่มีคนคอยดูแล หรือไม่มีลูกหลานคอยดูแลในส่วนต่าง ๆ ยิ่งจำเป็นต้องมีเงินเก็บเอาไว้สำรองเสมอ

  • หารายได้เสริมที่ตนเองสามารถทำได้และต้องไม่ใช่งานที่หนักเกินไป สามารถศึกษาและทำความเข้าใจอาชีพเสริมได้ตามสถาบันต่าง ๆ หรือในโลกออนไลน์ เพื่อนำมาประกอบอาชีพในช่วงวัยเกษียณได้เองที่บ้านหรือที่พักอาศัย

  • รักษาสุขภาพของตนเองอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หมั่นออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • พยายามอย่าสร้างหนี้สิน เพราะว่าด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี การมีหนี้สินก็จะเพิ่มภาระในด้านการเงินให้เรามากยิ่งขึ้น จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะสร้างหนี้ในช่วงวัยเกษียณแล้ว

  • นำมาลงทุนค้าขายเปิดร้านขายของหรือร้านอาหาร และการลงทุนอื่น ๆ ที่คิดว่าเรานั้นจะสามารถทำได้และไม่ส่งผลเสียใด ๆ ต่อร่างกาย

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุดหากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ควรที่จะเก็บเงินเอาไว้เพื่อที่จะได้มีเงินสำรองใช้ไปนาน ๆ

  • เลือกท่องเที่ยวตามสถานที่ที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากก็ได้ท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

สิทธิประโยชน์เรื่องภาษี

เราทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ของภาษีได้เช่นกัน โดยการเลือกลงทุนเพื่อให้ได้เงินคืนภาษีมา เช่น ถ้าทุกๆ 100 บาทที่ลงทุนไปใน RMF/LTF/บำนาญ จะการันตีได้เงินคืน 20% ตามฐานรายได้ในการเสียภาษี นอกจากสิทธิประโยชน์เรื่องการออมเงินและการสร้างวินัยแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยมีเงื่อนไข เช่น

  • เงินสะสมที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุน สามารถนำมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้ที่เสียภาษี -สำหรับเงินที่สมาชิกได้รับจากกองทุนเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส่วนที่เป็นเงินสะสมได้รับยกเว้นภาษี สำหรับเงินสมทบ ผลประโยชน์เงินสะสม และผลประโยชน์เงินสมทบ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เมื่อทำงานจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือ ตาย ทุพพลภาพ

นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการที่ทางรัฐบาลจัดหาให้กับผู้สูงอายุด้วย และมีสิทธิลดหย่อนในเรื่องภาษีที่เราควรเช็คเอาไว้ด้วย

ได้รับการยกเว้นรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะการฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเมื่อรวมทุกบัญชีจะไม่เกิน 30,000 บาท ก็จะไม่ต้องเสียภาษี แต่ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป

ดอกเบี้ยอื่นๆ ที่มาจาก เงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน เราก็สามารถใช้สิทธิ์ภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ กรณีที่มีฐานภาษีมากกว่า 15 % โดยที่เราไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
 สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินคืนประเภทบำนาญ

สิทธิ์ยกเว้นภาษี ในการขายหุ้นตลาดหลักทรัพย์หรือขายกองทุนรวม
 สิทธิ์ยกเว้นภาษี จากการขายคืนหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

สิทธิ์ยกเว้นภาษี จากเงินบำเหน็จ , บำนาญชราภาพ จากองทุนประกันสังคม
 อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี สามารถให้ลูกหลานเอาไปลดหย่อนได้ 30,000 บาทด้วย

สิทธิ์ยกเว้นภาษีบำเหน็จดำรงชีพของข้าราชการ
 อายุเกิน 65 ปี หากมีรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็สามารถขอลดหย่อนได้ 190,000 บาทต่อปีด้วย

สรุป

เราจะเห็นว่า ทางเลือกในการเกษียณสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรานั้น จริงๆก็ขึ้นอยู่กับเรานั่นแหล่ะที่จะต้องเตรียมเงินมากหรือน้อยแค่ไหนสำหรับชีวิตในอนาคต เพราะวัยเกษียณเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถเตรียมพร้อมด้านการเงินและซื้อเวลาก่อนที่จะมาถึงได้ การวางแผนการเงินเพื่อเกษียณไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จักความต้องการของตัวเองดีพอ วางแผนอย่างรอบคอบ และกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจน ไม่ขาดวินัยเรื่องการออม รวมถึงมีการการลงทุนอย่างเหมาะสม ร่วมด้วยกับการประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ให้กลายเป็นคนมือเติบใช้เงินเกินตัว และทบทวนอยู่เสมอ โดยอาจจะวางเป้าหมายชีวิตวัยเกษียณอย่างคร่าว ๆ ไว้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มทำงานใหม่ ๆ เพื่อที่จะได้มีเป้าหมายในการวางแผนชีวิต ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเราโดยอาจจะปรับเปลี่ยนตามกาลเวลาบ้าง ซึ่งเป้าหมายการเกษียณของแต่ละคนก็อาจจะไม่เท่ากัน อย่างบางคนอาจจะตั้งเป้าเกษียณอายุไว้ เมื่อมีอายุ 45 ปี 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี อันนี้ก็แล้วแต่การวางแผนเอาไว้ ยิ่งเมื่อมีการวางแผนชีวิตที่ดีในทุกๆด้านแล้วล่ะก็ ย่อมเชื่อได้เลยว่า เราจะไม่เป็นภาระของใคร และสามารถประสบความสำเร็จด้านการเงินได้อย่างแน่นอน