“เงิน” แม้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้จริงๆ การมีเงินเพียงพอกับการจับจ่ายใช้สอย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และทำให้เราสามารถแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมที่ชอบได้อย่างสบายใจต่างๆเพิ่มได้. แต่การเป็นมนุษย์เงินเดือน บางครั้งรายได้อาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ดูเหมือนข้าวของราคาแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น สินค้าก็มีแต่ขึ้นราคา แต่เงินเดือนกลับไม่ขึ้นตาม สุดท้ายก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีหนี้บัตรเครดิตพ่วงยาวเป็นห่างว่าว การออมเงินให้งอกเงยจึงเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่ความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย?! จริงหรือ!? ...คำตอบ คือ การออมเงินไม่ได้เป็นเรื่องยาก!! บางคนเป็นหนี้อยู่ก็ยังออมเงินได้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องตั้งใจทำ วันนี้เราอยากให้มา 5 วิธีการออมเงินแบบที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ คนเก็บเงินไม่เก่งก็ทำได้ เพื่อจะทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีความสุขนั่นเอง

ออมทีล่ะน้อย ค่อยๆเก็บ

การหยอดกระปุกออมสิน วิธีนี้ทำได้จริง แม้เป็นเรื่องเด็กๆ. แต่บางคนหยอดกระปุกก็จริงแต่ก็แคะกระปุกมาใช้ตลอด แบบนี้ก็เก็บเงินไม่อยู่ได้เหมือนกัน จริงๆแล้วจะให้ดี เราควรทำการแบ่งกระปุกออกเป็นหลายๆ จุดประสงค์ หากระปุกออมสินมาหลายๆ ใบ แต่ละกระปุกก็มีเป้าหมายแตกต่างกันไป นำกระดาษมาแปะไว้ที่กระปุกได้ เช่น สำหรับเที่ยวสิ้นปี 62 , ซื้อนาฬิกาใหม่ , ซื้อโทรศัพท์ใหม่ , ซื้อโน๊ตบุ้คใหม่ เป็นต้น แต่อย่าลืมแบ่ง 1 กระปุกไว้สำหรับการออมเงินเผื่อฉุกเฉินเอาไว้บ้าง โดยอาจจะแบ่งหยอดกระปุก วันละ 10-20 บาทต่อกระปุก หยอดโดยแบ่งจากจำนวนเงินที่เหลือใช้รายวัน รายสัปดาห์ก็ได้ ทีนี้เราก็จะมีเงินสะสมเพื่อใช้จ่าย ซื้อโน่นนี่แล้วยังมีเงินหยอดกระปุกสำหรับการออมเงินอีกด้วย ได้ประโยชน์รอบตัวจริงๆ

ออมวันละ 20 บาท. ฟังดูอาจเหมือนน้อย แล้วแบบนี้จะออมเงินเป็นก้อนได้จริงๆ หรอ? บอกเลยว่าอย่าดูถูกธนบัตรใบน้อยใบนี้กันเลย เพราะถ้าเราทำติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน (วันหยุด ก็ไม่หยุดออม) เราจะมีเงินออมถึง 600 บาท แล้วถ้าออมติดต่อกัน 1 ปี? เราก็จะมีเงินออมถึง 7,300 บาทเลยล่ะ! สำหรับคนที่มองว่า ยังไงก็น้อยไปอยู่ดี อาจจะเปลี่ยนจาก 20 บาทเป็นออมวันละมากกว่านั้นก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การสร้างนิสัยการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ และการสร้างวินัยการออมเงินของตนเอง อย่าหาข้ออ้างตามใจตัวเอง นำเงินที่ต้องออมไปใช้ เพราะเมื่อคุณทำอย่างนั้นครั้งหนึ่ง ครั้งต่อๆ ไปก็จะตามมา สุดท้ายก็ออมเงินแทบไม่ได้เหมือนเดิมเอา

