เคยคิดไหมคะว่าวันหนึ่งถ้าเรามีรายได้เป็นหลักแสนเราจะรู้สึกอย่างไร บางคนอาจรู้สึกดีใจ บางคนอาจรู้สึกภูมิใจ หรือบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรก็ได้ เพราะกว่าจะถึงวันที่มีรายได้เป็นหลักแสนได้ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ เรียกได้ว่าค่อย ๆ ไต่เต้ามา ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ จะเปลี่ยนจากมีรายได้แค่ไม่กี่หมื่นมาเป็นหลักแสนได้ภายในพริบตา  แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วคนมักจะเข้าใจผิดว่า ยิ่งมีรายได้เยอะคือยิ่งรวย แต่จริง ๆ แล้วคนที่เหลือเก็บเยอะ (เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้) ในแต่ละเดือนต่างหากที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่ารวยจริง เพราะว่ามีเงินเหลือใช้นั่นเอง 
ดังนั้น ก่อนที่จะมีเงินเดือนหลักแสน สิ่งหนึ่งที่เราควรสร้างไปด้วยคือ การมีวินัยในการจัดการการเงิน เพื่อที่ในวันที่เรามีเงินเดือนหลักแสนขึ้นมาจริง ๆ เราจะได้ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ หรือบางทีการจัดการเงินที่ดี อาจจะทำให้เราเจอหนทางใหม่ นั่นคือ ไม่จำเป็นต้องมีเงินหลักแสน แต่ขอแค่มีเงินเดือนในระดับที่อยู่ได้ เพียงเท่านี้ก็ใช้ชีวิตได้อย่างสบายเช่นเดียวกัน

รายได้หลักแสนไม่ได้มากอย่างที่คิดถ้าใช้ไม่เป็น

ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อยไม่สำคัญหรอกนะแต่มันสำคัญที่ว่าคุณใช้จ่ายเป็นหรือไม่ต่างหากเพราะมันไม่สำคัญเลยว่า คุณจะหาเงินได้มากเท่าไหร่ ซึ่งหากคุณใช้จ่ายไม่เป็น หาได้เท่าไหร่ก็ต้องกลับไปหมดตูดเหมือนเดิม แถมไม่เหลือสะสมเป็นความมั่งคั่งให้ตัวเองอยู่ดี และแม้จะหาเงินได้น้อย

แต่หากรู้จักใช้จ่ายให้เป็นก็อาจจะทำให้รวยและมั่งคั่งขึ้นมาได้ สำหรับใครก็ตามที่หาเงินได้เยอะ แต่ยังไม่รวยกับเขาสักที เพราะใครๆ ก็อยากรวยกันทั้งนั้น แต่ก็มีหลายสาเหตุที่ทำให้ไม่รวย แถมยังมีหลายเหตุผลที่เป็นข้ออ้างไม่ยอมลงมือทำ เพื่อสร้างความรวยให้กับตัวเอง แม้ว่าจะมีโอกาส และความสามารถมากพอ  บางคนอยากรวยจนป่วย แทนที่จะรวยกลับจนลงๆ เพราะไม่เข้าคิดว่าทุกคนจะรวยได้เหมือนกันหมด และความรวยก็ไม่ค่อยจะได้อยู่กับใครนานนัก

หลายคนเชื่อว่าจะรวยได้ต้องมีทุน ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น ทำให้เป็นข้ออ้างของใครหลายคนที่อยากจะรวยแต่ไม่มีทุนที่จะทำนั่น ทำนี่ ไม่มีเงินลงทุนทุกวันนี้ หลายอย่างเปลี่ยนไป บางคนมีทุนแค่หลักพันแต่ไม่น่าเชื่อว่าจะหาเงินหลักล้านได้เมื่อใดที่คิดว่า หากคุณมีเงินแค่นั้นแต่จะหาหลักแสนหรือหลักล้านให้ได้ มันจะมีความคิดหาช่องทางรวย ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเอง มีหลายคนที่แชร์ประสบการณ์ มีทุนน้อยแต่รวยหาเงินล้านได้  ซึ่งเห็นข้อความแชร์ประสบการณ์แบบนี้แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นไปไม่ได้แน่นอน นั่นคือหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รวย เพราะไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่สามารถเป็นไปได้ค่ะ

