ถ้าหากพูดถึงเรื่องการวางแผนทางเงินแล้ว เพื่อนๆจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรกกันบ้างคะ? ใช่แล้วค่ะ! นั่นคือการออมเงินนั่นเอง การออมเงินถือว่าเป็นเบสิคขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้ของการวางแผนทางการเงิน แล้วเราจะวางแผนการเงินไปทำไมกัน สิ่งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้การเงินในอนาคตของเราเป็นไปได้ด้วยดี และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เราก็สามารถนำเงินที่เก็บไว้ออกมาใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่นวิกฤตโรคระบาดตอนนี้ที่เรากำลังเจออยู่ ใช่ค่ะเจ้าโควิด-19นั่นเอง แล้วมันเกี่ยวข้องกันยังไง? หากเรามีการเก็บออมเงินมาก่อนหน้านี้เก็บมาเรื่อยๆจนถึงกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราก็สามารถนำเงินที่เราเก็บหอมรอมริบมาตั้งแต่แรกๆนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แล้วถ้าในอนาคตต่อไปมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกล่ะ เราจะบอกลูกๆของเราให้วางแผนเกี่ยวกับการเงินอย่างไร วันนี้ทาง MoneyDuck จะมาบอกถึงวิธีการสอนให้เด็กๆออมเงินเป็นตั้งแต่ยังเล็กๆกันค่ะ เพราะไม้อ่อนนั้นดัดง่าย ไม้แข็งดัดยาก หากเราไปฝึกการออมให้กับเขาตอนโตล่ะก็จะยากกว่าตอนฝึกตั้งแต่เล็กๆค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ!

ปลูกฝังการรักการออม

สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้เค้ารู้จักก่อนว่าการออมเงินคืออะไร อาจจะสอนให้รู้จักด้วยการให้เงินไปซื้อขนม 10 บาท และให้เค้าเหลือเงินจากการซื้อขนมมา 5 บาทและให้น้องหยอดกระปุก 5 บาทนั้นทุกวันๆ ทำแบบนี้ไปสัก 1 เดือน 5 บาทที่เก็บมาตลอดจะได้ทั้งหมด 30 เหรียญและบอกน้องว่าเงินทั้งหมดนี้เป็นของน้อง แต่น้องต้องใช้ในตอนที่จำเป็นเท่านั้น สอนให้เค้ารู้ว่าการเก็บเงินมาเรื่อยๆผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ก็คือตัวของเราเอง ทำแบบนี้จนน้องชินแน่นอนค่ะว่าโตขึ้นน้องจะต้องมีนิสัยรักการออมแน่ๆ ไม่ต้องรีบร้อนเก็บ บอกน้องให้รู้จักคุณค่าของเงินแม้แต่บาทเดียวนั้นมันก็สำคัญ หากเราจะขึ้นรถเมล์แต่ถ้าขาดสักบาทเดียวเราก็ไม่สามารถไปตามทางที่เราอยากไปได้ แน่นอนค่ะท้ายที่สุดแล้วหากเราฝึกเค้ามาเรื่อยๆ เริ่มทีละนิดทีละน้อย แล้วก็เพิ่มขึ้นในตอนที่น้องนั้นมีอายุมากพอที่จะเก็บเงินเยอะๆแล้ว เราอาจจะนำเงินที่ลูกเราเก็บไปฝากไว้ในธนาคารให้เค้าก็ได้ เพราะมันจะได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าเก็บไว้กับตัวเองอยู่แล้ว หากน้องรู้แล้วว่าการเก็บเงินมาเรื่อยแล้วได้เงินเยอะขนาดนี้น้องคงจะสนุกและชอบในการออมแน่นอนค่ะ