เก็บแต่แบงค์ 50 บาทดีกว่า. วิธีการนี้ทำได้จริง คือพอเรา ได้แบงก์ 50 บาทมาเมื่อไหร่ เก็บเมื่อนั้น!! อาจซุกไว้ในมุมมืดสักที่ของกระเป๋าเงิน กลับบ้านก็เอาไปไว้กับกล่องที่มีเพื่อนมันอยู่ พอเต็มหรืออาจจะครบระยะเวลาที่เรากำหนด ก็นำเงินส่วนนี้ไปฝากธนาคาร. ยิ่งสมัยนี้แบงค์ 50 บาทนี้ ก็เรียกได้ว่ายังเป็นแบงค์ที่ได้ไม่บ่อย คนใช้ก็ไม่เยอะ คิดซะว่าเป็นของหายาก ต้องเก็บรักษา ถึงเดือน หรือทุก 2-3 เดือนก็เอาไปฝากธนาคาร บางคนใช้วิธีนี้เก็บเงินได้เป็นหมี่นๆ ก็มีนะ

เริ่มต้นออมเงินให้เร็วที่สุด

การเก็บก่อนใช้. วิธีนี้ดีแน่ๆเพราะเป็นการเริ่มต้นง่ายๆ ของคนอยากมีเงินออมเลยล่ะ ใครๆ ก็ทำได้ และเห็นผลง่าย ทำได้โดยเมื่อเงินเดือนออก แบ่ง 10% ของเงินเดือนเพื่อเป็นเงินออมทันที และเงินก้อนนี้จะเก็บเพื่อการออมอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เอาออกมาใช้เด็ดขาด แต่ส่วนที่เหลือ ก็แบ่งเป็นส่วนๆ เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆ และใช้จ่ายประจำวันตามปกติ การออมเงินแบบนี้เป็นวิธีที่จะสามารถช่วยเราสร้างวินัยในการออมเงินกับเราด้วยตั้งแต่รายได้เริ่มเข้ามา ไม่ว่าในรูปแบบ การเก็บออมเงินแบบตัดบัญชีธนาคาร แต่แนะนำว่าบัญชีเก็บออมเงินไม่ควรมี ATM หรือ App Mobile banking จะได้ไม่สามารถเอาเงินมาใช้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าเรามีรายได้ไม่แน่นอนหรือรายได้หลายช่องทาง จะยิ่งต้องมีวินัยมากขึ้น เช่น เก็บออมเงินด้วยตัวเราเอง โดยการโอนเงินเข้าบัญชีนธนาคารเป็นประจำ

มีตารางการออมเงินแน่นอน

เนื่องจากเราอยากทำการจัดสรรเงินออมให้มีประสิทธิภาพที่สุด อาจเลือกวิธีแบ่งเงินออมออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ เงินเพื่อใช้จ่าย เงินเผื่อฉุกเฉิน และเงินเพื่อลงทุน โดยเงินออมแต่ละกองก็จะมีหน้าที่ของตัวมันเอง คือ   เงินออมรวม = เงินเพื่อการใช้จ่าย + เงินออมไว้เผื่อฉุกเฉิน + เงินออมเพื่อลงทุน

เงินเพื่อการใช้จ่าย : จะเป็นเงินส่วนที่มีไว้เพื่อช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับชีวิตประจำวันของเรา เงินจำนวนนี้เราจะสามารถนำมาใช้สำหรับการผ่อนจ่ายหนี้บัตรเครดิต ชำระค่าใช้จ่ายประจำเดือนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ ค่าผ่อนบัตรเครดิต ค่าผ่อนสินเชื่อต่าง ๆ เป็นต้น โดยเราจะต้องสามารถเข้าถึงเงินกองนี้ได้ทันที และควรมีจำนวนพอกับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3 เดือนเอาไว้

เงินออมไว้เผื่อฉุกเฉิน : จะเป็นเงินจำนวนที่เราเข้าถึงได้ เพื่อที่จะสามารถนำออกมาใช้อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นกรณีมีปัญหาด้านสุขภาพ เกิดอุบัติเหตุทำให้ไปทำงานไม่ได้ หรือเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ฯลฯ ทำให้เราไม่สามารถไปทำงานได้และเสียรายได้ประจำ โดยเงินกองนี้ควรจะมีจำนวนเท่ากับเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เราใช้เป็นประจำรวมกัน 6 เดือน หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ต้องลำบากอย่างน้อยเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือนได้