รายได้มาก็จ่ายมาก

รายได้มากรายจ่ายก็มากเป็นยังไง ก็คือสภาพสังคมปัจจุบัน ชีวิตของคนทำงานมีสิ่งที่ทำให้ต้องเสียเงิน เสียค่าใช้จ่ายค่ามากขึ้น ซึ่งแม้จะเป็นรายจ่ายที่สำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลง หรือลดรายจ่ายไม่ได้ เช่น ค่าผ่อนชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำในแต่ละเดือน ค่าผ่อนสินค้า ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเสริมสวย-ซื้อเครื่องสำอาง ค่าใช้บริการฟิตเนส ค่าน้ำมันรถ รายจ่ายเหล่านี้ เป็นการจ่ายเพื่อสิ่งที่ อาจไม่จำเป็นต้องมี ต้องทำ หรือต้องเป็น แต่ก็ยังดีกว่ารายจ่ายในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เช่น ค่าเหล้า ค่าบุหรี่ ค่าหวย หรือค่าใช้จ่ายสำหรับอบายมุขต่างๆ เงินเดือนเท่าไหร่จึงจะพอกับความต้องการจึงเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคนทำงาน

หลายคนมีรายได้มากกว่าตอนเริ่มต้นทำงาน แต่ก็ยังไม่พอใช้จ่าย ไม่พอใช้หนี้ ลองมองย้อนกลับไปในอดีต หากเราไม่ก่อหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต  เพื่อซื้อสิ่งที่ต้องการอย่างง่ายๆ ป่านนี้คงมีเงินเก็บมากมาย หากคุณมีรายได้หลักพัน หรือหลักหมื่นต้นๆ หรือหลักแสนก็ตาม แต่ซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพงใส่ไปทำงาน ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องละหลายหมื่นที่ยังต้องผ่อน ดื่มกาแฟแก้วละเกือบร้อย แม้จะเป็นความสุขของคนทำงานที่ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย แต่ความทุกข์ที่ต้องจ่ายหรือเป็นหนี้จะตามมาในภายหลังต่อให้เงินเดือนรายได้มากแค่ไหนก็ไม่เหลือหรอกแบบนั้น

ลงทุนไปผิดทางเสียเวลา

ปัจจุบันเรื่องการลงทุนไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องสงวนไว้สำหรับคนรวยอีกต่อไปแล้ว ทุกคนสามารถลงทุนได้ตามสัดส่วนรายได้ของตนเอง ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนก็เข้าถึงง่ายดายจากแผงหนังสือและอินเตอร์เน็ต แต่ใช่ว่าทุกคนที่ลงทุนหรือทุกครั้งที่ลงทุน จะได้รับผลตอบแทนที่งดงามเสมอไป เพราะละเอียดปลีกย่อยของการลงทุนมีมากมาย ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง และตามสถิติพบว่าคนส่วนใหญ่ล้มเหลวจากการลงทุน

เราลองมาดูภาพกว้างๆว่า เหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน หรือลงทุนแล้วไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงินเป็นเพราะอะไรกันบ้าง อย่างเช่น  ลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดหรือไม่มีความรู้ นักลงทุนที่ชอบเล่นตามข่าว ลงทุนตามเพื่อน ตามญาติ หรือมีคนแนะนำ มักประสบปัญหานี้ เพราะคนแต่ละคนมีนิสัยและรูปแบบการดำเนินชีวิตต่างกัน ความชอบและความรู้ในเรื่องต่างๆก็มีไม่เท่ากัน คนที่มาชักชวนก็มาเหมาว่า ถ้าดีสำหรับเขาก็ต้องดีกับคนที่เขาอยากชวนด้วย คนที่รับคำชวนก็คิดว่าเมื่อเขาทำได้ดี เราก็คงทำได้ไม่เลวหรอกมั้ง พอถึงเวลาลงเงินไปแล้วจริงๆ การลงทุนนั้นๆอาจเหมาะกับคนหนึ่งและไม่เหมาะกับคนหนึ่ง ก็ได้และเป็นเรื่องธรรมดา

ดังนั้น ให้ลงทุนในสิ่งที่เรารู้จะดีกว่า ลงทุนเพราะตามเพื่อน ตามญาติ หรือลงทุนไปเพราะเกรงใจคนชวน เงินเป็นของเรา ถ้าขาดทุน ก็ไม่มีใครมารับผิดชอบแทนเรา นอกจากตัวเอง ถือคติถ้าจะผิด ถ้าจะมาพลาด ขอให้เกิดด้วยน้ำมือตัวเองจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยเราก็จะได้บทเรียนที่คุ้มค่ากว่า