สอนให้ใช้เงินพอประมาณ

เมื่อเราสอนให้ลูกได้รู้จักกับการออมเงินแล้ว เราจะมากระโดดข้ามก้าวบันไดนี้ไปด้วยกันค่ะนั่นคือการสอนให้ลูกนั้นรู้จักการใช้เงินไม่ให้ฟุ่มเฟือย! หากพูดถึงเรื่องการใช้เงินไม่ให้ฟุ่มเฟือยแล้วเนี่ยบอกเลยว่าเรื่องตรงนี้ก็ยังยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่บางคนเลยค่ะ นั่นก็เป็นเพราะว่าในปัจจุบันนี้มีสิ่งที่ทำให้เราเกิดกิเลศหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางที่ผู้หญิงอย่างเราๆจะขาดไปไม่ได้ รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆมากมาย แม้แต่อาหารก็เช่นเดียวกัน ยิ่งโตยิ่งได้รู้ว่าบนโลกของเรามีแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลย555 อาจจะคอยบอกลูกอยู่เสมอว่ากว่าจะได้เงินมานั้นมันไม่ใช่ง่ายๆ เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้ออะไรก็คำนึงถึงความจำเป็นด้วย และอย่าลืมที่จะเก็บเงิน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เสมอไป เราอาจจะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับของที่น้องอยากได้ก็ได้ สอนให้น้องรู้จักว่ากว่าการจะเก็บเงินได้ และซื้อของด้วยเงินตัวเองนั้นมันไม่ได้มาง่ายๆ น้องจะได้รู้จักใช้ของที่น้องซื้อมาให้คุ้มค่า และคำนึงถึงความจำเป็นด้วยว่าจะซื้อของสิ่งนั้นจริงๆรึเปล่า มันให้อะไรกับเราบ้าง น้องเขาจะรู้ได้ตัวเองค่ะ หากอายุน้อยๆก็คงอยากได้ของเล่น555 แต่ถ้าโตมาเค้าคงมีความคิดที่ไม่เหมือนกับตอนเล็กๆแล้วล่ะค่ะ

ปล่อยให้บริหารด้วยตัวเอง

ตอนนี้เราก็มาถึงการให้น้องรู้จักการบริหารเงินกันแล้ว การฝึกให้บริหารเงินด้วยตัวเองนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าน้องพร้อมที่จะวางแผนเรื่องการเงินได้ด้วยตัวเอง รู้ว่าควรใช้เท่าไหร่ ควรเก็บเท่าไหร่ โดยที่เราไม่ต้องบอกแบบเมื่อก่อนแล้ว หากเราพิจารณาเรียบร้อยว่าน้องพร้อมจริงๆ เราก็ปล่อยให้น้องเค้ารู้จักการใช้เงินและเก็บเงินด้วยตัวเองกันค่ะ แล้วเราก็ค่อยมาดูผลลัพธ์ที่ได้ หากน้องทำได้ดีเลยในช่วงระยะเวลา 1 เดือนเราก็ไว้ใจน้องให้เค้าดูแลและบริหารเองได้เลยค่ะ แต่ถ้าหากน้องยังบริหารเรื่องเงินไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีเก็บเงินบางวัน ไม่ได้เก็บทุกวัน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วให้น้องลองเริ่มบริหารเองใหม่ก็ได้ค่ะ บอกเค้าไปว่าไม่ว่าจะเก็บได้เยอะหรือน้อยแต่เราควรเหลือเงินไว้ในทุกๆวัน แต่ก็อย่ากดดันน้องจนเกินไปนะคะทำให้เค้าได้รู้สึกว่าการเก็บเงินนั้นมันสนุกและไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากน้องนั้นบริหารเงินเป็นแล้วก็ไม่มีอะไรต้องห่วงเกี่ยวกับการเงินของเค้าในอนาคตแล้วล่ะค่ะ

ทำให้มีเงินเพิ่ม เหมือนปลูกต้นเงิน!