เงินออมเพื่อลงทุน : เป็นเงินกองที่เราจะสามารถนำไปต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตัวเอง กองนี้จะต้องเป็นเงินเย็น ซึ่งเป็นเงินที่เราสามารถนำไปใช้สำหรับการลงทุนระยะยาวได้ โดยเราจะต้องไม่ไปยุ่งกับเงินส่วนนี้จนกว่าจะถึงกำหนดปันผล หรือถึงกำหนดขายคืนกองทุน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง ดังนั้น เราควรศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจ

หากเราต้องการจัดการและออมเงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อีกวิธีที่เราสามารถนำมาใช้ได้ คือ การวางแผนการใช้จ่ายรายวันในแต่ละเดือน ทำได้โดยเมื่อเราได้เงินเดือนมาแล้วให้หักเงินออม และค่าใช้จ่ายประจำเดือนออกมา ส่วนเงินที่เหลือก็คือ เงินส่วนที่เราเก็บเอาไว้ใช้รายวันนั่นเอง วิธีคิดก็ง่าย ๆ เพียงแค่นำจำนวนเงินที่เหลือส่วนนี้มาหารด้วย 30 เราก็จะได้จำนวนเงินที่เราใช้รายวันได้   ตัวอย่าง : เงินเดือน 30,000 บาท/เดือน

  • เงินออม 5,000 บาท
  • จ่ายค่าเช่า 10,000 บาท
  • จ่ายค่าน้ำ+ค่าไฟ 1,500 บาท
  • จ่านค่าโทรศัพท์ 900 บาท จ่ายค่าผ่อนของใช้อื่น ๆ 4,000 บาท

=30,000 - (5,000+10,000+1,500+900+4,000) 8,600 บาท 8,600 บาท/30 วัน = เราจึงมีเงินใช้ต่อวันได้ประมาณ 287 บาท/วัน   เมื่อได้ตัวเลขมาแล้ว อาจคิดว่าเงินส่วนนี้จะเป็นเงินสำหรับค่ารถ ค่ากิน ค่าน้ำ ค่ากาแฟ ก็ไม่น้อยเกินไปเท่าไหร่ หากเราใช้เงินรายวันเหลือ ก็ยังสามารถนำเงินที่เหลือหยอดกระปุกได้อีก ถึงเวลาพอหยอดกระปุกได้เยอะแล้วก็สามารถนำไปฝากธนาคาร เป็นการออมงินได้อีกทางจริงๆ

เปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นรายได้

ถ้าอยากมีเงินเก็บเพิ่มไว ๆ แน่นอนว่างานประจำอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรมองหาช่องทางการสร้างรายได้อื่น ๆ ด้วย อย่างหารายได้เสริมจากสิ่งที่ตัวเองถนัดจริงๆนอกจากรายได้เสริมจากงานพาร์ทไทม์แล้ว เราก็ยังสามารถหารายได้จากงานอดิเรกที่เราใช้ผ่อนคลายความเครียดได้อีกด้วย ยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีฝีมือด้านงานศิลปะ หรือประดิษฐ์ของ D.I.Y. ใช้เองที่บ้าน ความสามารถพิเศษแบบนี้ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือ รับแปลงาน เขียนบทความ ถ่ายรูป ปลูกต้นไม้ขาย หรือขับรถส่งอาหาร เป็นต้น เพราะเป็นการเพิ่มรายได้โดยที่ไม่ต้องควักเงินทุนหรือกลัวเจ๊ง แต่ถ้าเกิดใครมีทำเลดี ๆ บวกกับมีฝีมือทำอาหารอยู่แล้วละก็ อาจจะลองเปิดร้านทำอาหารขาย สร้างรายได้อีกทาง ก็น่าสนใจไม่น้อย หรือหลายคนที่โด่งดังมาจากโลกออนไลน์ จนในที่สุดก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการเป็นที่รู้จัก ได้ออกทีวี ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าประเภทต่าง ๆ หรือออกอีเว้นท์ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อย เพียงแค่เราต้องหาแนวทางที่ชัดเจนของตัวเองให้ได้ และพยายามแสดงมันออกมาให้สร้างสรรค์  แม้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม

เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ดีที่สุด

ตัวอย่างชีวิตจริงๆ เวลาที่เราอยากซื้อของราคาสูงๆ ให้ลองกลับบ้านไปแล้วไตร่ตรองอีกสัก 24 ชั่วโมงค่อยเวียนกลับมาซื้ออีกครั้ง เพราะถึงเวลานั้นก็อาจจะไม่อยากได้แล้ว หรือลองคำนวณราคาสิ่งของที่จะซื้อ เปรียบเทียบกับจำนวนค่าตอบแทนรายวันที่จากการทำงานดูอีกที เช่น กระเป๋าราคา 5,000 บาท แต่เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ทำงานเดือนละ 22 วัน เท่ากับ 20,000/22 = 909 บาท ดังนั้น การซื้อกระเป๋าใบนี้เทียบได้กับการที่จะต้องทำงานแลกเป็นเวลา 5.5 วัน พอลองเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าดู อาจจะเห็นว่าเก็บเงินต่อไปก่อนอาจดีกว่า

แต่เราก็รู้ว่าแผนการออมนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละสาขาอาชีพด้วย เช่น พนักงานบริษัทไม่ควรพลาดโอกาสที่จะเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามสิทธิ์ ส่วนอาชีพอิสระ เช่น แพทย์ พนักงานขายอิสระ อาจลงทุนใน RMF หรือซื้อประกันแบบบำนาญ เพื่อสร้างความมั่นคงหลังเกษียณเอาไว้ได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับแผนการออมปรับให้เหมาะกับสถานะการเงินในแต่ละช่วงชีวิต หากเพิ่งเริ่มทำงาน เพิ่งเริ่มมีเงินออม รับความเสี่ยงได้ต่ำ อาจเริ่มลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การซื้อประกัน การฝากเงินประจำแบบขั้นบันได จนเมื่อมีเงินออมมากขึ้น สามารถรับความเสี่ยงมากขึ้น อาจแบ่งเงินออมมาลงทุนในกองทุน หรือเปิดบัญชีออมหุ้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นแล้วนำมาเปรียบเทียบกันในวิธีที่เกิดผลที่สุดสำหรับเรา

สรุป

มาถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะมีคำถามว่าจะเลือกใช้วิธีไหนดี คำตอบก็คือว่า เอาที่สบายใจเถอะ  เพราะจริงๆแล้วการออมเงินหรือการลงทุนเป็นเรื่องส่วนตัว ขึ้นอยู่กับความชอบ ความพอใจ หรือกำลังของแต่ละคน เราจึงอยากชี้ให้เห็นว่าจากวิธีทำให้เงินเติบโตด้วยการลงทุนได้นั้นจะต้องมาจาก "การออมเงิน" ก่อนถึงจะนำเงินไปต่อยอดได้ หากเราไม่มีแรงบันดาลใจให้เริ่มออมเงิน ขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น และ เราต้องการปรับวิธีคิดจากคนที่มีสารพัดข้ออ้างว่าออมเงินไม่ได้หรอก แต่พอทดลองออมเงินด้วยวิธีการเหล่านี้ก็จะรู้สึกว่าการออมเงินนั้นทำได้ง่ายมาก พอได้เห็นตัวเลขเงินออมมากขึ้นจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองระดับหนึ่งว่าเราก็ทำได้เหมือนกันนะ แล้วจะเกิดความคิดต่อมาว่า "จะทำยังไงให้เงินออมของเรามากขึ้นกว่านี้" จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดให้เงินออมเติบโตได้ เพราะการออมเงิน จัดการเงิน ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ เพียงแค่เราสร้างวินัยในการออมเงินที่ดี ทำตามแผนที่เราวางเอาไว้ ไม่กี่ปีเราก็จะสามารถมีเงินออม เงินเก็บ และมีนิสัยการบริหารเงินที่ดี เพิ่มรายได้ ทำควรควบคู่ไปกับการมีความสุขในระหว่างทางด้วย