รายได้มากซื้อของแบบไม่คิดก่อน

คงเพราะความชล่าใจที่คิดว่าตัวเองมีรายได้มากแล้วจะเห็นว่าคนที่ไม่คิดจะออมเงินมักจะมีข้ออ้างต่างๆนานๆ ไม่ว่าตัวเองจะหาเงินได้มากน้อยแค่ไหน ก็จะหาเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินไปจนหมด ขณะที่คนบางคนมีความต้องการและอยากได้เหมือนกัน แต่เขาสามารถยับยั้งชั่งใจได้ เอาชนะความอยากของตัวเองได้ และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เก็บกันออมเงินอย่างสม่ำเสมอ คนแบบนี้แม้ไม่ได้มีความสุขจากบ้านหลังใหญ่ หรือรถคันใหม่ แต่เขาจะมีความสุขใจอย่างยั่งยืน คนที่ยังไม่มีเงินออม ต้องยอมใจแข็ง เลิกอ้างนั่นนี่ เริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ คราวละพัน ครั้งละร้อยก็ยังดี

เห็นค่างานประจำที่ทำให้มีวันนี้

ไม่มีงานไหนไม่มีคุณค่าถ้าเราเลิกคิดถึงแต่ตัวเองเชื่อว่างานส่วนใหญ่มีคุณค่าและเป้าหมายในตัวมันเองทั้งนั้น ที่เรามองว่ามันไม่มีคุณค่าก็เพราะเป้าหมายพวกนั้นมันไม่ตรงกับสิ่งที่เราคิดและต้องการ ลองนึกกันดูหน่อยว่างานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เพื่อใคร? ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกว่ากำลังทำงานที่ไม่มีคุณค่า  จงคิดถึงคนอื่น อย่าคิดถึงตัวเอง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นมากเลยค่ะ เพราะอะไรก็ไม่แน่นอนถึงแม้ตอนนี้คุณจะมีรายได้มากแล้วแต่การไม่เห็นคุณค่างานที่ทำอาจจะทำให้คุณตกต่ำได้นะคะ

หลีกเลี่ยงการกู้เงิน

การเป็นหนี้นั้น เกิดจากการที่เราทำตัวเราเองทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครบังคับให้เราไปซื้อข้าวของต่างๆนาๆ เพียงแต่นักการตลาดมักจะหาประโยชน์จากจุดอ่อนของมนุษย์ในเรื่องกิเลส ความอยากต่างๆ ด้วยการสร้างสิ้งเร้า สิ่งยั่วยวนต่างๆ จนคนอดใจไม่ไหว สุดท้ายต้องหาทางในการเป็นเจ้าของและครอบครองจนได้ แม้จะได้มาในสภาพที่ตัวเองไม่พร้อมก็ตาม หรือแลกด้วยการเป็นหนี้ก็ตาม คนเรามักจะมองอะไรสั้นๆ ไม่คำนึงผลได้ผลเสียในระยะยาว การอยากได้อยากมีทั้งๆที่ตัวเองไม่พร้อม ในท้ายที่สุด ภาระทางการเงินต่างๆจะกลับมาทำร้ายตัวเราเองทั้งร่ายกายและจิตใจ ดังนั้นต้องรู้จักประมาณตนเอง ต้องมีจิตใจเข้มแข็ง มีวินัย ไม่ทำอะไรตามใจ อะไรที่รอได้ก็รอไปก่อน คนเราวาสนาไม่เหมือนกัน อย่าเอาชีวิตเราไปเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น ชีวิตที่ไม่เป็นหนี้ เป็นชีวิตที่ประเสริฐ และเปิดโอกาสดีๆในอนาคตให้กับเรามากมาย เพราะการเป็นหนี้นั้นไม่ว่าคุณจะมีเงินหรือรายได้มากแค่ไหนก็หมดได้อย่างรวดเร็วค่ะ ไม่เป็นหนี้ดีที่สุด

สรุป

ทุกวันนี้ เราเห็นผู้คนวิ่งวุ่นอยู่กับการทำงานหาเงินไว้จับจ่ายใช้สอย หรือซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อสร้างความสุข ความสะดวกสบาย และยกระดับฐานะตนเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หากคนๆ นั้นรู้จักกินอยู่อย่างพอดี ไม่พยายามก่อหนี้ และมีเงินเก็บออมพอประมาณ แต่สำหรับคนที่ชอบกินอยู่เกินฐานะ ใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้ ดิ้นรนกู้หนี้ยืมสิน ผ่อนทุกอย่างในชีวิตเท่าที่จะผ่อนได้ คนเหล่านี้แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์รอบกาย แต่ก็มีหนี้สินรอบตัว อย่างนี้เราถือว่ายังไม่มั่งคั่ง แม้ดูแล้วจะเป็นเรื่องยาก ที่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปจะมีอิสรภาพทางการเงินอย่างที่ฝันไว้ เพราะหลายๆ คนยังพึ่งพิงรายได้จากการทำงานหรือเงินเดือนเป็นหลัก การเรียนรู้และให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินในทุกๆ ด้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้ามค่ะ