เราก็ได้เดินทางกันมาถึงเรื่องสุดท้ายกันแล้วค่า นั่นคือ!การทำให้เงินของน้องเพิ่มขึ้น เหมือนการปลูกต้นไม้! หลายคนก็งงนะคะว่าทำให้เงินเพิ่มขึ้นเหมือนต้นไม้ยังไง ขั้นตอนที่ผ่านมาทั้งหมดก็เหมือนเป็นการที่เราเตรียมดิน ปุ๋ย และเมล็ดให้เจริญเติบโตขึ้นนั่นแหละค่ะ แต่ยังโตได้ไม่เต็มที่ ซึ่งข้อนี้จะทำให้ต้นไม้ที่เราดูแลมีใบงอกเงยขึ้นมาค่ะ! แล้วมันมีวิธีอะไรบ้างล่ะ นั่นคืออย่างที่เราได้พูดกันไว้ตั้งแต่แรกๆแล้วว่าหากน้องเริ่มโตขึ้นและสามารถเก็บเงินได้เยอะแล้วให้ไปเปิดบัญชีให้กับน้อง ซึ่งอย่างที่บอกไปในตอนแรกแล้วว่าการเอาไปฝากกับทางธนาคารจะดีกว่าการเก็บเงินไว้ในกระปุก การเปิดบัญชีแล้วได้อะไร? เราก็จะได้ดอกเบี้ยกับทางธนาคารค่ะ แต่ไม่ใช่ฝากเพียงครั้งเดียวแล้วหายไปนานหลายปีนะคะ เราอาจจะให้เวลาเค้าเก็บเงินสัก 3 เดือน 6 เดือน หรือเท่าไหร่ก็ได้แล้วเอาไปฝากทางธนาคารให้สม่ำเสมอ ทำแบบนี้รับรองว่าเรื่องการออมเงินน้องประสบความสำเร็จแล้วล่ะค่ะ

ปลูกฝังแต่เด็ก สำเร็จตอนโต

สำหรับการออมเงินนั้นมันไม่ใช่เรื่องยาก เพราะฉะนั้นแล้วฝึกให้น้องนั้นได้ออมเงินไว้ตั้งแต่เด็กๆดีกว่าค่ะ เหมือนที่เราได้บอกไว้ว่าเรื่องการเงินของน้องนั้นก็เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่ยังเป็นเมล็ดอยู่ หากเราเริ่มสอนน้องเร็วน้องก็จะมีเงินที่งอกเงยเร็วกว่า แต่ยังไงซะเรื่องเงินนั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป คนรอบข้าง ครอบครัวหรือแม้แต่สุขภาพของตัวเองนั้นก็สำคัญไม่แพ้กับเงินเลยทีเดียวค่ะ ดังนั้นแล้วสิ่งแรกที่จะทำให้น้องรู้จักการออมเงินได้นั่นคือการทำให้น้องออมเงินในทุกๆเดือน แล้วให้น้องดูผลลัพธ์ว่าการที่น้องทำแบบนี้ได้เงินขนาดนี้เชียวนะ! สอนให้เค้ารู้จักคุณค่าของเงินแม้แต่บาทเดียวก็สำคัญ! และสอนให้รู้จักการใช้เงินให้พอประมาณ ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ฝึกให้เค้าเก็บเงินซื้อของที่อยากได้ด้วยตัวเองนอกจากจะรู้จักการเก็บเงินซื้อของด้วยตัวเองแล้วยังทำให้น้องรู้จักใช้ของและดูแลรักษาของได้เป็นอย่างดี หากน้องรู้จักการออม รู้จักการใช้เงิน สิ่งที่เราต้องทำต่อมาคือการปล่อยให้น้องจัดการการใช้เงินของตัวเอง หากเราเช็คดูแล้วเห็นว่าน้องทำได้ แสดงว่าน้องทำสำเร็จแล้วล่ะค่ะ และท้ายสุดคือการนำเงินไปฝากธนาคาร อย่างที่บอกไปเลยค่ะฝากเงินกับทางธนาคารจะได้ดอกเบี้ย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่จะฝึกให้ลูกออมเงินกันนะคะ ถ้าคิดว่าลูกเราพร้อมที่จะออมเงินแล้ว ก็ไปกันเล๊ย!